ศาสนาพุทธสอนให้พึ่งตน แต่ก็ให้อยู่กับหมู่มิตรดีเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ศาสนาพุทธสอนให้พึ่งตน แต่ก็ให้อยู่กับหมู่มิตรดีเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ _คนบ้านราชฯ : เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาพ่อครูตอบผู้สื่อข่าวไทยรัฐทีวีว่า พึ่งตัวเองคือให้ผู้อื่นพึ่งเราได้ นับว่าเป็น วลี ที่เป็นปริศนาซ่อนอยู่อย่างลึกซึ้งมาก หมายถึง กัมมปฏิสรโณ นั่นเองใช่ไหมคะ พระอรหันต์เจ้าเปรียบเสมือนคนที่ว่ายน้ำเก่งแล้วย่อมสามารถสอนคนอื่นให้ว่ายน้ำเป็นได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยคนที่จะจมน้ำตายให้รอดชีวิตได้ด้วย พ่อครู มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อช่วยคนที่มีอวิชชาแน่นหนาอยู่ คนที่เห็นคุณค่าของการทุ่มเทเสียสละนี้ จึงรัก เคารพ และบูชาพ่อครูอย่างสุดเศียรสุดเกล้า พ่อครู มีนโยบายอะไรก็พยายามสนองนโยบายนั้น มีอะไรดีๆก็อยากนำไปถวาย พ่อครูว่า... จริงๆสำนวนนี้น่าจะบอกว่า พึ่งตนเองจนให้ผู้อื่นพึ่งได้ พึ่งตนเองจนเรามีมากมันเกิน เราก็ใช้ ก็กินในแรงงานของเราในส่วนที่เราลงทุนลงแรงทำ แล้วมันก็มีผลผลิตจากแรงงานของเรา เป็นส่วนเหลือส่วนเกินที่เป็นของของเราโดยสุจริต แล้วเราก็ให้คนอื่นช่วย ช่วยคนอื่น แบ่งแจกคนอื่นได้ อย่างนี้เรียกว่า กัมมะ เป็นการกระทำงาน ปฏิสรโณ หมายความว่าพึ่งซึ่งกันและกัน ปฏิ คือทวนไปมา สรโณ แปลว่าที่พึ่ง หรือแปลให้ลึกว่า มันมีภาวะรบกันอยู่ สรณะ แม้เราจะรบกับคนอื่นอยู่ ถ้าเราเป็นที่พึ่งของคนอื่น เราก็รบอย่างที่เป็นกาชาด อย่างที่เป็น กองพลาธิการ ช่วยเหลือรักษาเขา ถ้าบาดเจ็บมา อาหารของใช้ไม่พอ เราก็หยิบยื่นให้ ไม่ได้ไปรบราฆ่าฟันตีรันฟังแทงอะไรกับเขา เป็นคนวางตัวเป็นกลาง ปฏิสรโณ เป็นคนเหมือนรบกันขัดแย้งกัน แต่เราจะทำเพื่อคนอื่นจริงๆ เขาจะเอาชนะคะคานเราด้วย แต่เราก็มีน้ำใจช่วยเขานี่แหละ คุณเอาชนะคะคาน คุณชนะได้ก็เอาไป เราไม่ว่า เราก็เสียสละ เรายอมเสียเปรียบให้ เรายอมแพ้ เราไม่ต้องเอาช

อ่านต่อ

นะคะคานใครหรอก นี่เป็นสุดยอด ในคนที่ไม่มีตัวตน คนที่ไม่เห็นแก่ตัวไม่มีตัวตนแล้ว เสียสละจนหมดตัวตน คุณจะฆ่าจะแกงเราก็ตาย เราก็รู้เรื่องกรรมวิบากฆ่าเราก็หมด พระอรหันต์ถูกคนฆ่าตาย ก็ไม่ได้ถืออาฆาตพยาบาทอะไร เพราะฉะนั้นเกิดอีกก็จะไม่มีวิบากที่จะไปอาฆาตพยาบาทคนอื่น หรือ ท่านเป็นอรหันต์แล้วจะตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ฆ่าท่านตาย ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปเลย ไม่เห็นจะมีปัญหา ผู้ที่จะพึ่งตนเองสูงสุดได้คือ พระอรหันต์เจ้า เอาเกณฑ์นั้น พระอรหันต์ถือว่าพึ่งพาตนเองได้ถึงที่สุด ไม่ใช่ที่สุดที่จะให้คนอื่นพึ่งได้นะ แต่พึ่งพาตนเองรอดแล้ว สำหรับตนเองนี่ ไม่ต้องไปเบียดเบียนใคร เป็นคนที่ทำกิน 1. ไม่เป็นหนี้ 2. พึ่งตนเองรอด นี่แหละคือ อรหันต์ 3. เพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้เหลือทำให้เกิน ให้เหลือ ให้มาก ให้เกิน ที่เรากินเราใช้เอง 4. แจก เผื่อแผ่คนอื่น นี่คือความสำเร็จของคนที่ยิ่งใหญ่ในโลก ทำได้ 4 ข้อนี้ ขายก็ขายให้ถูกต่ำกว่าทุน แจกได้ก็แจกเลย สุดยอด 4 ประเด็นนี้ _ผู้ที่พึ่งตนเองได้สูงสุด คือ พระอรหันต์เจ้า เปรียบเหมือนคนที่ว่ายน้ำเก่งแล้ว ย่อมสามารถสอนให้คนอื่นว่ายน้ำเป็นได้ อีกทั้งยังช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำตายให้รอดชีวิตได้ด้วย พ่อครูว่า…การเป็นอรหันต์ขั้นที่ 4 ยังช่วยได้น้อย ยังไม่แข็งแรงมากนัก ว่ายน้ำได้ก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่ อรหันต์ขั้น 4 ขั้นที่ 5 ก็เก่งขึ้น ช่วยได้มากขึ้น ขั้นที่ 6 ก็เก่งขึ้นอีก ช่วยได้มากขึ้นอีก ขั้นที่ 7 ก็ยิ่งช่วยได้มากขึ้นอีก มันเป็นสัจจะ มันก็จริงไปตามจริงนั้น ซึ่งมันก็เป็นจริงตามจิตของพวกคุณ เป็นเรื่องความจริงใจของพวกคุณที่จะเคารพอาตมาอย่างสุดเศียรสุดเกล้า จะมาหมด มังกุ อุทธัจจะแล้ว ไม่ได้เหนียมอายอะไรหรอก ส่วน คนที่จะมาแกล้งป้อยอยกย่องอาตมา อาตมาก็จะพอรู้ได้ อาตมาอันนั้นก็จะติงเขา แต่ถ้าพวกคุณจริงใจจะไปติงอะไร พวกคุณถ้าได้กล่าวอย่างนี้เขารับอย่างเศียรเกล้าอย่างสูงสุดอย่างที่พูดกันอยู่อย่างนี้ พวกคุณได้พวกคุณก็สบายใจ เพราะคนที่รู้สึกว่า โอ้โห สิ่งที่มีค่าเหลือเกิน คนนั้น อยากให้เขาเห็นเขารู้สิ่งที่มีคุณค่านี้ด้วย เขาก็อยากให้เห็นให้รู้ เพราะฉะนั้น เขาจึงแสดงออกไง เห็นไหม มันก็เป็นประโยชน์ เพราะเราจริง เราไม่ได้อยากใหญ่อย่างสุดเศียรสุดเกล้าอะไรนะ เราไม่ได้อยากเป็นสุดเกล้าสุดเศียร แต่มันก็ปฏิเสธความจริงใจไม่ได้ 2 คนเขาเคารพกันก็ 2 คนนี่แหละ คนอื่นเขายังไม่เห็นด้วยก็แล้วไป เขาอาจจะรู้สึกว่ามันมากเกินไป ก็เรื่องของเขา แต่คนที่เห็นด้วยก็จะว่า ใช่ๆๆ เห็นด้วยกันก็ไม่ประหลาดอะไร มันไม่มีนะในยุคนี้ แล้วมันมีจริงๆแล้วจะไม่พูดได้ยังไง ถ้ามันจริง เขาก็ต้องแสดงออกด้วยความจริงใจ มันไม่เสียประโยชน์ ถ้าเราไป ปราม อย่าพูดเลย เหมือนอ่อนน้อมถ่อมตนเกิน มันก็เสียประโยชน์เปล่า จริงๆเราไปปราม อาตมาปราม พวกคุณก็จะไม่พูด ไม่พูด มันก็เสียประโยชน์เฉยๆ คนในโลกที่เขาแสวงหา คนในโลกที่เขาจริงใจ มันก็มี ซึ่งมันเสียประโยชน์ ฟังดีๆนะ อาตมาอธิบายนี้ลึกซึ้งซับซ้อนอยู่ โดยที่อาตมาพูดอย่างใจสะอาด มันก็เลยเป็นความซับซ้อนที่จริง เหมือนกับพูดให้ตัวเอง ดูเหมือนช่างพูดให้ตัวเองดีเหลือเกิน ก็แล้วไป คุณจะมองอาตมาอย่างนั้นก็เรื่องของคุณ แต่อาตมาว่าอาตมาไม่มี สาเฐยจิตพวกนี้เลย จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหา _พ่อครู มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อช่วยคนที่มีอวิชชาแน่นหนาอยู่ คนที่เห็นคุณค่าของการทุ่มเทเสียสละนี้ จึงรัก เคารพ และบูชาพ่อครูอย่างสุดเศียรสุดเกล้า พ่อครู มีนโยบายอะไรก็พยายามสนองนโยบายนั้น มีอะไรดีๆก็อยากนำไปถวาย มีอาหารอันประณีตก็อยากจะให้ฉัน นี่คือการพึ่งตนของพระอรหันต์เจ้า แต่คนที่ยังไม่หมดตัวตนก็คิดแค่พึ่งตนเองให้ได้ เอาตัวรอดคนเดียวไม่เกี่ยวกับใครเท่านั้นเองใช่ไหมคะ พ่อครูว่า... จะถึงเส้นก๋วยเตี๋ยวไหมนี่ นี่พูดเหมือนแกล้งเล่นลิ้น ไม่ใช่ อาตมากินอะไรไม่อร่อยมานานแล้ว แต่นี่เพื่อที่จะบำรุงให้กินได้มากขึ้น มันก็จะได้เอามาใช้ในร่างกายสังเคราะห์สังขารปรุงแต่งขึ้น เพราะธาตุอาหารดีๆที่คุณให้มา ก็ดีแล้ว เอามาใส่เพิ่มขึ้น ร่างกาย สังขารอาตมาก็ย่อยได้ดีอยู่ ไฟธาตุย่อยได้ดีอยู่ ก็จะได้อาศัยเอาธาตุอาหาร เอาสารอาหารมาสังเคราะห์ร่างกายให้แข็งแรงขึ้น อาตมาก็จะได้หนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวเพิ่มขึ้น จะได้ทำงานไปได้อีกนาน ไม่ใช่ความอยากที่ อยากอายุยาว อยากจะหล่อแข็งแรงไม่ใช่ มีเหตุผลว่า จะให้แข็งแรงทำไม จะให้อยู่ยาวได้ทำไม มันมีเหตุผลอยู่ อยู่ไปทำงาน อยู่ไปรับใช้พวกคุณ อยู่ไปทำงานเพื่อจะเอาสิ่งที่ดีๆนี้ อาตมาไม่ได้แกล้ง อาตมามีสิ่งที่ดีจริงๆ ก็เอาสิ่งที่ดีๆนี้ให้ พวกที่เขารู้ค่าเขาก็ไม่มีปัญหา คนที่ไม่รู้ค่าก็แล้วไป _แต่คนที่ยังไม่หมดตัวตนก็คิดแค่พึ่งตนเองให้ได้ เอาตัวรอดคนเดียวไม่เกี่ยวกับใครเท่านั้นเองใช่ไหมคะ

พ่อครูว่า... ผิด คนเอาแต่ตัวคนเดียวไม่เกี่ยวกับใครนั้น ไม่รอด ไม่เป็นอรหันต์ อรหันต์ไปทำอะไรคนเดียวไปคนเดียวมาคนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีทางเป็นอรหันต์ เพราะจะเป็นอรหันต์ต้องมีสภาวะ 2 ต้องมีรูป-นาม ต้องมีเทวะต้องมีคู่ เปรียบเทียบความแตกต่างตามความเป็นจริง จึงจะเกิดความรู้ ถ้าไม่มีอะไร 2 อย่างเปรียบเทียบกัน และก็รู้ว่าอะไรเหนือกว่าอะไร อะไรถูกกว่าอะไร อะไรดีกว่าอะไร อะไรเป็นโลกุตระ อะไรเป็นโลกียะ คุณไม่มีตัวเปรียบเทียบคุณจะรู้โลกุตระได้หนึ่งเดียว คุณจะรู้โลกุตระไม่ได้ หรือ โลกุตระนั้น ไม่มีหนึ่งเดียว นอกจากโลกุตระนั้น คือ ทำตัวเองให้เป็นหนึ่งเดียวทำตัวให้เป็น 0 ได้ นี่คือเงื่อนไข แต่ก็รู้ว่า ตราบที่มีชีวิต ชีวะ คุณยังไม่ตาย คุณต้องมี 2 ในชีวะมนุษย์ ในสังคมในระบบอะไรต้องมี 2 ต้องมีรูปกับนาม มนุษยชาติที่เจริญแล้วต้องเข้าใจ แม้แต่สัตว์เขาก็มีแต่เขาไม่รู้ แล้วมนุษย์ต้องทำสิ่งที่ดีที่ควรกว่า ตามกาละเทศะฐานะที่ไม่เที่ยง อย่างนี้เป็นต้น นี่คือ ความรู้และความเป็นจริงที่สุด คุณพูดมาก็ยังมีสิ่งที่ผิดอยู่ จะต้องอยู่คนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร จะเป็นอรหันต์ไม่ได้พระพุทธเจ้าก็ไม่สอน มีแต่คนเข้าใจผิด ไปอยู่คนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร ไม่ช้าไม่นานก็เป็นอรหันต์นั้นคิดเอาเอง ต้องมี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ถึงจะเป็นอรหันต์ได้ ครึ่งเดียวก็ยังไม่ได้เลย มีเท่าไหร่ ต้องมารวมกับหมู่ มีหมู่กลุ่ม บุคคล มิตรดี คือมีหนึ่ง สหายดีคือมีมากขึ้น สหะ คือร่วม อายะคือ ประโยชน์ มีผู้ที่ร่วมประโยชน์มากขึ้น สัมปวังโก รวมทั้งหมู่กลุ่มเลย ทั้งพฤติกรรมสังคมหมดทั้งวัตถุด้วย ร่วมกัน ผู้ที่เป็นมิตรสหายดี สังคม สิ่งแวดล้อมดี กัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก พระอานนท์เห็นค่าว่า มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นตั้งครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าบอกว่า อานนท์ ไม่ใช่ เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ไม่ใช่ครึ่งหนึ่งหรอกอานนท์ พระอานนท์ก็เลยจำนน 650810 ทำไมสายศรัทธาจึงช้าและยากกว่าสายปัญญา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน