จุดแบ่งของโลกีย์กับโลกุตระคืออะไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

จุดแบ่งของโลกีย์กับโลกุตระคืออะไร พ่อครูว่า...ก็ลองอ่านที่อาตมาเขียนเมื่อกี้นี้แล้วก็ไขและขยายไป ขยายความไป อธิบายไป ต่อจากอันนี้ ที่เขียนขึ้นมาเมื่อกี้นี้ อาตมาเขียนโลกุตรธรรม โลกุตรธรรม คือ ธรรมะที่อยู่เหนือความเป็นโลกปุถุชนปกติ เป็นคุณธรรมขั้นพิเศษ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โลกปุถุชนปกติสามัญธรรมดาทั่วไป คือ ปุถุชน ในโลกสามัญทั้งหลาย ก็จะอวิชชาเป็นธรรมดา อวิชชาเป็นธรรมดาสามัญปกติ จะไม่รู้จัก จะไม่รู้โลกุตรธรรมนี้ง่ายๆ เป็นอันขาด พูดถึงตรงนี้แล้ว อยากจะขอแวะ วันนี้นะ อาตมาแต่ก่อนแต่ไร ก็ไม่เคยดู วันนี้อาตมากดดูที่ใน tiktok มี Comment โอ้โห อาตมาอ่านไม่หมดเลยนะ ใครอ่านอยู่เป็นชั่วโมงไม่หมดเลยนะ ด่า อาตมาทั้งนั้น ด่า ทุกตัวเลย อย่างดีที่สุดแค่ว่า ไอ้คนนี้ใคร พระหรือนี่ นอกนั้นด่าเลย ด่าหยาบๆคายๆทุกตัวเลย อาตมากดดูเป็นชั่วโมงยังไม่หมด อาตมาจนยอมแพ้เมื่อย อาตมาเกิดมาในโลกนี้ทำงานมาตั้ง 50 กว่าปี วันนี้ที่ได้กดดูรู้ว่า โลกนี้เป็นอย่างนี้จริงๆมันก็ให้คำตอบแก่อาตมาได้จริงที่สุดอีกด้วยว่า โลกยุคนี้ในประเทศไทย เป็นประเทศเมืองพุทธศาสนาพุทธ ที่พุทธมีโลกุตระธรรมที่ตรัสรู้ด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งไม่ใช่โลกียธรรม มีศาสนาเดียวที่มีโลกุตรธรรมในโลก แล้วก็เกิดได้แล้วก็เสื่อมไป แล้วก็มีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดขึ้นมาอีก มันเสื่อมจนหมดไปจากโลก มีพุทธันดรไปแล้ว ถึงยุคที่ควรเกิด ที่จะเกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาอีกสักองค์ แล้วก็มาประกาศศาสนาโลกุตรธรรมขึ้นใหม่ เป็นคราวๆช่วงๆ _สู่แดนธรรม... การด่าเช่นนี้ พ่อท่านมองว่าอย่างไร พ่อครูว่า... ก็ทำให้เห็นว่าโลกนี้มันหมดโลกุตรธรรมจริงๆ แล้วเข้าใจผิดได้ว่า คนที่มีโลกุตรธรรมนี้เป็นคนชั่ว คนที่มีโลกียธรรมท

อ่านต่อ

ำจัดจ้านด้วย ซับซ้อนเลวร้ายด้วย อย่างทักษิณ เขากลับยกย่องว่าดี นั่นแหละเป็นเรื่องจริงที่เขาเองเขาก็ซื่อสัตย์นะ เขาก็ซื่อต่อความรู้ความเข้าใจของเขา จริงของเขา ซื่อต่อความจริงความรู้ของเขา อาตมาเองไม่ได้ลบหลู่เขานะ อาตมาเห็นความจริงว่ามันเป็นอย่างนั้นของคน ในยุคนี้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นโลกปุถุชนก็จะอวิชชาเป็นธรรมดาสามัญ คือปุถุชนทั้งหลาย ก็จะล้วนนิยมชมชอบอยู่กับอารมณ์โลกีย์ เป็นตัวเลวที่สุดคืออะไร คือความสุข อารมณ์โลกีย์ที่เลวที่สุดนั่นคือ ความสุข ฟังดีๆนะอาตมาพูดไม่ได้หยาบนะ เป็นคำจริงที่พูดออกมา สื่อให้เห็น มันเป็นตัวมายา ความสุขเป็นมายาของทุกข์เป็นตัวซับซ้อน ใครที่หลงติดสุขมากเท่าไหร่ก็คือ คนนั้นมืดไปกับความทุกข์ มืดไปกับอวิชชาที่ไปหลงความทุกข์เป็นความสุข เพราะสุขกับทุกข์มันเป็นตัวเดียวกัน เป็นสภาพเดียวกัน เพราะฉะนั้น คนที่มืดเมามัว โมหะ อยู่กับความสุข นี่แหละ หลงยิ่งติดสุขจัดเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำความเลว ความชั่วด้วยกิเลสของตนเองได้มากเท่านั้นเท่านั้น ยิ่งได้สมใจกิเลสตน ก็ยิ่งเป็นสุข เป็นซาดิส เป็นมาโซคิส หนักเข้าไปใหญ่เลย เช่น ยกตัวอย่าง จะชัดเจน เป๊ะเลย 1. เลว เพราะได้ฆ่าคน เป็นสุข เขาจะเป็นสุข เขาจะฆ่าคนได้หน้าตาเฉยเลยนะและเป็นสุข มีผลสำเร็จ ได้ฆ่าคน ได้ฆ่าสัตว์ เป็นสุข นี่คือเลวแล้ว 2. ได้โกงเขา ได้ทุจริต สมใจ ได้มามากๆ อย่างทักษิณ โกงไม่พอพี่เอาน้องเอาลูกเอาหลานมาโกงต่อ โกงได้สมใจแล้วก็เป็นสุข หยิ่งผยองด้วยว่า เก่ง อย่างนี้ คือเขาจริงใจนะ เขาสุขจริงๆนะที่เป็นผลสำเร็จของเขา ใครจะว่าโกงอย่างไรก็พูดไป ข้าได้เงิน ข้าได้ทรัพย์ ข้าไม่รู้ว่าพฤติกรรมของมนุษย์ ใครจะว่าเลวว่าชั่วว่าดี ฉันไม่รู้ มันเป็นอวิชชาอย่างสนิท มืดสนิทเลยนะ 3. ได้สัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เสียดสี เย็นร้อนอ่อนแข็งภายนอก ก็เป็นสุข อันที่ 1 การฆ่าเป็นสุข อันที่ 2 ได้ทุจริต ได้โกง เป็นสุข อันที่ 3 สัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงเป็นสุข อันที่ 3 นี้ยากกว่า อันที่ 1 และอันที่ 2 รู้ยากกว่า และก็เลิกยากกว่า รู้ยากกว่า เลิกยากกว่า อันนี้เป็นโลกุตระเพียวๆ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ส่วนการฆ่ากับการทุจริตนั้นยังพอพูดกันได้ โลกีย์ก็พอพูดกันได้ เข้าใจกันได้ว่า มันเลวนะไม่ควรทำ การฆ่าไม่ควรทำ แต่เขาก็ยังฆ่ากันอยู่ ยิ่งเจริญนะ เขาว่าเขาเจริญ ระดับโลก ไม่ใช่ระดับประเทศเท่านั้น เป็นระดับโลก ฆ่าคนอื่นจนคนอื่นกลัวเลย ไอ้นี่มือฆ่า อย่าไปตอแยกับมันยกให้มันเป็นเต้ยเลย ยกให้มันเป็นเจ้าโลกเลย แล้วเขาก็นึกว่าเขาเป็นเต้ยแล้วเขาเป็นเจ้าโลกแล้ว แล้วเขาก็หลงแย่งชิงตำแหน่งนี้กันอยู่ ใช่ไหมในโลก สร้างอาวุธยุทธภัณฑ์สร้างสิ่งที่มันจะประหารได้ ตูมเดียวหมดประเทศเลยอะไรอย่างนี้ จะเอาอย่างนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กประเทศไทยใหญ่ไหนก็ตามแต่ ถ้าขี้โกงแล้วจะต้องทำอย่างนั้น เช่นเกาหลีเหนือ ไม่ใช่ประเทศใหญ่อะไรแต่ ก็สร้างเต็มที่เลย คุณภาพของอาวุธระเบิด ปรมาณู เอาให้คุณภาพสุดยอดเลยอะไรอย่างนี้ นั่นแหละมันส่อแสดงให้เห็นว่าคนเรานี้.. ข้อที่ 1 คือการฆ่า ฆ่าคน ฆ่าสัตว์ ฆ่ามนุษย์ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เขาจะเห็นว่ายิ่งใหญ่ อันที่ 2 คือขี้โกง ทุจริต โกงได้โดยคนที่ทำอะไรเขาไม่ได้ ทุจริตอย่างที่ใครก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เขาเก่งที่สุด เขาก็ว่ายอดที่สุด ต้องใช้อำนาจบาตรใหญ่ด้วย ทั้งหัวสมองหลบเลี่ยง ทั้งหลอกล่อ แล้วก็มีอำนาจบาตรใหญ่ ถึงแม้ว่า รู้ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เป็นผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ นั่นโลกียะ โลกธรรมดารู้กันทั่วไป แล้วก็เห็นด้วย พอเข้าใจ แล้วพยายามไม่ให้มี แต่มันก็มีเป็นโลกอยู่นั่นแหละ แล้วเขาก็ไม่รู้ตัวว่า เขาแย่งกันที่จะทำ 2 เรื่องนี้เต็มๆอยู่ ส่วนเรื่องที่ 3 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เสพติดแล้วเป็นสุข เป็นโลกุตระแท้ๆ ยิ่งไม่รู้เรื่องเลย อย่างพวกเราชาวอโศก ข้อ 1 ไม่ทำ ข้อ 2 ไม่ทำ ข้อ 3 ก็เลิกละได้ โลกุตระ เลิกละได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นคนที่ฉลาดที่สุด คนอโศก _สู่แดนธรรม... เขาจะด่าก็ด่านะ พ่อครูว่า... เขาด่าเลย คุณอะไรนะ เขาบอกว่า นี่พระหรือ พระอะไรวะ บางเจ้าก็บอกว่าพระเถระสมาคมเขาไล่ออกมาแล้วอะไรอย่างนี้ ไปโน่นเลย เพราะว่าเถรสมาคมก็ไม่รู้เรื่องโลกุตระแล้วทำโลกุตระไม่ได้ นี่ก็พูดจริงๆนะไม่ต้องมาพูดไม่ได้ใส่ไคล้ใส่ความ ไม่ได้พูดผิดเลย ไม่ได้บาปเลย แต่คนฟังดีๆเถอะแล้วจะเข้าใจอาตมาผิด หาว่าอาตมาไปว่าสิ่งที่เขาผิดอยู่นี่ว่าถูก เขาจะไปหลงนึกว่าเถรสมาคมหรือโลกียนั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มันจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น อาตมาเกิดมาในยุคนี้เป็นยุคโลกุตระเสื่อม ตามที่พระเจ้าตรัสไว้ในอานิสูตร กลองอานกะ มันได้ถูกเปลี่ยนเป็นกลอง เก๊ แล้วไปยึดกลองเก๊ กลองหลอก ว่าเป็นกลองจริง เพราะฉะนั้นเอาเนื้อแท้ของกลองอานกะ เอาเนื้อแท้มาใส่เข้าไปแทนที่ สถาปนาขึ้นใหม่ เขาก็ยังเห็นว่า มาทำลายของเขา มาทำลายกลองเก๊กลองปลอมของเขาไป มันยิ่งชัดเจนเลยว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ พยากรณ์เอาไว้นั้น ศาสนาพุทธพระเจ้าที่บอกว่า 5,000 ปี นี่มัน 2,500 ปี ถ้ามันไม่เสื่อมครึ่ง กึ่งของศาสนาของท่าน แล้วมันจะเมื่อไหร่ แล้วมันก็เป็นสภาพจริง มีปรากฏการณ์จริงมีสิ่งที่เกิดจริง เป็นปรากฏการณ์ที่แท้จริงที่มนุษย์เขาเป็นจริงๆ มันก็ยืนยันชัด อาตมาไม่ได้ตกใจ ไม่ได้แปลกใจ ไม่ได้ท้อแท้ ไม่ได้กลัวได้ยั่นอะไรหรอก เพราะอาตมารู้ความจริงทั้งนั้นเลย ที่มันเป็น อาตมาดูคอมเม้นของพวกที่คนทั้งหลาย ก็จะยิ่งชัดเลยว่าโอ้โห อาตมาทำงานมาถึง 50 ปี 50 กว่าปีแล้วทำงานศาสนาโดยตรงไม่ทำอย่างอื่นเลย อาตมาทำงานศานา ฟื้นคืนโลกุตรธรรม แต่ไม่ใช่ว่าล้มเหลว อาตมาไม่ล้มเหลวก็ได้พวกเราชาวอโศกขึ้นมา จนกลายเป็นกลุ่มหมู่ชาวอโศก เป็นชุมชน หมู่บ้านชาวอโศก ที่มีกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ที่เป็นเมืองพุทธ เป็นชุมชนที่สาราณียธรรม แล้วก็เป็นผลสำเร็จที่มีความเป็นอยู่ได้เป็นสาราณียธรรม ที่พูดนี้อาตมาพูดอิงหลักอิงธรรมพระพุทธเจ้าเองสัจธรรม ไม่ได้พูดลอยลม ไม่ได้พูดไม่จริง ไม่พูดไม่มีที่อ้างอิง แต่อาตมาพูดยังมีที่อ้างอิงยืนยันได้ เอหิปัสสิโก มาสัมผัสได้มาพิสูจน์ได้ คุณมีภูมิพอจะมาพิสูจน์มาสัมผัสหรือไม่ล่ะ มีภูมิพอก็จะมาสัมผัสว่าชาวอโศกตรงตามที่พระเจ้าตรัสสาราณียธรรม 6 อยู่กับชนกลุ่มนี้เขาจะอยู่กันด้วย เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างญาติธรรม อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง อย่างเครือญาติ สมบัติมี สินทรัพย์มี มีอะไรก็มารวมกันแบ่งกัน กินแบ่งกันใช้ ไม่ได้ยึดติดว่าเป็นของตัวของตน ไม่ได้คิดอะไรหรอกถ้าว่าอันนั้นแพงกว่าอันนี้ อันนี้ถูกกว่าอันนั้น จะต้องถอนกันไปถอนกันมา ไม่มี แบ่งกันกินแบ่งกันใช้เสียสละด้วย คนนี้ควรจะได้กินได้ใช้อันนี้ เพราะว่าเป็นคนที่ควรจะได้ก่อน ให้ก่อน อ่อนแอกว่าเป็นต้น หรือมีคุณธรรมสูงกว่า หรือมีอายุยาวอายุมากแล้ว ควรจะได้ก่อนอะไรพวกนี้ เป็นผู้ที่มีปัญญาทาง คุรุกรณะ มีสังคหะ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไป แบ่งแจกกันเสียสละกันไป อวิวาทะ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ชาวอโศกนี้ไม่มีวิวาท ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ตำรวจไม่ได้มาทำหน้าที่ ไม่เดือดร้อนตำรวจเลย อาตมาทำงานมา 50 กว่าปีมีชุมชนสาธารณโภคี สาราณียะ มาตลอด ไม่เคยเดือดร้อนเรื่องตำรวจ มีแต่คนข้างนอกเข้ามา เรื่องร้ายแรงอะไร เราสู้ไม่ได้หรอกต้องอาศัยตำรวจนั่นค่อยว่ากัน แต่ในเรื่องของชาวอโศกเองทะเลาะกัน ไม่เคยจะต้องเดือดร้อนตำรวจเลยนะ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเป็นปรากฏการณ์จริงในสังคมยุคนี้ อยู่เป็นเอกีภาวะ สามัคคียะ พร้อมเพรียงกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นมวลหนักแน่น อยู่กันอย่างแข็งแรง ใครจะมาล้มล้างยาก ใครจะมาตีแตกยาก เพราะว่ามันถึงขั้นจิตวิญญาณ โดยเฉพาะสาธารณโภคียุคนี้ที่อาตมานำมาสถาปนาลงไปในสังคมของฆราวาส ที่อาตมาพูดแล้วว่า คนหาว่า อาตมาอวดเก่งกว่าพุทธเจ้า ในยุคพระพุทธเจ้าได้ในวงสงฆ์ ทำมาถึงฆราวาสไม่ได้ สาธารณโภคีทำสาราณียธรรมพร้อมเลย มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม แล้วลาภที่ได้โดยธรรม ลาภธัมมิกา เอามารวมแบ่งกันกินกันใช้ ไม่ถือเป็นของตัวของตน ซึ่งมันเป็นสุดยอดจิตวิญญาณแล้ว แล้วก็ปฏิบัติตัวเองตาม ทิฏฐิสามัญญตา ศีลสามัญญตา นี่คือสาราณียธรรม 6 ซึ่งทุกวันนี้ชาวอโศกปฏิบัติถึงเลย มีพฤติกรรมของสาราณียธรรม 6 ยังยืนยันพิสูจน์ได้เลย และคนก็มาทำวิทยานิพนธ์เยอะไปเป็นร้อยๆคนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปริญญาโท ปริญญาเอก ในเรื่องสาราณียธรรม ก็ไม่ถึงขั้นสูงสุดแต่ว่าไปทางสาราณียธรรม มีทั้งเรื่องเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หรือสุดท้ายสาธารณโภคี ก็พยายามมาทำ เรื่องโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมาพยายามแยก แบ่งอธิบายให้ชัดเจน ความรู้ควา มฉลาดของคน มันยังอยู่ในกรอบของโลกีย์ ยังไม่ออกจากโลกีย์มาสู่โลกุตระ จุดแบ่งของโลกีย์กับโลกุตระก็คือ โลกียะนั้นจะเอาแต่เรื่องของดีและชั่ว ตามสมมติโลกียะ ส่วนโลกุตระนั้น ดีและชั่วก็เข้าใจ เอาด้วย ต้องประพฤติดี อย่าไปทำชั่ว ตามโลกสมมุติเขา รู้ด้วย ทำสำเร็จด้วย และยังมีพิเศษคือโลกียะยังไม่มีคือ มารู้จักสุขจักทุกข์ โลกียะรู้แต่ดีกับชั่ว แล้วก็พยายามเป็นคนดี อย่าเป็นคนชั่ว ส่วนโลกุตรธรรมนั้นทำด้วยเป็นคนดีอย่าเป็นคนชั่วด้วย และพิเศษคือ อย่าหลงสุขหลงทุกข์ ละวางสุข ละวางทุกข์ ชัดเจนว่า สุขไม่ใช่ตัวยิ่งใหญ่สุดคือตัวผี ตัวซาตาน ที่มันใช้เหลี่ยมหน้ามาบังหลอกคน ที่จริงมันเป็นทุกข์ แต่มันเอาสุขมาบังหน้า เอาสุขมาออกหน้า เอาสุขมาหลอกคน จนกระทั่งพระเจ้าหลง พระเจ้าของศาสนาเทวนิยมหลงสุข เป็นสุขนิยม ไม่เข้าใจเรื่องทุกข์ ไม่รู้จักซาตาน ไม่รู้จักไซตอน ไม่รู้จักและไม่ศึกษา ตั้งหน้าตั้งตา เสพแต่สุข ไล่ล่าสุข เอาแต่สุข ใครได้สุขคนนั้นก็คือ คนยิ่งใหญ่ คนที่ได้มากที่สุดก็คือ พระเจ้า จิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้สุข ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังเข้าใจกันยากมาก โดยเฉพาะทางเทวนิยมที่ติดสุข ถ้าจะมาพูดถึงเรื่องสุขทุกข์ซึ่งเป็นเรื่องของจิตเจตสิกรูปนิพพาน เป็นเรื่องของอภิธรรมที่แท้ ต้องแยกจิตเจตสิก และเจตสิกที่พระพุทธเจ้าท่านแยกละเอียดลงไปถึงขั้นความรู้สึกคือ เวทนา แยกเวทนา แบ่งลงไปเป็นเวทนา 108 วันนี้มาพูดถึงเวทนา 108 ให้ชัดๆดีๆแล้วจะพอเข้าใจ ถ้าคนไม่เข้าใจเวทนา 108 เป็นชาวพุทธเป็นนักปฏิบัติธรรม ไม่เข้าใจเวทนา 108 แล้วก็ทำเวทนา 108 นี้ ไม่สำเร็จ เวทนา 108 1. เวทนา 2 2. เวทนา 3 3. เวทนา 5 4. เวทนา 6 5. เวทนา 18 6. เวทนา 36 7. เวทนา 108 เวทนา 36 36 36 108 คือ เวทนาที่เป็นอดีต 36 เวทนาที่เป็นปัจจุบัน 36 เวทนาที่เป็นอนาคตอีก 36 เวทนา 36 แบ่งเป็น 18 กับ 18 เวทนา 18 ก็ต้องมีปัญญารู้จักพฤติกรรมของจิต พฤติกรรมของจิต ภาษาบาลีว่า มโนปวิจาร พฤติกรรมของจิต อาการหรือกิริยาของจิตที่เป็นเคหสิตะ เรียกว่าโลกีย 18 อาการกิริยาของจิต ที่ออกจากโลกียะ มาเป็นโลกุตระเรียกว่าเนกขัมมะอีก 18 มโนปวิจาร 18 นี่แหละ อรหันต์ต้องมีปัญญา มีธัมมวิจัย มีสติสัมปชัญญะ ปัญญา มีสติ ธรรมวิจัย มีวิริยะ แยกจิตที่เกิด สัมผัสแล้วมันเกิดโลกียะเป็น เคหสิตะ รู้ทันแล้ววิจัยหาเหตุ ฆ่าเหตุให้ได้ เอาเหตุคือกิเลสเอามันออกไป ทำลายมันให้ได้ นั่นคืองานของนักปฏิบัติธรรมที่จะต้องทำ ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ ไม่มีทางเป็นอรหันต์ ไปนั่งหลับตาไม่มีมโนปวิจาร 18 (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... วันนี้ได้มีโอกาสเปิดดู comment ทั้งหลาย ก็มีแต่คำด่า ถ้าคนที่ติดตามพ่อท่านมาไม่นาน ถ้าเคยได้ยินว่าพ่อท่านเป็นโพธิสัตว์ที่มีบารมีเป็นระดับ7 เขาก็จะสงสัย อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมพ่อท่านมีบารมีถึงขั้นที่ 7 ทำไมมีแต่คนด่า พ่อครูว่า... มันซับซ้อนเพราะคนได้เสื่อมจากความรู้และคุณธรรมที่ตรงตามพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้พยากรณ์เอาไว้ ในอาณิสูตร ยืนยันหลักฐานอ้างอิงเสื่อมในยุค 2,500 ปี _สู่แดนธรรม... มาตรฐานของคนทั่วไปถ้าคนมีบารมีทางธรรมควรจะต้องกราาบไหว้ พ่อครูว่า... พยายามทำความลึกให้ตื้น พยายามทำของที่คว่ำให้หงาย มันก็เลยดูง่ายๆ แต่เขาจะดูว่า ไม่ลึกซึ้ง มันหมุนกลับสลับซับซ้อนกันไป ผู้ที่ใส่ใจไม่มีอคติ ผู้รู้จะไม่ตำหนิ ผู้ที่ไม่รู้จักตอนนี้ ผู้ที่ไม่รู้ก็จะด่าแต่อาตมาจะพูด แต่ผู้ที่มีภูมิธรรมจะรู้จะไม่ได้ ซึ่งมันหาได้ยากในยุคนี้ เพราะโลกุตรธรรมไม่ได้ เสื่อมไปแล้ว จะมีน้อย มันไม่แปลกเลย เหลือยอดปิรามิด Pyramid นิดเดียว อาตมาก็ว่าไม่แปลก เป็นของธรรมดา มันต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นงี้มันจะไม่จริง เป็นอย่างนี้มันยืนยันความจริงด้วย อาตมายิ่งชัดเจน _สู่แดนธรรม... อีกสักระยะที่โลกุตระจะกลับมาฟื้นคืนได้ พ่อครูว่า... อาตมาตายไปอีก 100 ปีจึงจะตื่นกัน อาตมายังไม่ตายนี้จะถูกด่าไปอีกนาน ก็คงอีกไม่กี่สิบปี จะไม่ถึง 10 ปีหรือ 10 ปีก็ไม่รู้ตายแน่ หลังตายไป 50 ปี 100 ปี เขาถึงจะค่อยรู้จัก เพราะว่าคนแสวงหาจะขึ้นมา แล้วหลักฐานที่อาตมาปลูกฝังไว้แล้วเขียนไว้ก็มาก เดี๋ยวนี้เครื่องมือทางเทคโนโลยีก็เก็บไปบันทึกไว้ ในวิกิพีเดีย ใน Google อะไรเยอะแยะ แต่มันจะค่อยๆรู้กัน _สู่แดนธรรม... ถึงแม้ท่านจะตายไป ความรู้ที่ปลูกฝังไปแล้วไม่ได้ตายไปด้วย ไม่เหมือนสำนักงานอื่นที่เจ้าสำนักตายไปแล้ววัดก็ร้างแน่นอน เพราะว่ามีลูกๆรับคำสอนของพ่อท่านได้แล้วเอาไปพัฒนาต่อ พ่อครูว่า... มาขยายเวทนาต่อ มโนปวิจาร 18 พวกที่ไปนั่งหลับตา หมด โมฆะ สูญเปล่า ไปนั่งหลับตาไม่มีทางจะรู้จักมโนปวิาร 18 ก็ไปนั่งหลับตารู้แต่ทวารใจอย่างเดียวมันไม่ครบ 18, 18 มันต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 รับรู้ครบ ตาหูจมูกลิ้นกายใจรับรู้ทุกทวาร แล้วจะต้องรู้สุข รู้ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ อีก 3 ตากระทบรูปแล้วอ่านเวทนา อ่านเวทนาตัวเองในขณะปัจจุบัน ในขณะกระทบสัมผัสตากระทบรูปนั้นเป็น วิสยรูป มีปสาทรูป โคจรรูป กระทบกันทำงานร่วมกันทันที ประสาทตาไม่เป็นประสาทเสีย ก็ทำงาน โคจระหรือโคจรทำงาน จระ มีพฤติกรรมเลย เป็นวิสัยครบ 2 กระทบกันครบ 2 เป็นอายตนะ _สู่แดนธรรม... แสดงว่าต้องมีวิญญาณเกิดขึ้นทางตา พ่อครูว่า... มีวิญญาณเกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เอานอกก่อน ทางใจในใจ มนายตนะกับธัมมายตนะ เอาไว้ก่อน พูดอายตนะ 5 ข้างนอกก่อน พวกหลับตา ทำงาน 5 คู่ไม่มี เข้าไปหลับตาเป็นมีจินตนาการ มีมนายตนะ ธัมมายตนะ ปรุงแต่งไปก็ฟุ้งซ่านไปเอง หลงไปกับอดีตอีก 18 พระพุทธเจ้าท่านรวบรวมให้หมดมี 18 ทิฏฐิ สร้างใหม่เพ้อไปกับอนาคตอีก 44 ในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าท่านรวบรวมไว้หมดแล้ว มันก็จมอยู่อย่างนั้นกับอดีตกับอนาคต อดีต 18 อนาคต 44 มันไม่มีปัจจุบัน ไม่มีทิฏฐกาละ หรือไม่มีทิฏฐธรรม ไม่มีปัจจุบันชาติ การเกิดในปัจจุบันขณะนี้มีตากระทบรูป หูกระทบเสียงเป็นที่ตั้ง เป็นฐีติ หรือเป็นฌาน มันไม่มี มันเป็นสัมภเวสี มันเป็นจิตวิญญาณล่องลอยอยู่ในภพอยู่ในภวังค์ของแต่ละคน เพราะฉะนั้น มันจะไปยืนยันว่า จริงหรือไม่จริง ยืนยันไม่ได้ ถ้าจะยืนยันว่า เป็นความจริงต้องมีปัจจุบันชาติ ต้องมีตากระทบรูป คนอื่นเขาก็มีตากระทบรูปแล้วยืนยันกันว่า นี่สีแดงนะจ๊ะ ภาษาอังกฤษ Red นะจ๊ะ Scarlett ก็ได้ อะไรอีกเยอะแยะเป็นเฉดของสีอีกเยอะแยะ อาตมาเรียนศิลปะมาก็ลืมไปแล้วด้วย เพราะฉะนั้นมันก็กำหนดรู้ร่วมกัน อันนี้ยืนยันว่าเป็นความจริง ถ้ายังไม่มี 2 คนขึ้นไป เอาที่ตากระทบรูปแล้วรู้ว่า อันนี้แดงนะจ๊ะ 2 คนขึ้นไปยิ่งเป็น 3 ยิ่งเป็น 4 ยิ่งจริงใหญ่ ถ้าไม่มีอันนี้ไม่ถือว่าเป็นความจริง ความจริงจะอยู่ในปัจจุบันที่มีคน 2 คนขึ้นไป ที่กระทบทางตา จมูก ลิ้นกาย แล้วยืนยันตรงกัน คนละภาษาก็ไม่เป็นไร แต่ตรงกันได้ _สู่แดนธรรม... มีคนแย้งว่า สิ่งที่เห็นตรงกัน มันเป็นความจริงแค่สมมุติไม่ได้เป็นจริงอะไรกันแค่ไหนเชียว พ่อครูว่า...คุณพูดนั้นไม่ผิดเลยถ้ายิ่งเป็นโลกุตระนั้นยิ่งจริงเลย คุณจะรู้จักโลกุตระหรือเปล่า จนคุณเห็นทุกอย่างเป็นอนัตตา คุณก็เป็นพระอรหันต์ก็ยิ่งสบายก็ยิ่งกันพูดกันรู้เรื่อง แต่ถ้าคุณพูดอย่างนั้นคุณยังไม่ถึงจิตอรหันต์จริง คุณก็พูดเล่นลิ้นไปอย่างนั้นแหละ แย้งไปยังเล่นสนุกเท่ๆเท่านั้นแหละ _สู่แดนธรรม... สรุปแล้วความจริงที่พระท่านว่า ต้องมีสมมติที่ร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่ใช่ว่า หลงเพ้อไปด้วยกัน กับตาเคยมีคนลงเพิ่มไปด้วยกันไหมครับ พ่อครูว่า... มี นิรมาณกาย มันเท่ากับคนตาบอดกลุ่มหนึ่ง 100คนชมว่า ท้องฟ้าเมฆสวยจังเลย ร่วมกันพร้อมกันเลยเขาก็ชมไปด้วยกัน ชื่นชมไปด้วยกันทั้งหมดเลยคนตาบอด 100 คน บอกว่าเมฆสวยจังเลยวันนี้ นั่นแหละคือ อุปาทานหมู่ อาทิสมาณกาย สัมโภคกาย ซึ่งที่จริงแล้วเขาไม่มี เขาไม่รู้เรื่องเลย ตาก็ไม่กระทบเมฆ มันเป็นการสร้างภาพในใจเท่านั้น ถ้าเรายืนในหมู่นั้น เราไม่เห็นกับเขา เราก็ด้อยไง เพราะฉะนั้นตาบอดนั้นก็เลยบอกว่าเห็นเหมือนกันหมดเลย นี่แหละคือคนในยุคนี้ เห็นอุปาทาน ซ้อนแล้วทีนี้ สมมุติว่าสีนี้สวยจังเลย แล้วก็มาร่วมสวยด้วยกันแย่งซื้อกันใหญ่ราคาขึ้น นี่คือบ้าๆ สมมุติว่ามันสวย มันจะสวยหรือยังไงมันก็เป็นของมัน แดงสวย เหมือนยุคของพวกแฟชั่นผู้หญิง ปีนี้แดงสวยนะจ๊ะ ปีนี้ พอหมดปีนี้ปีหน้า เฮ้ย..น้ำเงินสวยนะจ๊ะ แล้วก็จะไปหาสีน้ำเงินกัน ใครไม่ใช้สีน้ำเงินก็เชย เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสมมุติโลก ที่เขาก็บ้าไปกับสมมุติโลกนี่แหละ คือพวกที่ไม่รู้จักสัจจะความจริง โลกุตระของพระพุทธเจ้านั้น รู้จักสัจจะความจริง ทุกอย่างมันก็เป็นของที่มันเป็นเท่านั้น จบ ทุกอย่างเป็นอย่างที่มันเป็นเท่านั้นจบ _สู่แดนธรรม... ที่ผมเคยอยู่กับพระป่ามา เขาก็ชวนว่า คุณอย่าเอาตาไปเห็นรูปมันยุ่ง มาหลับตากันดีกว่า ตัดความยุ่งยากไปเสีย อย่าไปสนใจมันเลย ก็ได้สมาธิเหมือนกัน พ่อครูว่า... เขาก็เรียกว่าเขาเป็นสมาธิจิตตั้งมั่นเขาก็ได้ของเขานะ แต่เป็นเรื่องอุปาทานมันไม่เที่ยง คุณยึดจะเป็นอย่างนี้ไปได้นาน หรือไม่ต่อให้ข้ามชาติคุณก็ไม่ตอบ ชาติหน้าชาติไหนคุณก็เปลี่ยนแปลงได้ กลับมาเป็นสามัญที่มีอวิชชา มันไม่จริง พระพุทธเจ้าไม่ได้สร้างศาสนาหรือไม่ได้ทำให้คนศึกษาแบบนั้น ท่านให้เข้าใจให้ความรู้ด้วยปัญญา ด้วยความจริงอย่างที่เรียกว่าปัญญา มันเป็นสังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่แล้วสมมุติกันขึ้นมา แล้วผู้ที่รู้จักสมมตินั้น อนุปคัมมะ ขึ้นไป รู้สิ่งสมมุตินั้น โลกในยุคนี้เขายึดจับว่าอย่างนี้จริง ยึดรองลงมา ยึดน้อยลงมา ก็จะรู้จักขั้นตอน ชั้นตอน สุพรรณะ ทุพรรณะ รู้จักขั้นชั้นระดับของมัน Level ของมัน แตกต่างกันอย่างไรอย่างไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น คนที่จะยึดอยู่ในระดับใดๆ อนุปคัมมะ ขึ้นไปถึง สยัมภูเลย จะรู้ความจริง สยังอภิญญา กำลังเรียนรู้อภิภู หรือ อนุปคัมมะ รู้ในขั้นตอนที่แตกต่างกันมีระดับแตกต่างกัน ที่ใกล้เคียงกันมากเลย แตกต่างกันละเอียดขึ้นละเอียดขึ้น รู้จักความต่างที่ใกล้เคียงกันมาก ที่มันต่างกันอย่างหยาบๆนั้นมันง่าย ต่างกันอย่างละเอียดใกล้เคียงกัน หมดกิเลสกับเหลือกิเลสน้อย โอ้โห… แยกยากจริงๆ กิเลสหมดแล้วกับกิเลสเหลือน้อย โอ้โห ยาก ต้องมีภูมิ มี อภิภู อภิภุยยะ ที่สามารถแยกอันนี้ออกได้อย่างลึกซึ้งมากเลย แล้วก็เข้าใจด้วยความต่าง ไม่ได้เป็นความแปลก รู้ว่า ความต่างนี้มีตั้งแต่หยาบถึงละเอียด 651017 โลกุตระคืออะไร และประชาธิปไตยคุณภาพ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 59

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน