S 02 ประวัติ หน้า 1-2.pdf
เนื้อหาในไฟล์
(๑) ท่านแต่งบทความไว้มากมาย ทั้งสารคดี เรื่องสั้น กลอน โคลง ฉันทลักษณ์ กลบท โดยใช้นามปากกาต่างๆ นานามากหลาย เช่น มงคล พงษ์มงคล, รุ้ง รังรักษ์, รัก พงษ์มงคล, สไมย์ จําปาแพง, เรขา เหมลิขิต, เพียงเพ็ญ พีรพงษ์, กุญแจจีย์, เกื้อ ปรียา, โบราณ สนิมรัก, ชุมาลย์มงคล, อ้อยอิ่ง สวนสงบ ฯลฯ ……งานประพันธ์ที่ทําชื่อเสียงให้กับท่านมากที่สุดกว่างานประพันธ์ด้านอื่นๆ ก็คือ การประพันธ์บทเพลงต่างๆ ซึ่งท่านแต่งไว้มากมายหลายเพลง แต่ได้อัดแผ่นเสียงออกเผยแพร่ไม่มากนัก จนกระทั่งเมื่อท่านหันมาปฏิบัติธรรมแล้ว เรื่องของเสียงเพลงจึงเป็นเรื่องสุดท้าย สิ่งสุดท้ายที่ท่านสลัด ละ ปลง วางลงได้ ผลงานดีเด่น คือ เพลงผู้แพ้ ซึ่งฮิตกันมาก เพลงนี้ท่านแต่งขึ้นตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนอยู่ที่เพาะช่าง เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๗–๒๔๙๘ ต่อจากนั้นก็ตามด้วยเพลงผู้ครองรัก และบทเพลงอื่นๆ อีก แม้ไม่ค่อยมากนัก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ได้รับความนิยมแพร่หลายสําคัญอยู่ ก่อนบวชได้ร่วมกันสร้างภาพยนตร์เรื่องโทนโดยท่านเป็นผู้ประพันธ์เพลงประกอบเกือบทั้งหมด เช่น หยาดอรุณ, ชื่นรัก, เริงรถไฟ, นางฟ้า, ขุนทอง, ดาวเหนือ, กระต่ายเพ้อ, อย่าบอน, ฟ้าตํ่า-แผ่นดินสูง ซึ่งขณะนั้นทั้งภาพยนตร์และบทเพลง ได้รับความนิยมชมชอบอย่างสูงมาก ทําลายสถิติภาพยนตร์ไทยอย่างขาดลอย ยอดการจําหน่ายแผ่นเสียงประกอบสูงสุดและเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทํารายได้เป็นเงินหลายล้าน ท่านเป็นผู้ประพันธ์บทเพลง และบุกเบิกการเล่นเพลงไทยในวงสตริงคอมโบ้ขึ้น เพื่อนําเข้าประกวด เป็นคนแรก วงสตริงคอมโบ้วงแรกที่ท่านได้ร่วมไม้ร่วมมือและช่วยเหลือ ก็คือ คณะดิ อิมพอสสิเบิล ซึ่งได้นําเพลงชื่นรัก, เพลงเริงรถไฟ ที่ท่านแต่ง ไปประกวด จนได้รับรางวัลชนะเลิศ……… จาก “สัจจะแห่งชีวิตของพระโพธิรักษ์”. มูลนิธิธรรมสั
อ่านต่อ
นติ, ๒๕๓๑. หน้า ๔๔-๔๕. “อาตมาแต่งเพลงตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน ม.๖ (พ.ศ. ๒๕๙๐-๒๕๙๑) อยู่ที่อุบลฯ แต่แต่งเพลงก็ไม่เคยรํ่าเรียน ไม่เคยรู้หลักรู้เกณฑ์กับเขา แต่ก็มาดังได้ยังไวก็ไม่รู้ ดังมาตั้งแต่เด็กด้วยซํ้าไป ตอนเรียน ม.๖ อายุ ๑๔-๑๕ ก็แต่งเพลงต่อให้เพื่อนๆ ร้องกัน” จาก “สัจจะแห่งชีวิตของพระโพธิรักษ์”. มูลนิธิธรรมสันติ, ๒๕๓๑. หน้า ๘๑. “งานด้านการประพันธ์เพลง เป็นงานที่อาตมาถนัดและสร้างชื่อเสียงให้แก่อาตมามากกว่างานด้านอื่นๆ อาตมาเริ่มแต่งเพลงอัดแผ่นเสียงตั้งแต่เมื่อยังเรียนไม่จบ ซึ่งชีวิตช่วงนั้น อาตมาต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างทรหด เพราะต้องหาเงินเรียนหนังสือด้วยตนเอง” จาก “สัจจะแห่งชีวิตของพระโพธิรักษ์”. มูลนิธิธรรมสันติ, ๒๕๓๑. หน้า ๑๐๕. (๒) เริ่มเข้าสู่วงการโลกมายา ...อาตมาเริ่มรู้จัก อ.องุ่น มาลิก โดยที่ไม่รู้จักตัว อ.องุ่น ทํางานอยู่กับ อ.นิลวรรณ ปิ่นทอง ที่โรงพิมพ์สตรีสาร แล้วก็ออก “หนังสือพิมพ์ดรุณสาร” เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนักเรียนเด็กๆ อ.นิลวรรณไปขอแรง อ.องุ่น มาช่วย ทั้งวัยรุ่น-วันเด็กก็มาชมรมกัน อ.องุ่น ควบคุมชมรมดรุณนี้ ใช้นามปากกาว่า “ปรียา” อายุ ๓๐ กว่า ใครๆก็เรียกว่า พี่ปรียาๆ เพราะส่วนใหญ่ก็เด็กๆ อายุแค่ ๑๐ กว่า ๒๐ กว่า อาตมาก็เรียก “พี่” อ.องุ่น เป็นคนที่รักเอ็นดูเด็กๆ รุ่นๆ ใครจะทําอะไรดีๆ ต่างๆ นาๆ ในทางสร้างสรร ก็พยายามส่งเสริม จนเป็นที่รู้จักกันดีในวงการของผู้ที่อยู่ในกลุ่ม NGO ที่ชอบทํางานช่วยเหลือสังคม....... อาตมาอ่าน “หนังสือพิมพ์ดรุณสาร” ก็เชื่อมโยงกับทางชมรมดรุณ หรือมิตรดรุณ โดยใช้นามปากกา-ใช้ชื่อแฝง ติดต่อกันทางไปรษณีย์ว่า “เกื้อ ปรียา” ก็เอานามปากกาของ อ.องุ่น มาเป็นนามสกุลของ “เกื้อ” ซึ่งเป็นนามแฝง แล้ว “เกื้อ ปรียา” ก็ติดต่อกันในชมรมมิตรดรุณ เขียนหนังสือ-สื่อสาร-ส่งข่าว-ส่งเรื่อง-ส่งจดหมายถึงกันไปมาทางไปรษณีย์โดยไม่แสดงตัว อยู่มาวันหนึ่ง “เกื้อ ปรียา” ก็ส่งเพลง “ดรุณวอลทซ์” ไปให้แก่ชมรมฯ ส่วนคนแต่ง คือ “รัก พงษ์มงคล” กะจะให้เป็นเพลงประจําชมรมฯ ตอนนั้นอาตมาอยู่ “เพาะช่าง” ปี ๓ อายุ ๒๐-๒๑ ปี เข้าไปแล้ว แต่งเพลง “ดรุณวอลซ์” ใช้นามปากกาว่า “รัก พงษ์มงคล” แต่ “เกื้อ ปรียา” เป็นคนส่งทางไปรษณีย์............. ตอนแรกเขาเอาไปให้คนเล่นไวโอลินเล่นดู เขาบอกว่า “ไม่ดีๆ” จะไม่เอาเพลงนี้ จะไม่ใช้กัน ตอนหลังยังไงไม่รู้ ไปให้คนเล่นเปียโนเล่นดู เขาว่า “ดี ดีนี่!” ก็เลยเอาเพลง “ดรุณวอลซ์” เป็นเพลงประจําชมรมฯ อาตมาก็ไม่แสดงตัว ทําตัวเป็นคนลึกลับ! เขาก็ร้องเพลง “ดรุณวอลซ์” กัน เราก็ส่งรูปถ่ายไปให้ ไม่เปิดเผยตัวนะ! ตอนหลังพอร้องกันมากๆ ก็มีการรํ่าร้องกันว่า “อยากเห็นหน้าคนแต่ง ทําไมคนต่างไม่ปรากฏตัว?” อะไรต่อมิอะไร ต่างๆ นานา พวกนั้นเขาก็เรียกร้องให้ปรากฏตัว จนตอนหลังก็ไปปรากฏตัว ทําเต๊ะใส่แว่นตาสีดํา ไปปรากฏตัวเป็น “รัก พงษ์มงคล” ตอนนั้นก็โตแล้ว ๒๐-๒๑ ปี พวกเด็กๆ เขาก็เรียก “พี่” ยิ่งเรามีความสามารถเขาก็ยกย่องเรียก “พี่” อย่างคุณพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร หัวหน้า บ.ก. มติชน ก็เป็นเด็กอยู่ในชมรมฯ นี้ เราก็ออกไปแบบมีผลงาน เลยกลายเป็น “ดาวดวงเด่น” ตัวเบ้งขึ้นมากหน่อย ที่นี้ชักเป็น “ฮีโร” เขาก็เรียก “พี่รัก” กันทั้งชมรมฯ นอกจากคนโตๆ ก็เรียกธรรมดา บางทีก็เรียกน้อง ส่วนมากก็มีแต่รุ่นเด็กๆ เยอะ แล้วก็ร่วมกันทําหนังสือ “ดรุณสาร” ทํากิจกรรมกุศลช่วยเหลืออะไรๆ มากมาย โดยเฉพาะเขามาสัมภาษณ์ชีวิตของอาตมา ไปลงทางหนังสือพิมพ์ดรุณสาร ก็ยิ่งรู้เบื้องหลังการต่อสู้ในชีวิตของอาตมาที่ต้องดิ้นรนเล่าเรียน ทั้งยังต้องเลี้ยงน้องเลี้ยงนุ่วให้ได้เล่าเรียนอีก ก็เลยยิ่งเป็นที่นับถือกันยิ่งขึ้น ตอนนั้นก็ชักจะเป็น “พระเอก” ในชมรมฯ หน่อยๆ ก็เพราะมีความสามารถ มีความปราดเปรียว เป็นที่ยอมรับพอสมควร ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่มี “ความสําเร็จ” ในชีวิตขึ้นมาหน่อย มีทีท่าว่า “จะมีชื่อเสียง-มีโลกธรรมขึ้นมาบ้าง” (จากหนังสือ “สัจจะชีวิตของสมณะโพธิรักษ์” ภาค ๑. พิมพ์ครั้งที่ ๔ (ฉบับปรับปรุงใหม่ ๑). พ.ศ. ๒๕๔๘. หน้า ๑๖๔-๑๖๕)