10. 300361บทที่ 5.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมต่อกลอนล าผญากับภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุในวิทยาลัย ฒ ผู้เฒ่า ไทกะเลิง อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) รูปแบบการวิจัยส ารวจ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมต่อกลอนล าผญากับภาวะสุขภาพด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และด้านสังคมของผู้สูงอายุในวิทยาลัย ฒ ผู้เฒ่า ไทกะเลิง อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จ านวน 80 คน วิธีการวิจัย จากการเก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป ด้วยสถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมต่อกลอนล าผญากับภาวะสุขภาพโดยใช้ไคสแควร์ (Chi-square) ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป เป็นการสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ สรุปผลการวิจัย สรุปผลได้เป็น 3 ตอนดังนี้ 1. คุณลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง จากการศึกษา พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นหญิง ร้อยละ 91.30 และเป็นผู้ชาย ร้อยละ 8.90 กลุ่มผู้สูงอายุมีอายุระหว่าง 70-79 ปีขึ้นไปมากที่สุด ร้อยละ 49.00 รองลงมาอายุ 60-69 ปี ร้อยละ 40.30 สถานภาพสมรส พบมากที่สุดร้อยละ 46.30 รองลงมาสถานภาพหม้ายร้อยละ 40.00 ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 87.50 รองลงมามัธยมศึกษาตอนปลายและปริญญาตรี ร้อยละ 3.80 ส าหรับอาชีพส่วนใหญ่ท ากสิกรรม ร้อยละ 78.80 รองลงมาอาชีพทั่วไป ร้อยละ 1.00 แห่ลงที่มาของรายได้ ส่วนใหญ่มาจากเบี้ยผู้สูงอายุ ร้อยละ 71.30 รองลงมารายได้จากที่อื่น ๆ เช่น จากญาติ ร้อยละ 15.00 ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับบุตรหลาน ร้อยละ 55.00 รองลงมาอยู่กับคู่สมรส ร้อยละ 1
อ่านต่อ
9.00 พบผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีโรคประจ าตัว ร้อยละ 76.00 และไม่มีโรคประจ าตัว ร้อยละ 24.00 สถานที่รักษาที่ผู้สูงเข้ารับบริการมากสุด โรงพยาบาลของรัฐ ร้อยละ 88.00 รองลงมา โรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพต าบล ร้อยละ 6.30 2. กิจกรรมต่อกลอนล าผญา กลอนล าผญา นับว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่อดีต จากการส ารวจกลุ่มผู้สูงอายุวิทยาลัย ฒ ผู้เฒ่า ไทกะเลิง จ านวน 80 คน พบว่า มีผู้สูงอายุใช้ระยะเวลาในการจ าบทกลอนล าผญา 7 วันขึ้นไปร้อยละ 50.00 รองลงมามีผู้สูงอายุใช้ระยะเวลาในการจ าบทกลอนล าผญาภายใน 1 วัน ร้อยละ 16.30 เข้าร่วมกิจกรรมต่อกลอนล าผญา 12 ครั้งขึ้นไปร้อยละ 47.50 ร่วมกิจกรรมต่อกลอนล าผญาระยะเวลานานนานถึง 60 นาที ร้อยละ 55.00 ผู้สูงอายุสามารถร่ายร าได้นาน 5 นาทีขึ้นไป ร้อยละ 55.00ผู้สูงอายุสามารถคิดต่อกลอนล าผญาได้ขึ้นมาทันที โดยไม่จ าเป็นต้องมีบทกลอนท่องจ า ทุกครั้งร้อยละ 22.50 รองลงมา 6-10 ครั้ง ร้อยละ 7.50 จ านวนบุคคลผู้สูงอายุชวนเข้าร่วมกิจกรรมต่อกลอนล าผญาแต่ละครั้ง 7 คนขึ้นไปร้อยละ 51.30 ผู้สูงอายุได้น าบทผญามาประยุกต์ใช้ใน 72 ชีวิตประจ าวันทั้งวัน ร้อยละ 30.00 ประเภทของกลอนล าผญาที่ใช้ในกิจกรรมต่อกลอนล าผญาค าสอน ร้อยละ 50.00 ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกิจกรรมกลอนล าผญา มีผลต่อสภาวะร่างกาย จิตใจ และสังคม 3. ภาวะสุขภาพ ภาวะสุขภาพด้านร่างกาย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาวะสุขภาพด้านร่างกายอยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 53.80 ภาวะสุขภาพด้านจิตใจ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาวะสุขภาพด้านจิตใจอยู่ในระดับดี ร้อยละ 50.00 ภาวะสุขภาพด้านสังคม กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีภาวะสุขภาพด้านสังคมอยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 60.00 เมื่อพิจารณาภาวะสุขภาพโดยรวมของกลุ่มตัวอย่างพบว่า อยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 65.00 อภิปรายผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถอภิปรายผลการศึกษาตามสมมุติฐานของการวิจัย ดังนี้ สมมุติฐานการวิจัย กิจกรรมต่อกลอนล าผญามีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพด้านร่างกายของผู้สูงอายุในวิทยาลัย ฒ ผู้เฒ่า ไทกะเลิง อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า กิจกรรมต่อกลอนล าผญาไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพด้านร่างกาย อย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ 0.05 ทั้งด้านจ านวนครั้งที่เข้าร่วมกิจกรรม ระยะเวลาที่เข้าร่วมกิจกรรมต่อครั้ง จ านวนครั้งที่คิดบทต่อกลอนล าได้โดยไม่ต้องท่องจ า จ านวนบุคคลที่ชวนเข้าร่วมกิจกรรมด้วย และการน าบทกลอนล าผญามาใช้ในชีวิตประจ าวันอภิปรายได้ว่า กิจกรรมต่อกลอนล าผญานั้น มักเป็นการร่ายร าประกอบการร้องต่อกลอน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่หนักเท่ากิจกรรมทางกายหรือการออกก าลังกายอื่น ๆ และอาจจะมีการพักบ้างเป็นครั้งคราว ต่างจากการออกก าลังกายที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องของกิจกรรมจึงจะส่งผลต่อสุขภาพ ส่วนกิจกรรมต่อกลอนล าผญานั้นแม้จะมีการร่ายร าด้วย แต่อาจจะไม่มีน้ าหนักและความต่อเนื่องมากพอที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพด้านร่างกาย ซึ่งทฤษฎีการออกก าลังกายในผู้สูงอายุกล่าวไว้ว่า การออกก าลังกายที่เหมาะสมต่อวัยสูงอายุควรมีการเคลื่อนไหวออกแรง ในระดับปานกลางที่ท าให้หายใจแรงขึ้นอย่างน้อยวันละ 30 นาที การยืดเยียดกล้ามเนื้อ การสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายไม่เกร็งประมาณ 5-10 นาที เพื่อสร้างความแข็งแรงให้หัวใจและปอด ขึ้นอยู่กับการจับชีพจร ในการออกก าลังกายส าหรับผู้สูงอายุ (กรมอนามัย. 2559 :72-75) สมมุติฐานการวิจัย กิจกรรมต่อกลอนล าผญามีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพด้านจิตใจของผู้สูงอายุในวิทยาลัย ฒ ผู้เฒ่า ไทกะเลิง อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่า จ านวนครั้งที่เข้าร่วมกิจกรรมต่อกลอนล าผญามีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพด้านจิตใจ อย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ 0.05 (x2= 9.05, p-value = 0.011) โดยผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมต่อกลอนล าผญามากกว่า 12 ครั้ง จะมีภาวะสุขภาพด้านจิตใจอยู่ในระดับดี เนื่องจากการได้มาร่วมกิจกรรมล าผญาท าให้เกิดความผ่อนคลาย สามารถพัฒนาตนเองเนื่องด้วย ความเชื่อความศรัทธาต่อบทผญาที่เป็นคติเตือนใจ และผู้ที่จ่ายผญาที่มีความเชี่ยวชาญต่อการผูกผญาท าให้เกิดการมีสติปัญญาที่จะชวนให้ผู้ร่วมกิจกรรม สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงไม่หวั่นไหวต่อสิ่งรอบข้าง ดั่งบทผญาที่ว่า “ใจประสงค์แล้วเมืองแก้วก็ดั้นฮอด ใจประสงค์หน่วยแก้วในถ้ าก็ก่นหา ความหมาย หากจิตใจ 73 ปราศจากความย่อท้อแล้วแม้อุปสรรคจะมากเพียงใดก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะฝ่าฟัน” ซึ่งบทผญาล้วนเป็นการฝึกให้ตั้งสติในวิถีชีวิตประจ าวัน ให้ประพฤติในสิ่งดี ส าหรับด้านระยะเวลาที่เข้าร่วมกิจกรรมต่อครั้ง จ านวนครั้งที่คิดบทต่อกลอนล าได้โดยไม่ต้องท่องจ า จ านวนบุคคลที่ชวนเข้าร่วมกิจกรรมด้วย และการน าบทกลอนล าผญามาใช้ในชีวิตประจ าวัน ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพด้านจิตใจ อย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ 0.05 อธิบายได้ว่า ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมต่อกลอนล าผญาบ่อยครั้ง จะมีโอกาสในการร้อง ต่อกลอน ร่ายร า มากกว่าผู้สูงอายุทั่วไป ซึ่งกิจกรรมส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตดี ผ่อนคลายจากความเครียดความซึมเศร้า ผลการประเมินภาวะสุขภาพด้านจิตใจโดยรวมจึงอยู่ในระดับดี ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสุภาวดี ไชยเดชาธร ทัศนีย์ ทิพย์สูงเนิน และกชกร แก้วพรหม (2558 : 31-40) ได้ศึกษาเรื่อง “สุขภาพจิตของผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมเสริมสร้างแกนน าชมรมผู้สูงอายุ จังหวัดนครราชสีมา” พบว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมที่พอเหมาะนั้น ช่วยให้ผู้สูงอายุมีสัมพันธภาพจิตที่ดี ท าให้มีการส่งเสริมกิจกรรมให้กับผู้สูงอายุ เพื่อแก้ไขปัญหาของผู้สูงอายุ ต่อการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายไปสู่จิตใจที่ดี โดยเฉพาะกิจกรรมที่ส่งเสริมจิตใจความ ดีงามของประเพณีขนบธรรมเนียม ความเชื่อความศรัทธาต่อศาสนาสอดคล้องกับงานวิจัยของวารุณี สิงหสุรศักดิ์ (2551 : 127-128) ได้ศึกษาเรื่อง“การศึกษาแนวทางการประยุกต์ใช้ท่าร าไทยมาตรฐานเพื่อการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ จังหวัดนครราชสีมา” พบว่า การออก าลังกายที่มีแพลงและดนตรีประกอบ สร้างจังหวะที่ใกล้เคียงกับการเต้นของหัวใจไม่เร็วจนเกินไป จะท าให้ผู้สูงอายุผ่อนคลาย มีความสุข จิตใจเบิกบานแจ่มใส เป็นการได้ฝึกสมองด้วยการจ าบทเพลง ในขณะที่ร า ท าให้ใจเย็น ได้ยิ้ม หัวเราะ จิตใจอ่อนโยน ท าให้เกิดสมาธิ ลดความเครียดและยังสร้างภูมิต้านทานโรคอีกด้วย อาจกล่าวได้ว่าผู้สูงอายุที่รู้จักล าผญาตั้งแต่เด็ก จะมีลักษณะที่ชื่นชอบความหมายของล าผญา โดยเฉพาะล าผญาประเภทค าสอน ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น บางท่านได้รับประสบการณ์ตรงจาก ปู่ ย่า ตา ทวด ยาย ท าให้ช านาญในการท่องจ า จังหวะท านองต่อการพัฒนา แต่บางท่านก็เรียนรู้ด้วยตัวเอง เรียกอีกอย่างว่า (ครูพักลัก) “กิจกรรมเหล่านี้เป็นการผ่อนคลายอารมณ์ สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนเท่ากับเป็นการบูรณาการทุกภาคส่วนให้ทุกคนพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องสุขภาพไม่ได้หมายจะต้องป้องกันและเสริมสร้างอย่างเดียวภาวะจิตใจก็เป็นส่วนหนึ่งมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเป็นส่วนที่จะมาเสริมสร้างสุขภาพจิตเป็นสิ่งส าคัญส่วนหนึ่งที่ต้องให้ผู้สูงอายุ” (คุณเอก. 2560 , ธันวาคม 6) “บางครั้งก็ไปรับล าให้ผู้ป่วยที่สุขภาพไม่ดีเดินไม่ได้ ก็ไปล าอวยพรให้ก าลังใจ จิตใจผู้ป่วยก็สดชื่นเมื่อได้ยินเสียงล า (คุณหอม. 2560 , ธันวาคม 7) ความเชื่อและความศรัทธาที่เคร่งครัดตามวัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่ของบรรพบุรุษ ที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาออกมาเป็นล ากลอนที่มีความสัมพันธ์กับค าสอนพุทธศาสนาความดีงามตามแพทย์พื้นบ้าน (สุกัญญา สุจฉายา อ้างถึงในกรมส่งเสริมวัฒนธรรม. 2557 : 103) จนเป็นที่มาของภาษิตโบราณ ผญาภาษาสอนใจ มีค าคม สุภาษิต ที่ใช้เป็นประจ า ทั้งความเชื่อและความศรัทธาในประเพณีประจ าแต่ละเดือนของชาวอีสาน วิถีชีวิตของคนอีสานที่ยึดหลักค าสอน ด้วยฮีตคอง (พรรษศล แข็งขัน วิศิษฎ์ มั่นชูพงศ์ และคนอื่น ๆ. 2555 : 2-5) สอดคล้องกับงานวิจัยของใจเพชร กล้าจน (2558 : 459) ความเชื่อมั่นและความศรัทธา ล้วนมาจากความเชื่อและเข้าใจในกฎแห่งกรรมและผลของกรรม โดย 74 บทผญาล้วนมีความหมายให้คนชาวอีสานประพฤติให้ตนอยู่ในศีล เพราะการประพฤติในนสิ่งที่ไม่ดีนั้น ย่อมส่งผลร้ายต่อตนเอง เป็นการฝึกที่จะเพียรพร้อมทั้งเป็นการถอนพิษของกิเลสที่ยังเผาผลาญจิตใจ (อรุณี มุศิริ. 2556 : 114-131) สมมุติฐานการวิจัย กิจกรรมต่อกลอนล าผญามีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพด้านสังคมของผู้สูงอายุในวิทยาลัย ฒ ผู้เฒ่า ไทกะเลิง อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่า กิจกรรมต่อกลอนล าผญาไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพด้านสังคม อย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ 0.05 ทั้งด้านจ านวนครั้งที่เข้าร่วมกิจกรรม ระยะเวลาที่เข้าร่วมกิจกรรมต่อครั้ง จ านวนครั้งที่คิดบทต่อกลอนล าได้โดยไม่ต้องท่องจ า จ านวนบุคคลที่ชวนเข้าร่วมกิจกรรมด้วย และการน าบทกลอนล าผญามาใช้ในชีวิตประจ าวัน อภิปรายได้ว่า กิจกรรมต่อกลอนล าผญาจัดขึ้นเพียงเดือนละ 2 ครั้ง ในวันพระใหญ่ ซึ่งท าให้การรวมตัวพบปะด้านสังคมของผู้สูงอายุระยะเวลาที่ ห่างกัน ไม่ได้พบกันสม่ าเสมอทุกสัปดาห์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับงานวิจัยของเนตรดาว จิตโสภากุล (2557 : 171-176) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุในชุมชน หมู่ที่ 6 ต าบลบึงศาล อ าเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก พบว่า กลุ่มตัวอย่างจ านวน ผู้สูงอายุ 100 คน การสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมด้วยแรงสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 การปฎิบัติตนที่ได้รับจากบุคคลใกล้ชิด และการเข้าถึงสถานบริการที่ผู้สูงอายุสามารถมาร่วมกันสร้างพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ ได้ร้อยละ 40 โดยเฉพาะการเข้าร่วมกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุเป็นสถานที่ผู้สูงอุได้พบปะสังสรรค์ประจ าหมู่บ้าน ท าให้เกิดการปรับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุด้านการออกก าลังกายเช่นกัน “บัดนี้ ขอฝากญาติพี่น้อง น้อยหนุ่มซุ่มสาวจี้ เพิ่นว่าพากันท าความดี ประเพณีมุกดาหาร ชาวดอนตาลของเฮา ให้สืบสานหนอเอาไว้ ภูมิปัญญาเฮามีไว้ ไปไสบ่อึดยาก บ่ล าบากดีๆ ให้เรียนไว้กลอนผญา” (คุณหอม. 2560 , ธันวาคม 7) ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะส าหรับการน าไปใช้ จากการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอนะในการน าผลการวิจัยไปใช้กับผู้เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. จากการศึกษากิจกรรมท่องจ าบทผญา ช่วยให้ผู้สูงอายุได้มีการขยับตัวเคลื่อนไหวร่างกายแม้จะไม่หนักเท่าการออกก าลังกายที่เป็นกิจจะลักษณะ แต่ถือเป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจ าวัน พร้อมทั้งสร้างความสามัคคี โดยในเนื้อหาของบทผญา ที่มีความหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการเน้นให้สร้างความสามัคคี ท าให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกัน และมีคุณค่าต่อการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตที่ดี 2. สามารถน าองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่สอดแทรกในเนื้อหาของค ากลอนถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานต่อไป เป็นหลักค าสอนที่ส่งเสริมให้ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามตามหลักค าสอนของพระพุทธศาสนา 75 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อความศรัทธาต่อการปฏิบัติตนที่มีผลต่อภาวะสุขภาพ ในอ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยเฉพาะผลที่มีต่อสุขภาพจิตเพื่อสนับสนุนผลการศึกษาในครั้งนี้และเป็นแนวทางในการพัฒนาภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุต่อไป 2. ควรศึกษาลักษณะเด่นของกลุ่มตัวอย่าง โดยเฉพาะรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากวิทยาลัย ฒ ผู้เฒ่าไทกะเลิง ปัจจัยอื่น ๆ เช่น แรงสนับสนุนของสังคม บริบทของชุมชน และยุคสมัยที่เปลี่ยนไปของบทผญา