S 06 เพลงระดับโลกุตระ.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์129 KB
วันที่แก้ไข16 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

(๗) à¾Å§ã¹ÃдѺâšصÃÐ “….เพลงนี่เป็น‘ศิลปะ’ก็มี ‘อนาจาร’ก็มาก พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ‘ศิลปะเป็นมงคลอันอุดม’ คือเป็นเหตุที่จะนําพาไปสู่ความประเสริฐอย่างแท้จริง ส่วน ‘อนาจาร’ เป็น ‘ข้าศึกแก่กุศล’ คือเป็นตัวทําลายความดีงาม ดังนั้นเราจะต้องรู้เนื้อหาสาระของเพลง รู้ทั้งองค์ประกอบ ทํานอง จังหวะ ซึ่งเนื้อความนี้มันจะให้ความหมาย มันจะให้ศิลปะของกวีกานท์ จะนําพาเขาไปสู่สิ่งประเสริฐ สิ่งที่เจริญจริงหรือเปล่า ไม่เช่นนั้นมันก็จะกลายเป็นเรื่องมอมเมาไปสู่ความเสื่อมตํ่า แล้วอย่างไรเล่าที่ชื่อว่า ‘ศิลปะ’ อย่างไรชื่อว่า ‘อนาจาร’ อาตมาแบ่งไว้ ๕ ระดับ  ๑. เพลงที่หยาบโลน เลวทราม สื่อส่อชัดๆ ว่าไม่สุภาพ แบบนี้ทุกวันนี้มีเยอะเหมือนกัน ขายใต้ดินก็มี ไม่หยาบเกินไปนักก็มี สองแง่สองง่ามก็มาก อย่างนี้คือ งานที่เรียกว่า ‘อนาจาร’ แท้ๆ อนาจารชั้นหนักชั้นตํ่า ส่วนมากนั้นผู้ผลิตงานระดับนี้รู้ดีว่ามัน ‘อนาจาร’ แต่ด้วยเจตนาของผู้ผลิต เขาจงใจทํามันออกมาทั้งๆ ที่รู้ เขาจึงคือคนบาป ผู้มอมเมาให้กามยิ่งมากยิ่งจัดจ้าน แก่ผู้คนในสังคม คือคนบาป ผู้มอมเมาให้ความรุนแรง ยิ่งโหดยิ่งเหี้ยมหนักหนาสาหัสขึ้นแก่โลก  ๒. เพลงที่ไม่ถึงกับหยาบชัดๆ แต่ใช้เชิงแฝงไว้ในที ซึ่งเจตนาลึกๆ นั้นก็ยั่วยุกาม หรือมีอิทธิพลเสริมเติมความรุนแรงให้ยิ่งๆ ขึ้นอยู่นั่นแหละ งานแบบนี้ยิ่งมีมาก ผู้ผลิตงานบางคนไม่เจตนาโดยตรงหรอก ทว่ากิเลสของผู้สร้างงานนั้นเองประจานตัวเองออกมาในงาน ด้วยความไม่รู้ก็มี ด้วยความหลงผิดก็มี ซึ่งล้วนยังเป็นงานยั่วยุให้เกิดอกุศล งาน ‘อนาจาร’ ระดับที่ ๒ นี้มีมากมายหลากหลายอยู่เต็มโลก เพราะหลงผิดกันอย่างมั่นอกมั่นใจว่าเป็น ‘ศิลปะ’ แต่แท้ๆ มันยังเป็น ‘ข้าศึกแก่กุศล’ อยู่ สังคมทุกวันนี้จึงทวีทั้งกาม ทั้งความรุนแรงอํามหิต กิน

อ่านต่อ

ลึกซับซ้อนไปทั้งโลก ยิ่งกว่าสังคมอดีตหลายสิบหลายร้อยเท่านักตามที่เป็นจริง ให้เห็นกัน ก็เพราะ ‘ความหลงผิด’ หรือยังไม่รู้แจ้งในสัจจะ ดังนั้นไม่ว่าวัยรุ่นหรือวัยเฒ่า จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของราคะ โทสะ โมหะ มันจัดจ้านพิสดาร วิตถารจนสุดกล่าว ทั้งสองระดับนี้ยังไม่ใช่งานที่เป็น ‘ศิลปะ’ ยังเป็นแค่งานระดับ ‘อนาจาร’ แต่อนาจารเบากว่าขั้นหนึ่ง มากน้อยตามเนื้องาน  ๓. ระดับที่เริ่มนับเป็น ‘ศิลปะ’ ระดับที่เริ่มนับเป็น ‘ศิลปะ’ นั้น จะต้องเป็นเพลงที่มีคุณภาพนําพาให้เกิดคุณค่าในทางสร้างสรร รักธรรมชาติ รักการก้าวหน้าพัฒนา เป็นเพลงเพื่อชีวิต เพลงเพื่อสังคมเพื่อชาติ แม้จะเป็นเพลงรักๆใคร่ๆ ก็ต้องมีเนื้อหาสร้างสรรไปในทางส่งเสริมให้เกิดคุณงามความดี หากจะนับว่าเป็นงาน ‘ศิลปะ’ ต้องเป็นไปเพื่อคลายทุกข์หรือก่อสุขชนิดสร้างสรร ไม่ใช่รักเพ้อเจ้อ รักปักดิ่ง ชักนําให้หนักไปในทางเพิ่มกามารมณ์หรือติดยึดในราคะ ในโทสะหรือหลงใหลคลั่งไคล้ไปกับกามคุณ ๕ พยาบาทเคียดแค้นมากยิ่งขึ้น  ๔. ระดับสูงกว่าสร้างสรรทางวัตถุ ก็เป็นเพลงที่สร้างสรรทางจิตวิญญาณโดยตรง เช่น เพลงที่สร้างคุณธรรมหรือสร้างธรรมะใส่จิตวิญญาณ คุณธรรมหรือธรรมะในระดับนี้คือ กัลยาณธรรม ที่เป็นความดีงามขั้นโลกียธรรม ขั้นศาสนธรรม เช่น โน้มนําให้ละบาป บําเพ็ญบุญ แม้ที่สุดเพลงสวดกันในโบสถ์ ในศาสนาทั่วไป  ๕. ระดับสูงสุด เป็นเพลงที่มุ่งสู่สัจธรรมขั้นโลกุตระ ซึ่งเป็นศิลปะขั้นอันติมะ ผู้สร้างงานศิลปะระดับนี้ ต้องมีภูมิขั้นโลกุตระจริง จึงจะมีเนื้อหาขั้นโลกุตระถูกต้อง ไม่ใช่สื่อกันไปสะเปะสะปะเหมือนไต้ซือหนังจีน พูดเลอะเทอะ สักแต่ว่าใช้ภาษาสับสน เป็นอรหันต์ เป็นโสดาบัน หมดกิเลสกันไปมั่วซั่ว ไม่เข้าสารสัจจะทีเป็นโลกุตระเลย เอาแต่ภาษาคําสูงๆ มาปะติดปะต่อกัน พาให้คนหลงทางโลกุตระ แต่ก็ยังดีกว่างานมอมเมาเพราะเขาเจตนาสูงส่ง เป็นแต่ว่าภูมิไม่ถึง แต่ถ้าองค์รวมของงานโน้มนําจิตวิญญาณเข้าสู่ธรรมะ ก็คือเป็นงานศิลปะอยู่เพียงแต่ไม่ใช่งานระดับที่ ๕ หรือมีผลนําพาเกิดโลกุตรธรรมได้จริงเท่านั้น…..” (พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ตอบคําถามคุณจันทร์จิรา ราชวงศ์อุระ ในการสัมภาษณ์ของนักข่าว ITV คราวที่ไปงาน “เพลงครูรัก รักพงษ์” ที่ศูนย์สังคีตศิลป์ สะพานผ่านฟ้า วันที่ ๓ ก.ย.’๔๒)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน