12 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์548 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

87 ภาคผนวก 88 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 89 1. โปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 1.1 กิจกรรมตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ดังตารางต่อไปนี้ กิจกรรมในวันที่ 1 ของค่าย เวลา กิจกรรม 08.00 - 10.00 น. ผู้วิจัยนัดกลุ่มตัวอย่าง เพื่อแนะน าตัวเองและชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย รายละเอียดของกิจกรรม ขอความร่วมมือในการเข้าร่วมโครงการวิจัย การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง ผู้เข้าร่วมลงนามยินดีเข้าร่วมโครงการวิจัย 10.00 - 10.30 น. ชม “VDO คนค้นคน” แนะน าองค์กรและองค์ความรู้แพทย์วิถีธรรม 10.30 - 12.00 น. บรรยายเทคนิค "การรับประทานอาหารปรับสมดุล" โดย ดร. ใจเพชร กล้าจน 12.00 - 14.30 น. รับประทานอาหารปรับสมดุลมื้อหลักฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียด 15.00 - 17.00 น. บรรยายและสาธิตเทคนิค “การเดินเร็ว” 17.00 - 20.30 น. รับประทานอาหารสุขภาพมื้อเย็น ท าธุระ-ภารกิจส่วนตัว พักผ่อน 21.00 น. ปิดไฟ งดใช้เสียง กิจกรรมในวันที่ 2 ของค่าย เวลา กิจกรรม 03.45 - 04.30 น. เสียงปลุกเสียงปลง และบทเพลงสาระ 04.30 - 05.30 น. สวดมนต์และทบทวนธรรม 05.30 - 07.30 น. ชั่งน้ าหนัก วัดส่วนสูง ประเมินค่าดัชนีมวลกาย และวัดความดันโลหิต ก่อนการทดลอง (Pre-test) แจกหนังสือและคู่มือลดน้ าหนักตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 07.30 - 08.30 น. เดินเร็ว 30-50 นาที (รวมอบอุ่นร่างกายก่อนและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลังเดินเร็ว) 08.30 - 09.30 น. รับประทานอาหารเช้า พักผ่อน 09.30 - 11.30 น. กิจกรรมรวมกลุ่มลงฐานงาน 11.30 - 12.00 น. สาธิต"การสวนล้างล าไส้ใหญ่ด้วยตนเองโดยใช้สมุนไพรที่ถูกกัน" โดยจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 12.00 - 14.00 น. รับประทานอาหารปรับสมดุลมื้อหลักฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียด 14.00 - 15.00 น. สัมภาษณ์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ผู้ที่ดูแ

อ่านต่อ

ลสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรม (โดยตัวแบบที่เป็นวีดีทัศน์) 15.00 - 18.00 น. บรรยาย "ธรรมะเพื่อละบาป บ าเพ็ญกุศล ท าจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสหายดีสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี" เพื่อการขัดเกลากิเลส โดย ดร. ใจเพชร กล้าจน 18.00 - 19.00 น. รับประทานอาหารสุขภาพมื้อเย็น ท าธุระ-ภารกิจส่วนตัว พักผ่อน 21.00 น. ปิดไฟ งดใช้เสียง 90 กิจกรรมในวันที่ 3 ของค่าย เวลา กิจกรรม 03.45 - 04.30 น. เสียงปลุกเสียงปลง และบทเพลงสาระ 04.30 - 05.30 น. สวดมนต์และทบทวนธรรม 05.30 - 06.30 น. เดินเร็ว 30-50 นาที (รวมอบอุ่นร่างกายก่อนและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลังเดินเร็ว) 06.30 - 08.30 น. กิจกรรมรวมกลุ่มลงฐาน 08.30 - 09.30 น. รับประทานอาหารเช้า พักผ่อน 09.30 - 12.00 น. สาธิตและฝึกปรุงอาหารปรับสมดุลร้อนเย็นตามภาวะร่างกาย สูตร 2 น้องพุทธ โดยจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่มีประสบการณ์ 12.00 - 14.00 น. รับประทานอาหารปรับสมดุลมื้อหลักฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียด รับฟังประสบการณ์การลดน้ าหนักจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 14.00 - 18.00 น. บรรยาย "ธรรมะเพื่อละบาป บ าเพ็ญกุศล ท าจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสหายดีสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี" เพื่อการขัดเกลากิเลส โดย ดร. ใจเพชร กล้าจน 18.00 - 19.00 น. รับประทานอาหารสุขภาพมื้อเย็น ท าธุระ-ภารกิจส่วนตัว พักผ่อน ผู้เข้าร่วมโครงการฝึกสวนล้างล าไส้ใหญ่ด้วยตนเองโดยใช้สมุนไพรที่ถูกกัน โดยมีจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่มีประสบการณ์เป็นพี่เลี้ยง 21.00 น. ปิดไฟ งดใช้เสียง กิจกรรมในวันที่ 4 - 8 ของค่าย เวลา กิจกรรม 03.45 - 04.30 น. เสียงปลุกเสียงปลง และบทเพลงสาระ 04.30 - 05.30 น. สวดมนต์และทบทวนธรรม 05.30 - 06.30 น. เดินเร็ว 30-50 นาที (รวมอบอุ่นร่างกายก่อนและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลังเดินเร็ว) 06.30 – 08.30 น. กิจกรรมรวมกลุ่มลงฐาน 08.30 - 09.30 น. รับประทานอาหารเช้า พักผ่อน 10.00 - 12.00 น. ผู้เข้าร่วมโครงการปรุงอาหารปรับสมดุลร้อนเย็นตามภาวะร่างกายสูตร 2 น้องพุทธ โดยมีจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมเป็นพี่เลี้ยง 12.00 - 14.00 น. รับประทานอาหารปรับสมดุลมื้อหลักฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียด รับฟังประสบการณ์การลดน้ าหนักจากจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม (ต่อ) 14.00 - 18.00 น. บรรยาย "ธรรมะเพื่อละบาป บ าเพ็ญกุศล ท าจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสหายดีสร้างสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี" เพื่อการขัดเกลากิเลส โดย ดร. ใจเพชร กล้าจน 18.00 - 19.00 น. รับประทานอาหารสุขภาพมื้อเย็น ท าธุระ-ภารกิจส่วนตัว พักผ่อน 91 เวลา กิจกรรม 19.00 - 21.00 น. กิจกรรมสนทนากลุ่มย่อย แลกเปลี่ยนประสบการณ์การลดน้ าหนักและสิ่งที่ได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติตามโปรแกรม โดยผู้วิจัย จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมและผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย ผู้เข้าร่วมโครงการฝึกสวนล้างล าไส้ใหญ่ด้วยตนเองโดยใช้สมุนไพรที่ถูกกัน โดยมีจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่มีประสบการณ์เป็นพี่เลี้ยง 21.00 น. ปิดไฟ งดใช้เสียง กิจกรรมในวันที่ 9 ของค่าย เวลา กิจกรรม 03.45 - 04.30 น. เสียงปลุกเสียงปลง และบทเพลงสาระ 04.30 - 05.30 น. สวดมนต์และทบทวนธรรม 05.30 – 09.00 น. กลุ่มตัวอย่าง ชั่งน้ าหนัก วัดส่วนสูง ประเมินค่าดัชนีมวลกาย และ วัดความดันโลหิตหลังการทดลอง (Post-test) และกล่าวขอบคุณที่ให้ ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรม 09.00 – 10.00 น. รับประทานอาหารเช้า 10.00 – 15.00 น. บรรยายสรุปและปิดกิจกรรมค่ายโดย ดร. ใจเพชร กล้าจน พร้อมกับการรับประทานอาหารกลางวัน 15.00 น. ผู้เข้าร่วมโครงการเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ 1.2 รายละเอียดของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ประกอบด้วยการฝึกปฏิบัติตามโปรแกรมฯ 6 ด้าน คือ 1.2.1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล การน าสมุนไพรมาใช้แล้วมีผลให้ร่างกายมีสุขภาพดีขึ้น คือ การรับประทานสมุนไพรที่ถูกสมดุลร้อนเย็นกับชีวิตของเราในขณะนั้น กลไกของร่างกายจะท าหน้าที่ดูดดึงสารและพลังงานของสมุนไพรดังกล่าว ไปดับพิษร้อนเย็นไม่สมดุลในร่างกายและหล่อเลี้ยงชีวิต ท าให้ชีวิตมีพลังมากขึ้น จากการที่สารและพลังของสมุนไพรที่สมดุลร้อนเย็นไปหล่อเลี้ยงชีวิต และจากการที่ไม่ต้องเสียพลังในการขับพิษที่ดับได้แล้ว ท าให้ชีวิตมีพลังมากขึ้น กลไกของร่างกายจึงสามารถผลักดันพิษความไม่สมดุลร้อนเย็นที่ยังตกค้างอยู่ ออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ท าให้โรคภัยไข้เจ็บลดน้อยลง แข็งแรง และอายุยืน กรณีที่มีภาวะร้อนเกิน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ าหนักเกินและโรคอ้วนส่วนใหญ่ที่รับประทานอาหารให้พลังงานสูง มีความเครียด กังวล หรือใจร้อน มักจะมีภาวะร้อนเกิน แนะน าให้ดื่มน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ โดยมีวิธีท า คือ 1. ใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ใบย่านางเขียว 5 -20 ใบ ใบเตย 1-3 ใบบัวบกครึ่ง -1 ก ามือ หญ้าปักกิ่ง 1-5 ต้น ใบอ่อมแซบ (เบญจรงค์) ครึ่ง -1 ก ามือ ผักบุ้งครึ่ง -1 ก ามือ ใบเสลดพังพอนครึ่ง- 92 ก ามือ หยวกกล้วยครึ่ง -1 คืบ และว่านกาบหอย 3-5 ใบ เป็นต้น จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ 2. โขลกให้ละเอียดหรือขยี้หรือปั่น ผสมกับน้ าเปล่า 1-3 แก้วกรองผ่านกระชอน น าน้ าที่ได้มาดื่ม ครั้งละประมาณ ครึ่ง-1 แก้ว วันละ 1-3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่าง หรือดื่มแทนน้ าตอนที่รู้สึกกระหายน้ า ปริมาณการดื่มและความเข้มข้นของสมุนไพร อาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็สามารถปรับได้ ตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลัง 3. กรณีร่างกายมีภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน ให้กดน้ าร้อนใส่น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็น หรือน าไปต้มให้เดือดก่อนดื่ม หรืออาจน าสมุนไพรฤทธิ์ร้อนมาผสมก่อนดื่มก็ได้ เช่น น าน้ าต้มขมิ้น ขิง ข่า ตะไคร้ กระเพรา โหระพา กระเทียม กระชาย มะตูม เป็นต้น กรณีมีภาวะเย็นเกิน ดื่มสมุนไพรฤทธิ์ร้อน ปริมาณสมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่เหมาะสมเฉลี่ยประมาณ 1-3 ข้อนิ้วมือ อาจปรับปริมาณมากหรือน้อยกว่านี้ได้ ตามความรู้สึกสุขสบายเบากายมีก าลังของแต่ละคน 1.2.2 การรับประทานอาหารปรับสมดุล การปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารที่มีผลให้ร่างกายมีสุขภาพดีขึ้น คือ การรับประทานอาหารที่ถูกสมดุลความร้อนและความเย็นกับชีวิตในขณะนั้น กลไกการท างานของร่างกายจะดูดดึงสารและพลังงานของอาหารดังกล่าว ไปดับพิษร้อนเย็นที่ไม่สมดุลและหล่อเลี้ยงชีวิต ท าให้ชีวิตมีพลังมากขึ้น จากการที่สารและพลังของอาหารที่ถูกสมดุลความร้อนและความเย็นนั้นไปหล่อเลี้ยงชีวิต และจากการที่ร่างกายไม่ต้องเสียพลังในการขับพิษที่ดับได้แล้ว ชีวิตก็จะมีพลังมากขึ้น กลไกการท างานของร่างกายจึงสามารถผลักดันพิษร้อนเย็นที่ไม่สมดุลที่ยังตกค้างอยู่ออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น ท าให้โรคภัยไข้เจ็บลดน้อยลง แข็งแรง และอายุยืน วิธีปฏิบัติคือ 1) ควรรับประทานอาหารไร้สารพิษดีที่สุด หรือลดพิษจากเคมีให้ได้มากที่สุดด้วยวิธีต่าง ๆ การแพทย์วิถีธรรมใช้การลดพิษจากเคมี ด้วยน้ าซาวข้าว หรือถ่าน 1-5 ก้อน ขนาดครึ่ง-1 ก ามือ หรือเกลือ 1-3 ช้อนแกง ผสมกับน้ าซาวข้าวหรือน้ าเปล่า 5-10 ลิตร แช่พืช ผัก ผลไม้ สมุนไพร หรือธัญพืชประมาณ 10-20 นาทีขึ้นไป ลดหรืองดเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะท าได้ 2) ใช้โปรตีนจากถั่วแทนเนื้อสัตว์ (ส าหรับผู้ที่ยังไม่สามารถงดเนื้อสัตว์ได้ ควรลดหรืองดเนื้อสัตว์ใหญ่ หันมารับประทานสัตว์เล็กแทน จนเหลือรับประทานปลา และไข่ เป็นล าดับ) 3) เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด ปรุงรสไม่จัดจนเกินไป 4) ส าหรับองค์ประกอบของสภาพร่างกาย อากาศ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยโดยรวมในปัจจุบัน ควรปรุงรสอยู่ในระดับประมาณ 10-30% ของที่เคยปรุง โดยทั่วไป คือ รับประทานเกลือประมาณ 1 ช้อนชาต่อคนต่อวัน, น้ าตาล ไม่เกิน 5 ช้อนชาต่อคนต่อวัน, พริก (พริกชี้ฟ้า) ไม่เกิน-3 เม็ดต่อคนต่อวัน และน้ ามันพืช-4 ช้อนชาต่อคนต่อสัปดาห์ โดยสามารถปรับลดหรือเพิ่มตามสภาพร่างกาย ณ เวลานั้น เท่าที่รู้สึกสุขสบายเบากาย มีก าลัง 5) ใช้เกลือปรุงอาหารเป็นหลักดีที่สุด ถ้าต้องการใส่เครื่องปรุงอื่น ๆ เช่น ซีอิ้ว เต้าเจี้ยว กะปิ น้ าปลา ปลาร้า เป็นต้น ควรใส่เพียงเล็กน้อย 93 6) กรณีชีวิตมีภาวะร้อนเกินและอากาศร้อน ควรใช้ไฟกลาง ๆ นาน แค่พอสุก ไม่ควรอุ่นซ้ าแล้วซ้ าอีกในการปรุงอาหารหรือหุงต้มข้าวหรือถั่ว ส่วนกรณีชีวิตมีภาวะเย็นเกินและอากาศหนาวเย็น ควรใช้ไฟแรง ตั้งไฟนาน อุ่นซ้ าแล้วซ้ าอีกได้ ในการปรุงอาหารหรือหุงต้มข้าวหรือถั่ว เพราะความแรงของไฟมีผลต่อคุณสมบัติของอาหาร ใช้ไฟแรงมากขึ้น อาหารก็มีฤทธิ์ร้อนมากขึ้นไปตามล าดับ ควรปรับใช้ความแรงของไฟในสัดส่วนที่ผู้รับประทานรู้สึกสุขสบายเบากาย มีก าลัง 7) การใช้ฟืนหรือถ่านในการปรุงอาหาร จะท าให้อาหารอยู่ในสภาพที่ชีวิตสามารถน าไปใช้สังเคราะห์เป็นพลังชีวิตได้สูงสุด รองลงมาคือแก๊ส รองลงมาคือหม้อหุงข้าวไฟฟ้า กระทะไฟฟ้า เครื่องปิ้งย่างไฟฟ้า แย่ที่สุดคือไมโครเวฟหรือเครื่องมือที่มีพลังคลื่นแม่เหล็กที่แรงเกิน เพราะมีคลื่นแม่เหล็กที่แรงเกินท าให้อาหารอยู่ในสภาพที่เป็นพิษต่อพลังชีวิต จึงไม่ควรใช้หรืออาจใช้เมื่อมีความจ าเป็นในบางครั้ง ในกรณีของผู้ที่มีภาวะน้ าหนักเกินและโรคอ้วน โดยส่วนใหญ่ที่มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้พลังงานสูง มักจะมีภาวะร่างกายแบบร้อนเกิน ดังนั้นการปรับสมดุลด้วยการรับประทานอาหารจึงจ าเป็นต้องมีการเรียนรู้เรื่องการฝึกรับประทานอาหารตามล าดับ โดยในกรณีที่ร่างกายมีภาวะร้อนเกิน จะมีเทคนิคการรับประทานอาหารตามล าดับ ดังต่อไปนี้ ล าดับที่ 1 ดื่มน้ าสมุนไพรปรับสมดุล เช่น น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นต่าง ๆ เป็นต้น ล าดับที่ 2 รับประทานผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น กล้วยน้ าว้า แก้วมังกร กระท้อน พุทรา สับปะรด แตงโม แตงไทย แคนตาลูป ส้มโอ ชมพู่ มังคุด มะม่วงดิบ มะขามดิบ มะละกอดิบ มะละกอห่าม เป็นต้น ควรงดหรือลดผลไม้ฤทธิ์ร้อน เช่น ทุเรียน ขนุนสุก เงาะ ล าไย ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง มะไฟ มะเฟือง มะปราง มะตูม มะม่วงสุก ลูกยอ สละ องุ่น ฝรั่ง น้อยหน่า กระทกรก (เสาวรส) ละมุด มะขามหวานสุก (ร้อนเล็กน้อย) ระก า (ร้อนเล็กน้อย) มะละกอสุก (ร้อนเล็กน้อย) ผลไม้ทุกชนิดที่ผ่านความร้อน เช่น ตากแห้ง อบ นึ่ง ปิ้ง ย่าง หรือต้ม เป็นต้น ล าดับที่ 3 รับประทานผักฤทธิ์เย็นสด เช่น ผักบุ้ง อ่อมแซบ (เบญจรงค์) ชายา (ไชยา) วอเตอร์เคส แตงกวา กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักกาดหอม (สลัด) ถั่วงอก สายบัว บัวบก มะเขือ ทูน (ตูน) ใบมะยม ฮว่านง็อก เป็นต้น ควรงดหรือลดผักฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ผักที่มีรสเผ็ด กลิ่นฉุน เครื่องเทศ ทุกชนิด เช่น ขิง ข่า (ข่าแก่ร้อนมาก) ตะไคร้ ขมิ้น โหระพา พริก พริกไทย (ร้อนมาก) กุ้ยช่าย (ผักแป้น ร้อนมาก) เป็นต้น และพืชที่ไม่มีรสเผ็ดแต่มีฤทธิ์ร้อน เช่น สะตอ ลูกเนียง ชะอม คะน้า กะหล่ าปลี แครอท บีทรูท ถั่วฝักยาว ถั่วพู ลูกต าลึง กระเฉด กระถิน ผักกาดเขียวปลี ใบยอ ผักโขม ใบปอ ผักแขยง ยอดเสาวรส ฟักทองแก่ หน่อไม้ เม็ดบัว สาหร่าย ไข่น้ า รากบัว โสมจีน โสมเกาหลี แปะต าปึง (ร้อนเล็กน้อย) เป็นต้น ล าดับที่ 4 รับประทานข้าวจ้าวพร้อมกับข้าว โดยรับประทานข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือเป็นปกติก็จะยิ่งดี ควรงดหรือลดคาร์โบไฮเดรทที่มีฤทธิ์ร้อนมาก เช่น เผือก มัน กลอย ข้าวเหนียว ข้าวแดง ข้าวด า (ข้าวก่ า ข้าวนิล) ข้าวอาร์ซี ข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ และควรละหรืองดคาร์โบไฮเดรทที่มีฤทธิ์ร้อนมากแต่ขาดวิตามิน ได้แก่ อาหารที่รสหวานจัด ขนมปัง ขนมกรุบกรอบ บะหมี่กึ่งส าเร็จรูป ขนมจีน (ข้าวปุ้น) เป็นต้น ส่วนกับข้าว ควรใช้ผักฤทธิ์เย็นเป็นหลักในการปรุง คือ ผักฤทธิ์เย็นที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น รวมถึงผักฤทธิ์เย็นอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น ฟัก แฟง แตงต่าง ๆ บวบ ผักปลัง ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน ก้านตรง หยวกกล้วย ปลีกล้วย ก้านกล้วย กล้วยดิบ ยอดฟักข้าว ยอดฟักแม้ว 94 ใบหรือยอดต าลึง ยอดหรือดอกฟักทอง ดอกสลิด (ดอกขจร) ดอกแค กะหล่ าดอก บร็อคโคลี่ หัวไชเท้า (ผักกาดหัว) ฟักทองอ่อน ยอดขุนศึก (อีสึก) มังกรหยก ข้าวโพด ข้าวโพดอ่อน ขนุนดิบ มะรุม เป็นต้น ล าดับที่ 5 รับประทานโปรตีนฤทธิ์เย็น ได้แก่ ต้มถั่วหรือธัญพืชฤทธิ์เย็นเป็นหลัก เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วขาว ลูกเดือย ถั่วลันเตา ถั่วโชเล่ย์ขาว หรือเห็ดฤทธิ์เย็น (บางวัน) เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดลม (เห็ดบด) เห็ดขอนขาว เห็ดหูหนู เป็นต้น โดยในแต่ละวันควรทานโปรตีนฤทธิ์เย็นหมุนเวียนชนิดไปเรื่อย ๆ ควรงดหรือลดการรับประทานโปรตีนฤทธิ์ร้อน เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วด า ถั่วทุกชนิดที่ผ่านการทอด เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดโคน (เห็ดปลวก) เห็ดก่อ เห็ดไค เห็ดขม เห็ดผึ้ง เป็นต้น รวมถึงโปรตีนจากทั้งพืชและสัตว์ที่น ามาหมักดอง และควรงดหรือลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น น้ ามันพืช น้ ามันสัตว์ เนื้อมะพร้าว กะทิ ร าข้าว จมูกข้าว งา ลูกก่อ เมล็ดกระบก เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง เมล็ดอัลมอลล์ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น ล าดับที่ 6 รับประทานน้ าแกงจืด หรือน้ าอุ่น หรือถ้าจะทานน้ าธรรมดาให้อมไว้นาน ๆ แล้วค่อยกลืนลงไป จะท าให้ไม่เสียระบบย่อย เหตุที่ต้องรับประทานอาหารตามล าดับ โดยเริ่มจากสมุนไพร ผลไม้ ผักก่อน ตามด้วยข้าวและกับข้าว เพราะสมุนไพร ผลไม้ ผักเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็นและเป็นด่าง เมื่อรับประทานเข้าไปก่อน ฤทธิ์เย็นและด่างจะเข้าไปคุ้มครองร่างกาย และเนื่องจากสมุนไพร ผลไม้ ผักเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ดูดซึมง่ายกว่าข้าวและกับข้าว เมื่อรับประทานเข้าไปก่อน ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าไปใช้เป็นพลังชีวิตได้ทันที เมื่อชีวิตได้พลังทันทีก็จะสามารถหลั่งน้ าย่อย เอ็นไซม์ออกมาย่อยอาหารที่ย่อยยาก คือ ข้าวพร้อมกับข้าวและโปรตีน ไขมัน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดและความร้อนได้ดี จะท าให้อาหารที่ย่อยยากกลายเป็นอาหารที่ย่อยง่าย กรดและความร้อนก็จะไม่ท าร้ายร่างกายเรา เพราะมีความเย็นและด่างเข้าไปคุ้มครองไว้ก่อนแล้ว เมื่อรับประทานอาหารตามล าดับจะท าให้รู้สึกเบาสบายตามเนื้อตัว นี่คือจุดส าคัญจุดหนึ่งที่ผู้ต้องการลดน้ าหนักจะได้ฝึกและเรียนรู้ตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม แต่ถ้าหากรับประทานอาหารกลับล าดับกัน เช่น กินข้าวพร้อมกับข้าวก่อนซึ่งข้าวและกับมีฤทธิ์เป็นกรดและความร้อน และเป็นสิ่งที่ย่อยยากกว่าสมุนไพร ผลไม้ ผัก การรับประทานสิ่งที่ย่อยยากเข้าไปก่อน จะเป็นการขัดขวางการย่อยสิ่งที่รับประทานตามลงไปทีหลัง ดังนั้นหากรับประทานสมุนไพร ผลไม้ ผักหลังข้าวและกับข้าว ร่างกายก็จะได้รับพลังชีวิตช้าลง ระบบย่อยอาหารจะเสีย กรดและความร้อนจะท าลายร่างกายไปส่วนหนึ่ง กว่าความเย็นและด่างของสมุนไพร ผัก ผลไม้จะเข้ามาแก้ไขร่างกายก็แย่ไปส่วนหนึ่งแล้ว ดังนั้นจึงควรฝึกรับประทานอาหารให้ถูกต้องตามล าดับ (ใจเพชร กล้าจน. 2560 : พฤษภาคม 10) กรณีร่างกายมีภาวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็ใช้สมุนไพร ผัก ผลไม้ ข้าวและกับข้าว และถั่วทั้งฤทธิ์ร้อนและเย็นผสมกันในปริมาณที่รู้สึกสุขสบาย กรณีร่างกายมีภาวะเย็นเกิน ควรลดหรืองดสิ่งที่มีฤทธิ์เย็น แล้วเพิ่มสิ่งที่มีฤทธิ์ร้อน ในสัดส่วนปริมาณที่เมื่อรับประทานแล้วรู้สึกสุขสบาย เบากายและมีก าลังที่สุด ตามแต่สภาพร่างกายของแต่ละคน ณ เวลาขณะนั้น และควรเคี้ยวอาหาร (ย่ ายีมาร) ให้ละเอียดก่อนกลืน รับประทาน ในปริมาณที่พอดีอิ่มสบายเบากายมีก าลังเต็มที่สุด และกลืนลงคอให้ได้ คือ ฝึกรับประทานอาหารสุขภาพให้รู้สึกว่ามีรสดี อร่อยกว่าอาหารที่เป็นพิษให้ได้ 95 ถ้าชีวิตได้รับสารหรือพลังงานที่ไม่สมดุลร้อนเย็น กลไกการท างานของร่างกายจะพยายามผลักออก และไม่สั่งให้เนื้อเยื่อหลั่งน้ าย่อยออกมาย่อย จึงเกิดอาการท้องอืด ไม่สบายไม่เบากาย ไม่มีก าลัง อ่อนเพลีย หนักตัว ตรงกันข้ามถ้าหากชีวิตได้รับสารหรือพลังงานที่สมดุลร้อนเย็น กลไกการท างานของร่างกายจะสั่งให้เนื้อเยื่อหลั่งน้ าย่อยออกมาย่อยสิ่งที่สมดุลร้อนเย็น แล้วดูดไปเป็นพลังของชีวิต ท าให้ท้องไม่อืด เกิดสภาพสบายเบากายมีก าลัง จุดส าคัญอีกจุดหนึ่งที่ผู้ที่ต้องการลดน้ าหนักจะได้ฝึกและเรียนรู้ตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม คือ การเคี้ยวอาหาร (ย่ ายีมาร) ให้ละเอียดก่อนกลืน ซึ่งเป็นหัวใจของการรับประทานอาหารปรับสมดุล คือ 1. การทานอาหารตามล าดับดังที่กล่าวมาแล้ว 2. การเคี้ยวให้ละเอียดเป็นน้ าก่อนกลืน หรือตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เรียกว่า การเคี้ยวแบบย่ ายีมาร จะท าให้คุณค่าของการรับประทานอาหารปรับสมดุล มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รายละเอียดของการเคี้ยวแบบย่ ายีมาร คือ 2.1 เรียนรู้คุณค่าของการเคี้ยวและให้เวลากับการเคี้ยวมากขึ้น ในค่ายสุขภาพ วิถีธรรมจะฝึกเคี้ยวอาหารมื้อเที่ยงพร้อมเพรียงกันประมาณ 3 ชั่วโมง 2.2 เทคนิคการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด คือ ท าค าข้าวให้พอเหมาะ ไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป 2.3 เคี้ยวให้ละเอียดอย่างน้อย 30 ครั้งต่อค า เมื่อน้ าย่อยออกมาท าให้อยากกลืน จะพยายามไม่กลืน ใช้เพดานและลิ้นกั๊กไว้แล้วตลบออกมาเคี้ยวต่อไป เมื่ออยากกลืนจะพยายาม ไม่กลืน ใช้เพดานและลิ้นกั๊กไว้แล้วตลบออกมาเคี้ยวๆๆต่อไปให้ละเอียด ท าอย่างนี้จนละเอียดดีแล้ว โดยใช้ลิ้นตรวจดูว่าละเอียดที่สุดแล้ว ดีที่สุดแล้ว เท่าที่เป็นไปได้ ณ เวลานั้นแล้ว จากนั้นให้ตรวจใจ ไปจนถึงความไม่ชอบไม่ชังแล้วค่อยกลืน ถ้ามีความชอบชัง ให้ใช้วิธีการท าใจล้างความชอบความชัง ให้หมดแล้วค่อยกลืน คือ ตรวจดูว่าเคี้ยวไปจนท าใจได้ว่าไม่กลืนก็ไม่ทุกข์ ท าใจได้เลยว่าไม่กลืน ก็สบายดี ท าใจได้เลยว่าไม่กลืนก็ไม่ทุกข์อะไร ท าใจได้เลยว่าไม่กลืนก็ไม่ล าบากอะไร นี้แปลว่าไม่มีความชอบแล้วล้างความชอบได้แล้ว จากนั้นมาตรวจดูความชังเมื่อเคี้ยวละเอียดมากที่สุดแล้ว กลืนลงไปก็สบายดี กลืนก็ไม่ทุกข์อะไร กลืนก็ไม่ล าบากอะไร นี่แปลว่าไม่มีความชังแล้วล้างความชัง ได้แล้ว สรุปว่า ต้องท าใจให้ได้ว่ากลืนก็สบายดีไม่กลืนก็สบายดี ไม่มีทุกข์อะไร นี่คือ การกินอาหาร ที่ล้างความชอบชังในทุกค าข้าว นี้เรียกว่าบรรลุธรรมทุกค าข้าว สิ่งที่ได้จากการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด คือ ยิ่งเคี้ยวละเอียดเท่าไหร่จะได้ประโยชน์จากอาหารมากเท่านั้น ๆ 2.3.1 ได้พลังปรมณูจากอาหารที่เคี้ยวละเอียด เพราะวัตถุที่เล็กที่สุดเกาะเกี่ยวกันด้วยพลังที่แรงที่สุด จะได้พลังที่แรงที่สุด 2.3.2 ท าลายความชอบความชังได้ จะได้พลังชีวิตกลับมาท าให้สุขภาพแข็งแรง และที่ส าคัญหากท าร่วมกับหมู่มิตรดีสหายดีจะท าให้เกิดการเหนี่ยวน ากันท าให้เรามีความสามารถเพิ่มขึ้นในการพากเพียรท าสิ่งที่ท าได้ยากให้ประสบความส าเร็จ (ใจเพชร กล้าจน. 2560 : พฤษภาคม 10) ตรงกับแนวคิดที่ว่า การเคี้ยวอาหารมากขึ้น ละเอียดมากขึ้น และเคี้ยวช้าลง ช่วยลดน้ าหนักได้ จากงานวิจัยหนึ่งพบว่า การเคี้ยวอาหารแต่ละครั้งเผาผลาญพลังงานประมาณ 1-2 แคลอรีหากเคี้ยว 96 เร็วกลืนเร็วแคลอรี่ที่เผาผลาญจะน้อยลงไปด้วย ดูเหมือนการเคี้ยวจะใช้พลังงานเพียงน้อยนิด แต่เมื่อสะสมกันทุกวัน วันละหลาย ๆ มื้อ ค านวณได้ว่า อาจเทียบเท่ากับการเดินเร็ว 2 ไมล์ต่อชั่วโมง เดือนละ 3 ครั้ง ๆ ละ 20 นาที (Paphangkorakit J., et al. 2013 : 1-4) และยังมีงานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ของต่างประเทศที่พบว่า เด็กที่กินอาหารเร็ว (ซึ่งอาจหมายถึง เคี้ยวน้อย หรือเคี้ยวเร็วด้วยก็ได้) มีแนวโน้มกินอาหารในปริมาณที่มากขึ้น และมีโอกาสเกิดโรคอ้วนมากกว่าเด็กที่กินอาหารช้า ๆ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่พบว่า การเคี้ยวอาหารให้มากขึ้น (มากกว่า 30 ครั้งต่อค า) จะท าให้ความอยากอาหารลดลงได้เร็วขึ้น คล้ายกับที่ปู่ย่าตายายเคยสอนให้เราเคี้ยวเยอะ ๆ อาหารจะได้ย่อยดีและจะได้อิ่มเร็ว นอกจากทราบว่าการเคี้ยวมีผลต่อระบบย่อยอาหารแล้ว ยังทราบว่าหน้าที่ของฟันของมนุษย์เหมาะส าหรับการบดเคี้ยวธัญพืช และในปากของเราเต็มไปด้วยต่อมน้ าลาย ต่อมใหญ่ 6 ต่อม ต่อมเล็ก ๆ อีกนับพันต่อม ส าหรับผลิตน้ าย่อยพิเศษ เป็นน้ าย่อยส าหรับแป้งอย่างเดียว ฉะนั้นในทุกครั้งที่เราเคี้ยว ร่างกายจะผลิตน้ าลายออกมาอัตโนมัติแล้วย่อยแป้ง แป้งย่อยที่ปาก ยิ่งเคี้ยวมากเท่าไหร่จะสามารถย่อยแป้งได้ดีเท่านั้น ในคนอ้วนถ้ายังติดกินแป้งในปริมาณที่มากอยู่ ก็ควรเคี้ยว ให้มาก ๆ เพราะน้ าย่อยที่เหมาะส าหรับการย่อยแป้งเป็นด่าง เรียกว่า ไทยาลิน (Ptyalin) อยู่ที่ปาก อยู่ที่น้ าลาย แล้วน้ าลายให้สารตัวหนึ่ง เป็นสารที่ท าให้การต้านทานโรคในร่างกายเราแข็งแรง ดังนั้น การเคี้ยวมาก ๆ จะกระตุ้นต่อมน้ าลาย แล้วท าให้ลดการสะสมแป้งในร่างกายและสุขภาพจะแข็งแรงขึ้น ซึ่งจะต่างจากฟันของสุนัขหรือเสือ เพราะทั้งสองเป็นสัตว์กินเนื้อ จะไม่มีต่อมน้ าลาย เวลากินอาหารสัตว์เหล่านั้นไม่จ าเป็นต้องเคี้ยวอาหาร จะกลืนทั้งก้อนเข้าไปได้เลย ไปถึงกระเพาะจะมีน้ าย่อยที่เป็นกรดเกลือที่เข้มข้นมาก เรียกว่า ไฮโดรคลอริกแอซิด มาย่อยสลายได้หมด เพราะเป็นน้ าย่อยที่เข้มข้นกว่าน้ าย่อยในสัตว์กินพืชหลายเท่า หรือแม้แต่งูก็จะกลืนสัตว์ที่เป็นอาหารไปทั้งตัวเลย เพราะไม่มีวิธีฉีกออกมาเป็นชิ้น ๆ มันต้องขยายเพดานปากแล้วกลืนไปทั้งตัวจากนั้นอาศัยกรดแรง ๆ ในกระเพาะมาย่อยสลาย แต่ในมนุษย์ไม่มีกรดนั้นเมื่อกินเนื้อสัตว์จะไม่ย่อย (ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์. 2558 : 399-400) แนวคิดนี้สอดคล้องกับสวี่ รุ่ยอวิ๋น (2555 : 15) ที่กล่าวว่า กระบวนการย่อย เริ่มต้นที่ปาก เมื่ออาหารเข้าสู่ปาก น้ าลายก็เริ่มหลั่งออกมา ในน้ าลายมีเอนไซม์ช่วยกระตุ้นกระบวนการย่อย แม้แต่ผู้ที่เป็นโรคฟันและไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ ก็ต้องบดอาหารให้ละเอียดก่อน เวลากินก็ต้องอมอาหารไว้ในปากครู่หนึ่งแล้วค่อยกลืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอาหารไม่ย่อย นอกจากนั้น ควรกินอาหารด้วยความส านึกในบุญคุณ เวลากินอาหาร เราควรท าจิตใจให้เบิกบาน มีส านึกในบุญคุณ และควรแสดงความขอบคุณก่อนกินอาหาร โดยนึกถึงผู้ที่ให้อาหารแก่เรา ขอบคุณชาวนา ขอบคุณคนขายอาหารที่ท างานอย่างเหน็ดเหนื่อย ขอบคุณอาหารที่กิน ต้องกินด้วยความส านึกในบุญคุณ อวยพรให้แก่อาหารและผู้คนเหล่านี้ เมื่อจิตใจสงบก็จะช่วยให้เราเคี้ยวอาหารได้ละเอียดและกลืนอย่างช้า ๆ ซึ่งเป็นผลดีต่อการย่อยและดูดซึมอาหาร จิตใจที่เบิกบานย่อมสงบมั่นคง และส่งผลดีให้อาหารที่กินมีพลังมากขึ้น มีการศึกษาพบว่า การพูดกับอาหารจะท าให้อาหารมีพลังเพิ่มขึ้น โดยการทดลองน าข้าว 2 จานมาตั้งไว้ พูดดีกับข้าวจานที่ 1 แต่พูดไม่ดีกับอีกจาน ผลปรากฏว่าหลังจากผ่านไป 7 วัน จานที่ 1 มีราเพียง 2-3 จุด แต่ข้าวอีกจานมีราเต็มไปหมด จะเห็นได้ว่า การส านึกในบุญคุณของอาหารก่อนกินอาหารเป็นเหตุผลที่ดี 97 สรุป การรับประทานอาหารปรับสมดุล คือ การปรับเปลี่ยนแบบแผนการรับประทานอาหารจากที่เคยรับประทานตามปกติ มาเป็นการรับประทานอาหารที่มีข้อก าหนดส าคัญเพื่อให้อาหารที่กินเข้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน