00 Thesis-เสริมศรี-ชวานิสากุล-Final-250665.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์3.06 MB
วันที่แก้ไข28 ธันวาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันตามแนวแพทย์วิถีธรรม A STUDY OF APPLICATION OF THE FOUR NOBLE TRUTHS IN DAILY LIFE OF THE BUDDHIST DHAMMA MEDICINE นางสาวเสริมศรี ชวานิสากุล วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันตามแนวแพทย์วิถีธรรม นางสาวเสริมศรี ชวานิสากุล A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Arts (Buddhist Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2022 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University) A Study of Application of the Four Noble Truths in Daily Life of the Buddhist Dhamma Medicine Miss Seamsri Chawanisakul ก ชื่อวิทยานิพนธ์ : ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวัน ตามแนวแพทย์วิถีธรรม ผู้วิจัย : นางสาวเสริมศรี ชวานิสากุล ปริญญา : พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ : รศ. ดร.เทพประวิณ จันทร์แรง, พธ.บ. (ศาสนา), ศศ.บ. (ไทยคดีศึกษา), M.A. (Buddhist Studies), Ph.D. (Pali and Buddhism) : พระครูสิริปริยัตยานุศาสก์, ดร., ป.ธ. ๕, พธ.บ. (ศาสนา), M.A. (Buddhist Studies), Ph.D. (Buddhist Studies) วันสำเร็จการศึกษา : ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ บทคัดย่อ งานวิจัยน

อ่านต่อ

ี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ ๑) เพื่อศึกษาหลักอริยสัจ ๔ ในพระพุทธศาสนา ๒) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันตามแนวแพทย์วิถีธรรม ๓) เพื่อวิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันตามแนวแพทย์วิถีธรรม เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ แบบการวิจัยเอกสาร ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า หลักอริยสัจ ๔ เป็นความจริงอันประเสริฐซึ่งยังปุถุชนผู้ปฏิบัติตามมรรค ๘ ให้เป็นอริยะ มี ๔ ประการ ได้แก่ (๑) ทุกขอริยสัจ คือ อาการไม่สุขสมใจในอารมณ์ต่างๆ (๒) ทุกขสมุทยอริยสัจ คือ ความอยากที่ร่วมด้วยความกำหนัดยินดีในอารมณ์นั้น (๓) ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ การละความอยากที่ร่วมด้วยความกำหนัดยินดีในอารมณ์นั้น (๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ การปฏิบัติศีลด้วยปัญญาอย่างตั้งมั่น เพื่อละความกำหนัดในอารมณ์นั้น การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันของแพทย์วิถีธรรม มีแนวคิดว่าการเกิดเป็นทุกข์ ชีวิตที่ไม่รู้ทางพ้นทุกข์จึงต้องทุกข์ไม่สิ้นสุด ผู้มีปัญญาจะรู้ว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต คือ ความพ้นทุกข์ ซึ่งเหตุแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ก็คือ ความอยากแบบยึดมั่นถือมั่น คนที่เข้าใจเรื่องของกรรมและวิบากกรรมอย่างแจ่มแจ้งได้จริงเท่านั้น จึงจะสามารถละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไปซึ่งความอยากแบบยึดมั่นถือมั่นอันเป็นเหตุแห่งกองทุกข์ทั้งหมดทั้งมวลในชีวิตได้ โดยเริ่มจากการปฏิบัติศีลไปเป็นลำดับ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันตามแนวแพทย์วิถีธรรม มีความสอดคล้องตามหลักอริยสัจ ๔ ในพระพุทธศาสนา เพราะมุ่งการดับทุกข์ที่ใจเป็นหลัก โดยการปฏิบัติศีลด้วยปัญญาอย่างตั้งมั่น จนกระทั่งละความอยากแบบยึดมั่นถือมั่นได้ ทำให้เกิดปัญญารู้ชัดว่าความอยากแบบยึดมั่นถือมั่นเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งหมดทั้งมวลตัวจริง ข Thesis Title : A Study of Application of the Four Noble Truths in Daily Life of the Buddhist Dhamma Medicine Researcher : Miss Seamsri Chawanisakul Degree : Master of Arts (Buddhist Studies) Thesis Supervisory Committee : Assoc. Prof. Dr. Thepprawin Chanraeng, B.A. (Religions), B.A. (Thai Studies), M.A. (Buddhist Studies), Ph.D. (Pali and Buddhism) : Phrakrusiripariyatyanusath, Dr., Pali V., B.A. (Religions), M.A. (Buddhist Studies), Ph.D. (Buddhist Studies) Date of Graduation : June 22, 2022 Abstract The aims of this research were to study the Four Noble Truths in Buddhism, to examine how the Four Noble Truths are used in daily life according to Buddhist Dhamma Medicine, and to assess how the Four Noble Truths are applied in daily life according to Buddhist Dhamma Medicine. This is a qualitative study based on literature and in-depth interviews. According to the research, the Four Noble Truths in Buddhism are four things that ordinary people who practice the Noble Eightfold Path must understand: suffering or unsatisfactoriness, the cause of suffering or origin of suffering, the cessation of suffering or extinction of suffering, and the path leading to the cessation of suffering. According to Buddhist Dhamma Medicine, the Four Noble Truths should be used in daily life. There is a perception that birth is painful. If you don't know how to get out of pain in life, you'll have to endure indefinitely. The enlightened will see that the most valuable thing in life is suffering liberty. Clinging to want is the source of all sorrow in the world. Only those who have a thorough understanding of the subject of karma and karma will be able to eliminate, relieve, and eliminate the clinging desire that is the source of all of life's suffering. Starting with the orderly practice of precepts. ค The application of the Four Noble Truths in daily life by Buddhist Dhamma Medicine is congruent with the Four Noble Truths' ideas in Buddhism, because it focuses primarily on the mental cessation of suffering, by practicing the precepts with wisdom and concentration until you let go of your steadfast desire, causing wisdom to know clearly that the clinging desire is the actual cause of all suffering. ง กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์เรื่อง “ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันตามแนวแพทย์วิถีธรรม” เล่มนี้ สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความอนุเคราะห์จาก รศ. ดร.เทพประวิณ จันทร์แรง และ พระครูสิริปริยัตยานุศาสก์, ดร. ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ ผศ. ดร.สมหวัง แก้วสุฟอง และ พระครูธรรมธรชัยวิชิต ชยาภินนฺโท, ผศ. ดร. ซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ ที่ได้เมตตาให้กำลังใจ ให้คำปรึกษาชี้แนะแนวทางในการเรียนรู้ การดำเนินการวิจัย การตรวจสอบ และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ทำให้วิทยานิพนธ์มีเนื้อหาที่สมบูรณ์ และทำให้การศึกษาในครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยดี ซึ่งผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง ผู้วิจัยขอกราบนมัสการกราบขอบพระคุณด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งในความเมตตากรุณาจากพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ผู้เป็นนักบวชผู้นำทางจิตวิญญาณชาวชุมชนบุญนิยมอโศก ผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณแก่ผู้วิจัย คณะท่านสมณะ ผู้เป็นนักบวชชายชาวชุมชนบุญนิยมอโศก และสิกขมาตุ ผู้เป็นนักบวชหญิงชาวชุมชนบุญนิยมอโศก ที่เมตตาถ่ายทอดอบรมและแนะนำให้คำสอนพระพุทธศาสนาตามภูมิอันหาประมาณมิได้ เพื่อได้น้อมนำมาปฏิบัติ “อริยมรรคมีองค์ ๘” อย่างสัมมาทิฏฐิ ขอกราบขอบพระคุณ ดร.ใจเพชร กล้าจน ผู้เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณชาวชุมชนเครือข่ายจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ ผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณแก่ผู้วิจัย ให้มีจิตวิญญาณแห่งการพึ่งตน เสียสละ เมตตา เอื้อเฟื้อและแบ่งปัน เพื่อความผาสุกของมวลมนุษยชาติอันแท้จริง พร้อมทั้งให้คำแนะนำปรึกษาชี้แนะแนวทางในการพัฒนาสัมมาทิฏฐิตามหลัก “อริยสัจ ๔” อย่างถูกตรง ขอกราบขอบพระคุณ ญาติธรรมชาวชุมชนบุญนิยมอโศก จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม และท่านผู้ร่วมเป็นผู้ให้ข้อมูลหลักด้วยการตอบแบบสอบสัมภาษณ์ทุกท่าน ที่ได้สละเวลาให้สัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการศึกษาการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันตามแนวแพทย์วิถีธรรมครั้งนี้กระทั่งสำเร็จได้ด้วยดี อันจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติสืบไป ขอกราบขอบพระคุณ ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัยทั้ง ๓ ท่าน คือ รศ. ดร.ปรุตม์ บุญศรีตัน ผศ. ดร.สยาม ราชวัตร และ ดร.พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ ที่อนุเคราะห์ในการให้ข้อมูล ให้คำปรึกษา และชี้แนะแนวทางการสร้างเครื่องมือเก็บข้อมูลในการทำงานวิจัยครั้งนี้กระทั่งสำเร็จได้ด้วยดี จ ขอขอบพระคุณ เพื่อนนิสิตระดับปริญญาโท สาขาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษาและการลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับทำงานวิจัย กระทั่งทำให้การทำงานวิจัยนี้ประสบผลสำเร็จลุล่วงด้วยดี ท้ายที่สุดนี้ขอกราบขอบพระคุณ สมาชิกในครอบครัวผู้อยู่เบื้องหลัง ที่ส่งเสริม สนับสนุน ให้กำลังใจ ดูแลกันตลอดมา กระทั่งทำให้การทำงานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของการทำงานวิจัยนี้ที่ไม่ได้กล่าวนาม โดยผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ ซึ่งคุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากวิทยานิพนธ์นี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่ผู้ที่สนใจทุกท่าน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณธรรมภายในจิตวิญญาณของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมโลก ให้เจริญงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไปเป็นลำดับ นางสาวเสริมศรี ชวานิสากุล ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ ฉ สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ง สารบัญ ฉ คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ ฌ บทที่ ๑ บทนำ ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ๑ ๑.๒ คำถามวิจัย ๕ ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๕ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๕ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๖ ๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๗ ๑.๗ วิธีดำเนินการวิจัย ๒๒ ๑.๘ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๒๔ บทที่ ๒ หลักอริยสัจ ๔ ในพระพุทธศาสนา ๒๕ ๒.๑ ความหมายของหลักอริยสัจ ๔ ๒๕ ๒.๑.๑ ความหมายของทุกขอริยสัจ ๒๕ ๒.๑.๒ ความหมายของทุกขสมุทยอริยสัจ ๒๗ ๒.๑.๓ ความหมายของทุกขนิโรธอริยสัจ ๓๐ ๒.๑.๔ ความหมายของทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ๓๒ ๒.๒ ความสำคัญของหลักอริยสัจ ๔ ๓๔ ๒.๓ วิธีการปฏิบัติตามหลักอริยสัจ ๔ ๓๗ ๒.๓.๑ การกำหนดรู้ทุกขอริยสัจ ๓๘ ๒.๓.๒ การละทุกขสมุทยอริยสัจ ๓๙ ๒.๓.๓ การทำให้แจ้งทุกขนิโรธอริยสัจ ๔๑ ๒.๓.๔ การเจริญทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ๔๓ ช ๒.๔ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในพระพุทธศาสนา ๔๙ ๒.๔.๑ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ กับผลด้านร่างกาย ๕๐ ๒.๔.๒ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ กับผลด้านจิตใจ ๕๓ ๒.๔.๓ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ กับผลด้านปัญญา ๕๘ ๒.๔.๔ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ กับผลด้านสังคม ๖๐ ๒.๕ สรุปท้ายบท ๖๔ บทที่ ๓ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันตามแนวแพทย์วิถีธรรม ๖๖ ๓.๑ บริบทของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรม ๖๖ ๓.๑.๑ ประวัติการก่อตั้งมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย ๖๗ ๓.๑.๒ ประวัติของ ดร.ใจเพชร กล้าจน ๖๙ ๓.๑.๓ คุณสมบัติของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ๘๒ ๓.๒ แนวคิดการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันของแพทย์วิถีธรรม ๘๖ ๓.๓ วิธีการใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันตามแนวแพทย์วิถีธรรม ๙๘ ๓.๓.๑ การกำหนดรู้ทุกข์อริยสัจ ๙๘ ๓.๓.๒ การละเหตุแห่งทุกข์อริยสัจ ๙๙ ๓.๓.๓ การทำให้แจ้งสภาพดับทุกข์อริยสัจ ๑๐๑ ๓.๓.๔ การเจริญวิธีปฏิบัติสู่การดับทุกข์อริยสัจ ๑๐๒ ๓.๔ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวันตามแนวแพทย์วิถีธรรม ๑๑๓ ๓.๔.๑ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ กับผลด้านร่างกาย ๑๑๓ ๓.๔.๒ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ กับผลด้านจิตใจ ๑๒๓ ๓.๔.๓ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ กับผลด้านปัญญา ๑๓๑ ๓.๔.๔ การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ กับผลด้านสังคม ๑๓๖ ๓.๕ สรุปท้ายบท ๑๔๔ บทที่ ๔ วิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวัน ตามแนวแพทย์วิถีธรรม ๑๔๗ ๔.๑ วิเคราะห์แนวคิดการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวัน ๑๔๗ ๔.๒ วิเคราะห์วิธีการใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวัน ๑๕๐ ๔.๒.๑ การกำหนดรู้ทุกขอริยสัจ ๑๕๐ ๔.๒.๒ การละทุกขสมุทยอริยสัจ ๑๕๑ ๔.๒.๓ การทำให้แจ้งทุกขนิโรธอริยสัจ ๑๕๒ ๔.๒.๔ การเจริญทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ๑๕๓ ซ ๔.๓ วิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวัน ๑๕๔ ๔.๔ สรุปท้ายบท ๑๕๗ บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ๑๖๔ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๑๖๔ ๕.๒ อภิปรายผลการวิจัย ๑๗๐ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๑๗๒ บรรณานุกรม ๑๗๔ ภาคผนวก ๑๘๑ ภาคผนวก ก หนังสือขอเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือวิจัย ๑๘๒ ภาคผนวก ข แบบสัมภาษณ์เพื่อการวิจัย ๑๘๖ ภาคผนวก ค หนังสือขออนุญาตสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๘๙ ภาคผนวก ง ภาพถ่ายการเก็บข้อมูลภาคสนาม ๑๙๐ ประวัติผู้วิจัย ๑๙๑ ฌ คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ อักษรย่อในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยได้ใช้อ้างอิงข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ ในการอ้างอิง โดยระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังคำย่อชื่อคัมภีร์ เช่น ที.สี. (ไทย) ๙/๓/๓๖ หมายถึง สุตฺตนฺตปิฎกทีฆนิกาย สีลกฺขนฺธวคฺคปาลิ พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่มที่ ๙ ข้อที่ ๓ หน้าที่ ๓๖ เป็นต้น ก. คำย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา วิ.ม. (ไทย) = วินัยปิฎก มหาวรรค (ภาษาไทย) พระสุตตันตปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา ที.สี. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (ภาษาไทย) ที.ม. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (ภาษาไทย) ที.ปา. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (ภาษาไทย) ม.มู. (ไทย) = สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ภาษาไทย) ม.ม. (ไทย) = สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ (ภาษาไทย) ม.อุ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (ภาษาไทย) สํ.ส. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (ภาษาไทย) สํ.นิ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค (ภาษาไทย) สํ.ข. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค (ภาษาไทย) สํ.สฬา. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค (ภาษาไทย) สํ.ม. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค (ภาษาไทย) องฺ.ติก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.จตุกฺก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ปญฺจก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ทสก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต (ภาษาไทย) ขุ.ขุ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (ภาษาไทย) ขุ.ธ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท (ภาษาไทย) ญ คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา ขุ.อุ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน (ภาษาไทย) ขุ.ชา.ทุก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ทุกกนิบาตชาดก (ภาษาไทย) ขุ.จู. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (ภาษาไทย) ขุ.ป. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ภาษาไทย) พระอภิธรรมปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา อภิ.วิ. (ไทย) = อภิธรรมปิฎก วิภังค์ (ภาษาไทย) อภิ.ก. (ไทย) = อภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ (ภาษาไทย) บทที่ ๑ บทนำ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้พุทธวิธีดับกองทุกข์ทั้งมวลแห่งมนุษยชาติได้ ทรงเปิดเผยพระปัญญาญาณที่เป็นองค์ความรู้และวิธีการปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์มายาวนานกว่า ๒,๕๐๐ ปีแล้ว และทรงยืนยันหนักแน่นว่า คำสอนของพระองค์นั้นเชื้อเชิญให้มาพิสูจน์กันได้ (เอหิปัสสิโก) เป็นจริงตลอดกาล (อกาลิโก) ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง เราและพวกเธอจึงต้องท่องเที่ยวไปในชาตินั้นๆ ตลอดเวลานาน แต่เพราะได้เห็นอริยสัจ ๔ เราและพวกเธอจึงถอนตัณหาที่จะนำไปเกิดได้ ตัดรากแห่งทุกข์ได้เด็ดขาด บัดนี้จึงไม่มีการเกิดอีกต่อไป”๑ นี้คือคำตรัสยืนยันแห่งพระพุทธเจ้าว่าหากสาวกใดปฏิบัติตามได้ก็จะสามารถบรรลุสู่นิพพาน “มนุษย์รักสุขเกลียดทุกข์” มนุษย์อยากได้ความสุขตามที่โลกบอกว่าชีวิตจะมีความสุขได้ต้องมีองค์ประกอบที่ครบพร้อม เริ่มจากเรียนให้เก่งๆ สูงๆ จะได้มีความรู้มากกว่าพ่อแม่ที่ไม่มีความรู้อะไร ได้แต่ปลูกข้าวปลูกผักทำมาหากินไปวันๆ จะได้ทำงานดีๆ ไม่ต้องมาลำบากเหมือนพ่อแม่ ได้เงินเยอะๆ เพื่อจะได้ซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ ซื้อรถคันแพงๆ ซื้อของกินของใช้แพงๆ เมื่อป่วยก็จะได้ไปรักษาในโรงพยาบาลที่แพงๆ เพราะเชื่อกันว่าของแพงๆ ต้องเป็นของที่ดีมีคุณภาพแน่ๆ แล้วสังคมไปให้ค่าว่าต้องมีสิ่งแพงๆ เหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงการมีเกียรติยศ ชื่อเสียง ศักดิ์ศรีและความสุข เมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้วชีวิตต้องมีครอบครัว โดยต้องหาคนที่มีทุกอย่างที่เท่าเทียมกันหรือมีมากกว่า ให้เหมาะสมกันมาแต่งงานเพราะเชื่อว่าจะได้มาเสริมบารมีให้แก่กันและกัน จะได้ช่วยกันทำมาหากินให้มีทรัพย์สินมรดกเพิ่มพูนมากขึ้นๆ นับเท่าทวีคูณ ต่อจากนั้นต้องมีทายาทเพื่อให้มาสืบสกุล สืบทอดกิจการให้ธุรกิจมั่นคงมั่งคั่งเจริญรุ่งเรืองสืบไป ดังที่ นายแพทย์จำลอง ดิษยวณิช ได้กล่าวไว้ในวงจรของความสุขและความทุกข์ว่า “ความสุข คือสิ่งที่ทุกชีวิตปรารถนา ทุกชีวิตต่างดิ้นรนไขว่คว้าพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการ หวังจะให้ได้มาซึ่งความสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ ๑ วิ.ม. (ไทย) ๕/๒๘๗/๑๐๔. ๒ ทุกชีวิตต้องได้เจอ คือ สุขๆ ทุกข์ๆ เป็นธรรมดา เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้ายหมุนเวียนสลับไปมาอยู่อย่างนี้ไม่มีสิ้นสุด เปรียบเหมือนเหรียญสองด้าน คือเมื่อเราอยากได้ความสุขเราก็จะต้องเจอความทุกข์ก่อน คือทุกข์จากการอยากได้ความสุข ฉะนั้นเมื่อพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่า ความสุขและความทุกข์เป็นของคู่กัน และไม่อาจแยกออกจากกันได้โดยสิ้นเชิง มีลักษณะที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของความสุขและความทุกข์คือ การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และการเกิดดับไป หรืออาจจะเรียกสั้นๆ ว่า การเกิดและการดับ ถ้ามองในทรรศนะของการเกิดและการดับแล้ว ทั้งความสุขและความทุกข์จึงมีสภาพเหมือนกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือความสุขก็คือความทุกข์ในลักษณะหนึ่ง ได้แก่ การเกิดและการดับติดต่อกันอยู่อย่างไม่ขาดสายแล้ว ความสุขยังมีการแปรเปลี่ยนไปเป็นความทุกข์เมื่อไรก็ได้๒ เมื่อทุกชีวิตต่างอยากได้ในสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด จึงเกิดการแก่งแย่ง แข่งขันกันที่ถูกขับเคลื่อน ถูกมอมเมาจากกิเลสด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง โลภอยากได้ทุกอย่างที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองมามากๆ อยากให้สิ่งเหล่านี้อยู่กับตนเองตลอดไป ถ้าไม่ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการจะเกิดความโกรธ เกลียด ชิงชังต่อตนเองและผู้อื่นที่ขัดขวางไม่ให้ตนเองได้ในสิ่งที่ตนอยากได้ ในที่สุดจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ เพราะหลงเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือความสุข โดยไม่คำนึงถึงความถูกหรือผิดจารีตสังคม กฎหมายบ้านเมือง จรรยาบรรณและศีลธรรม เมื่อทำผิดศีลจึงเป็นเหตุแห่งโรค โชคร้ายและทำให้เกิดทุกข์ทั้งปวง ในโลกแห่งความจริง ทุกชีวิตไม่สามารถได้รับในสิ่งที่ตนเองอยากได้เหมือนกัน เท่ากันหมด ดังนั้นต้องมีผู้ที่ไม่ได้ในสิ่งที่ตนคาดหวังจึงเกิดความเครียด ความทุกข์ น้อยเนื้อต่ำใจในชะตาชีวิต ว่าทำไมเราไม่ได้ ไม่ได้มี ไม่ได้เป็นอย่างคนอื่นเขา ซึ่งคนมักจะคิดตามกิเลสเปรียบเทียบสิ่งที่ตนด้อย ตนขาด ตนพร่องกับคนที่ดีกว่า มีแต่ความคิดที่ทำให้ตัวเองเกิดแต่ความกลัว กังวล ระแวง หวั่นไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ยิ่งเข้าใกล้กลียุค ศีลธรรมของคนจึงเสื่อมต่ำลงทุกทีๆ จึงเกิดแต่เรื่องวุ่นวายและความเดือดเนื้อร้อนใจกับปัญหานานัปการในสังคม ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ปัญหาการลักขโมย การประกอบอาชญากรรม การทำร้ายตนเอง การติดสารเสพติด การฉ้อราษฏร์บังหลวง การขายบริการทางเพศในเด็กวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา การข่มขืน การกระทำชำเราเด็กและผู้สูงอายุ และที่เลวร้ายอย่างแทบจะไม่น่าเชื่อว่าเราอยู่ในเมืองพุทธ คือผู้กระทำการข่มขืน กระทำชำเราคือครูบาอาจารย์หรือญาติ หรือพ่อของเด็กเอง หรือญาติของผู้สูงอายุท่านนั้นเอง ๒ จำลอง ดิษยวณิช, จิตวิทยาของความดับทุกข์, (เชียงใหม่: บริษัท กลางเวียงการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๔๔), หน้า ๒-๓. ๓ นอกจากความเครียด วิตก กังวล กลัว จากการต้องติดเชื้อและเสียชีวิตจากเชื้อโรคดังกล่าว ในยุคปัจจุบันที่เกิดวิกฤติสิ่งแวดล้อมได้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟระเบิดในยุโรป เกิดธอร์นาโดจำนวนมากในอเมริกา แผ่นดินไหว น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถกำหนดได้ จึงเป็นตัวการที่จะก่อให้เกิดความกลัว กังวล ระแวง หวั่นไหว ซึ่งเป็นทุกขอริยสัจที่เกิดขึ้นในจิตวิญญาณ ดังที่ ดร.ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว) กล่าวไว้ในหนังสือไขรหัสลับสุดขอบฟ้า ๑ การผ่าตัดกิเลสเหตุแห่งโรคทุกข์ทั้งปวง ว่าเมื่อหลงติดสุขลวงมากๆ ก็จะทำให้เอามาเสพมากๆ เอามากักตุนมากๆ และผลาญทรัพยากรโลกมาแปลเป็นทรัพย์สินมากยิ่งขึ้นๆ เพื่อเอาไว้ซื้อหรือแลกเปลี่ยนเอาสิ่งที่ติดมาเสพสุขลวงให้ได้มากยิ่งขึ้นๆ ทำให้เกิดความขาดแคลนในโลก ทำให้เกิดการลักขโมยช่อโกงแย่งชิงเข่นฆ่าเบียดเบียนทำร้ายกันสารพัดรูปแบบ เมื่อทรัพยากรโลกถูกนำมาใช้มากเกิน ความสมดุลก็จะเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ๓ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ ยุคสมัยปัจจุบันที่ผู้วิจัยทำการวิจัยฉบับนี้ ปัญหาสุขภาพจิตและความแปรปรวนทางจิต ซึ่งเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของความทุกข์ มีแนวโน้มเพิ่มปริมาณและความรุนแรงมากขึ้นๆ อันเป็นผลเนื่องมาจากอยู่ในช่วงที่ทั่วโลกต้องประสบวิกฤตการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ คือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ยิ่งทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วทุกมุมโลก เนื่องจากทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน หยุดการทำกิจกรรมนอกบ้านและการสัมผัสสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ ถ้าไม่จำเป็น เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อ แม้กระนั้นในระยะเวลาเกือบ ๑ ปีที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตจากเชื้อโรคชนิดนี้ไปประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน และยังมีผู้ติดเชื้อแล้วอีกประมาณ ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ คน ความเครียดในชีวิตจึงทวีความรุนแรงมากขึ้น “ความรู้” ที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันสร้างการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุมากมาย ล้วนแต่เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทั้งสิ้น แต่ความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีขีดจำกัดและมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตจริงเราไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ความอยากให้ได้ดังใจต้องการที่จะทำให้เกิดความสุขจากทุกอย่างให้ได้ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่ตรงกันข้ามที่มนุษย์ต้องได้รับคือความทุกข์ มนุษย์ทุกคนจึงต้องเผชิญกับความทุกข์และความสุขพลิกไปมาตลอดเวลา วันแล้ววันเล่าตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ ที่บางเวลาก็รู้สึกดีใจ แต่บางเวลาต้องผิดหวังเสียใจ เมื่อเรายังคงต้องอยู่ท่ามกลางกระแสสังคมอันเชี่ยวกรากแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายต่อจิตวิญญาณ เต็มไปด้วยกิเลส การมอมเมา ที่เป็นเหตุให้เราต้องเกิด ๓ ใจเพชร กล้าจน, ไขรหัสลับสุดขอบฟ้า ๑, (สมุทรสาคร: บริษัท พิมพ์ดี จำกัด, ๒๕๕๗), หน้า ๑๙. ๔ ความทุกข์ ความขัดแย้งในจิตใจอย่างรุนแรง เกิดแล้วเกิดอีกทำให้ต้องเผชิญความเครียดและความวิตกกังวลไม่รู้จักจบสิ้น แล้วเราจะทำอย่างไรให้ใจของเราเป็นไทไม่ตกไปเป็นทาสของกิเลส ที่มักหลอกให้เราหลงคิดให้ตนเองทุกข์ใจได้ทุกเรื่องไป แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อยก็ตาม เรียกได้ว่ากิเลสทำงานทุกเสี้ยววินาทีก็ว่าได้ จะมีวิธีการปฏิบัติอย่างไรบ้างไหม เพื่อทำให้ความทุกข์ใจ ความขัดแย้ง ความอึดอัดขัดเคือง ความคับข้องใจ ความโกรธ ความอาฆาต ความกลัว ความวิตกกังวล ความระแวง ความหวั่นไหว ได้บรรเทาเบาบางลงหรือหมดสิ้นเกลี้ยงได้ ผู้วิจัยต้องการพิสูจน์คำสอนองค์ความรู้สู่ความพ้นทุกข์ที่พระพุทธองค์สอนนั้นก็คือ อริยสัจ ๔ แต่หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว พุทธสาวกต่างก็มีการตีความและมีวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างกันไปตามความเข้าใจของตนเอง ซึ่งถ้าตีความถูกและปฏิบัติได้ถูกต้องถูกตรงตามพระพุทธเจ้าจริง ผลที่ได้ก็คือต้องเข้าถึงความดับทุกข์ พบกับความผาสุก อิ่มเอิบ เบิกบาน แจ่มใสได้จริงในทุกปัจจุบันขณะ แต่ถ้าตีความผิดก็จะปฏิบัติผิด ผลที่เกิดขึ้นคือไม่สามารถดับความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจได้ เป็นแต่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน