ทำไมสายศรัทธาจึงช้าและยากกว่าสายปัญญา ในทักขิเณยบุคคล 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทำไมสายศรัทธาจึงช้าและยากกว่าสายปัญญา ในทักขิเณยบุคคล 7 _พ่อครูว่า... สิ่งที่อาตมาเตรียมอยู่ก็มีเรื่องมาพอสมควร เรื่องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย หรือเอาบุคคล 7 มาอธิบาย มีตั้งแต่ อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุติ สัทธานุสารี ธัมมานุสารี มาเริ่มที่บุคคล 7 ก่อน บุคคล 9 มี 1.พระพุทธเจ้า 2.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ยกไว้ เรามาเริ่มตั้งแต่ อุภโตภาควิมุติ ทิฏฐิปัตตะ ปัญญาวิมุติ กายสักขี สัทธาวิมุติ สัทธานุสารี ธัมมานุสารี เอา 3 ข้อล่างก่อน พระไตรปิฎก เล่ม 36 ข้อ 41
“[๔๕] บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารี เป็นไฉน ปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้นย่อมอบรมซึ่งอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นเครื่องนำมา มีปัญญาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า ธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ [๔๔] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต”
พ่อครูว่า... สายศรัทธาพยายามจะแสวงหา โสดาปัตติผล พยายามแสวงหาอาริยมรรค แต่ ศรัทธาจะแสวงหาได้ช้ากว่าปัญญา ปัญญาจะเร็วกว่า อันนี้ไม่ได้แกล้งข่มกันนะ แต่มันเป็นสัจจะของมัน แล้วคนที่เป็นตระกูล
อ่านต่อ
DNA เป็นศรัทธามา กับ ตระกูล DNA เป็นปัญญามา มันก็เป็นจริงอีกของคน มันไม่ได้แกล้ง มันเป็นมาเป็นอย่างนั้นเลย แล้วมาเปลี่ยนได้ไหม ได้ ศรัทธาต้องมาเรียนปัญญาให้เต็มที่ซึ่งเป็น อุภโตภาควิมุติ เท่ากัน ปัญญากับเจโตก็เท่ากัน มันต่างกันที่ปัญญาเป็นตัวนำ ทีนี้ ธัมมานุสารี ใช้ ปัญญาเป็นตัวนำ ได้โสดาปัตติผล ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลจะชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ เป็นตัวที่ 3 สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ 3 อันนี้เป็นอันที่อยู่ล่างทำไมถึงช้า สัทธานุสารี ธัมมานุสารี ทิฏฐิปัตตะ 3 อันนี้เป็นปัญญาทำไมถึงเร็ว
สายปัญญา มีปัญญาเป็นตัวนำ ศาสนาพระพุทธเจ้านั้นต้องจบด้วยปัญญาอันยิ่งใช้ปัญญานำไม่ใช่ศรัทธานำ ศรัทธาไม่จบ ศรัทธานำ ไม่จบ เพราะฉะนั้นไปถึง อุภโตภาควิมุติ ศรัทธาต้องมีปัญญา คุณจะมีศรัทธามากเท่าไหร่ ถ้าคุณไม่มีปัญญา ไม่บรรลุ กว่าคุณจะเข้าสู่ ทิฏฐิปัตตะ กว่าจะเข้าสู่ กายสักขี ต้องมีความรู้ ในความเป็น กาย เพราะฉะนั้น สัทธาวิมุติ ก็ดี เพราะไม่มีความรู้ในความเป็น กาย นี่แหละ มันเป็นตัวการสำคัญให้ช้า พาดพิงถึงหลักพระสูตรของพระพุทธเจ้าเลย ผู้ที่มาศึกษาธรรมะพุทธเจ้าต้องรู้ กาย สัมมาทิฏฐิเป็นตัวแรก ทั้ง ในสังโยชน์ 10 ตัวที่ 1 ต้องรู้กายอย่างสัมมาทิฏฐิ ทั้งที่จะแยกกายแยกจิตได้ ต้องรู้กายคืออย่างไร จิตคืออย่างไรให้สัมมาทิฎฐิ จึงจะแยกกายแยกจิตได้ เมื่อแยกกายแยกจิตได้ ซึ่งจะทำให้เข้าใจมูลกรรมฐาน 5 หรือ เข้าใจ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ทั้ง 5 ได้ ผู้ที่จะรู้กายรู้จิต แยกได้ กายกับจิตนั้นจริงๆแล้วไม่แยกกัน แยกกันไม่ได้ ตายไปต้องตายไปด้วยกัน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายไปด้วยกัน แต่ในสมมุติสัจจะ สามารถแยกได้ หรือแม้ใน ปรมัตถสัจจะ ใช้คำนี้ก็ได้เหมือนกัน ผู้ที่มีปรมัตถสัจจะแล้วก็แยกได้ ผู้ที่รู้จักในปรมัตถสัจจะแยกได้ ผู้ที่มีแต่สมมติสัจจะ ไม่มีปรมัตถสัจจะ แยกไม่ได้ แยกไม่เป็น มีแต่สมมุติ ปรมัตถ์ไม่มี ยังไม่กระจ่าง รู้ไม่ได้ แต่ผู้ที่มีปรมัตถ์สัจจะ จะรู้สมมติสัจจะ เพราะฉะนั้น ปัญญานำ ปัญญินทรีย์นำ อินทรีย์แปลว่า มีพละกำลัง มีจำนวนของพลังงาน อันหนึ่งใช้ปัญญานำ อันหนึ่งใช้ศรัทธานำ ปัญญานำก็ไปได้เร็ว ศรัทธานำยังข้องขัดยังไม่คล่อง ไปติดอยู่ที่ สัทธาวิมุติ อันที่ 3 สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ ไปติดอยู่ตรงนี้ สัทธาวิมุติ เขามีศรัทธา แล้ว เขาก็เข้าใจวิมุติจริงๆของศาสนาพุทธไม่ได้ เขาก็ไปหลงมิจฉาวิมุติ เขาไม่ได้แกล้ง แต่เขาไม่มีปัญญาจะรู้ กาย เขาไม่รู้ภายนอก เขาไม่รู้สภาพ 2 สายศรัทธา ยังไม่รู้สภาพ 2 ได้ดี คำว่า กาย ต้องมีทั้งภายนอกและภายใน สอง ไม่แยกกันด้วย เพราะฉะนั้น สายศรัทธา พากันไปหลง เดียรถีย์ สอนนั่งหลับตาเป็นต้น หรือแม้ไม่หลับตาก็ตาม ไปนั่งหลับตา มันก็ไม่มีภายนอกไม่มี กาย เสร็จแล้วเขาก็ไปดับได้ ไปดับจิต ไม่ทำงาน เป็นอสัญญีสัตว์ แล้วเขาก็นึกว่า นี่คือวิมุติ นี่คือนิโรธ เขาถือว่าเขาเข้าสมาบัติแล้ว เขาก็ไปทำจิตอสัญญีสัตว์ได้ เขานึกว่าเขายอดเขาเลิศแล้ว เป็นสมาบัติ สายปัญญาไม่ต้องเข้าสมาบัติ ไม่ต้องเข้าไปนั่งหลับตาแล้ว อสัญญีสัตว์อย่างนั้นหรืออย่างอาตมาทำได้ทั้งสองด้าน สายปัญญาที่สูงแล้วจะทำได้ทั้งสองอย่าง อาตมาก็ทำได้อย่างสมถะ นั่งหลับตาตื่นมาก็ทำมาได้หมด แต่ว่าอาตมาไม่ต้องใช้อันนั้นแล้ว มาใช้ปัญญาโดยตรง เพื่อจะช่วยสายหลับตาหรือสายศรัทธาขึ้นมาตรงนี้ เพราะมันต้องมาจบที่ปัญญา เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ที่เป็น สัทธาวิมุติ ไปหลงอสัญญีสัตว์ว่าเป็นวิมุติ ไปติดอยู่ตรงนั้นเพราะมันสบาย ไปติดอยู่ 7 วันเป็นต้น คนทำได้เก่งทำได้ 7 วัน หรือ อาจอยู่ได้นานกว่า 7 วันด้วย จะเอาเลข 7 เป็นเลขสูงสุด เป็นเลขกำลังที่สุดมาเรียก ก็อยู่ไปมันไม่ใช่วิมุติแท้ วิมุติแท้ๆจรืออะไร วิมุติแท้ๆคือ รู้จักกิเลสอย่างเห็นๆ ลืมตาสัมผัส หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรสทุกอย่าง แล้วอ่านกิเลสในขณะจิตเปิด ไม่ใช่จิตในภวังค์ มีแต่จิตกับจิต มันแคบ แล้วมันก็เป็น นิรมาณกายได้ ได้ มันอยู่ในจิตของตัวเองเท่านั้น มันก็คิดไปได้ปั้นเป็นสูญก็ได้ ปั้นเป็นอะไรก็ได้เป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย เพราะฉะนั้นจึงยังเข้าใจได้ยากตัวเองเป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย กายล้มแล้งเพ้อพก ก็ไม่รู้ตัวสร้างภพชาติ จนกระทั่งสร้างไฟดับสนิท หรือ คิดอะไรบอกว่าเป็นอิสระเสรีภาพ คุณก็ฝันเพ้อไป โดยที่มันไม่มีความจริงคือปัญญา ที่มีความจริง ก็คือ ปัจจุบัน ตาเปิดๆ มีปัจจุบันมีครบหมดเลย ทั้งตาเปิด มีแสงสว่างของพระอาทิตย์ กระทบสัมผัสตื่นลืมตา ไม่ใช่อยู่ในภวังค์ ไม่ใช่อยู่ในภพ ไม่ใช่อยู่ในคนเดียว ทุกคนพูดรู้เรื่องกัน สัมผัสด้วยกันได้ แล้วชี้บอกอธิบาย ยืนยันกันได้ จึงจะถือว่า เป็นความจริง หากว่าสมมุติอยู่ในจินตนาการของตนเอง คนอื่นไม่รู้ด้วย ไม่ครบทั้งภายนอกภายในด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีตัวตน มีชีวิตร่างกาย มีชีวะร่างกายด้วย มีจิตวิญญาณครบด้วย ไม่ครบ 2 ข้าง 2 อันแบบนี้ไม่ถือว่า ครบความจริง ถือว่า ยังขาดพร่อง เช่น เทวนิยม พระเจ้าสัมผัสไม่ได้เลย เป็นความจริงไม่ได้ ในมนุษยชาติ มันยืนยันความจริงกันไม่ได้ แต่คนที่ไม่รู้ เป็นชาวเทวนิยมคนที่ยังไม่เข้าใจ จะมีมากกว่าเหมือนฐานพีระมิด คนที่จะรู้ความจริงเหมือนยอดพีระมิด ตัดมาส่วนไหน เอาขีดส่วนไหนของพีระมิด เกินครึ่งฐานลงมาแล้ว ก็จะมีจำนวนมาก แต่เป็นไปไม่ได้ โลกุตรบุคคล จะต้องมีตั้งแต่ครึ่งพีระมิดขึ้นไปหาปลาย ไม่มีมากเกินเลยฐานครึ่งนึงของพีระมิดลงมาหาล่าง เลยฐานพีระมิดลงมาหาล่างคือ คนไม่รู้ยังเป็น อเวไนยสัตว์ เวไนยสัตว์คนที่สอนได้คือคนที่อยู่ครึ่งของฐานไปหาปลายยอดจำนวนนั้นตัดเคิร์ฟตรงกลาง
ทีนี้ สัทธาวิมุติ เสียเวลา ไม่ค่อยรู้ได้ง่ายๆ เพราะยังไม่รู้เรื่อง กาย เข้าใจกายยังไม่สัมมาทิฏฐิ เมื่อเข้าใจกาย ยังไม่สัมมาทิฏฐิ คุณทำอะไรต่อไม่ได้เลย เรียนยังไงต่อก็ไม่ได้ตามสังโยชน์ข้อที่ 1 เมื่อเรียนต่อไม่ได้แยกกายแยกจิตก็ไม่ได้ กายกับจิตมันไม่แยกกัน แต่มันแยกกันได้ด้วยสมมติหรือโดยปรมัตถ์ คุณแยกไม่ได้ เมื่อแยกไม่ได้ คุณก็เป็นเทวนิยม พระเจ้ามีหนึ่งเดียวอย่าไปแยกอย่าไปแตะ กระจายออกมาว่ายังไงว่าอย่างนั้นตาม เที่ยงเลยคำสอนเดียว ไม่ขึ้นกับกาละเทศะฐานะที่ไม่เที่ยง คุณว่า เวลาหรือกาละ มันอยู่ตรงนี้ตลอดเวลาเลย มันจะนิ่งอยู่ตรงนี้หรือ ไอ้นั่นมันนาฬิกาตาย เวลามันไม่ตายไปกับนาฬิกาหรอก ไม่มีเวลาในมหาจักรวาลนี้ที่มันหยุดนิ่ง แม้แต่ดาวแดงที่ตายแล้ว ก็ยังเคลื่อนเลย ตายแล้ว ไม่มีกำลังงานของตัวเองแล้วก็ยังเคลื่อนด้วยกำลัง พลังงานอื่นที่ผลักดันไปตามแรงดูด มันไม่มีอะไรหยุดนิ่งหรอก เพราะฉะนั้น สัทธาวิมุตจะเอานิ่ง อสัญญี ดับสัญญาก็ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย สัญญาคือธาตุกำหนดรู้ เขาจับได้เขาก็หลงติด เพราะฉะนั้น จะเสพอยู่นาน เพราะฉะนั้นใน บุคคล 3 นี้ เอาอันที่ 3 “สัทธาวิมุติ [๔๔] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต” พ่อครูว่า... แต่ สัทธาวิมุตจะทำอาสวะบางอย่างให้สิ้นไม่ได้ ยังไม่หมดสิ้นอาสวะ ผู้ที่จะหมดสิ้นอาสวะได้นั้น นับตั้งแต่ปัญญาวิมุตขึ้นไป ไปถึง อุภโตภาควิมุติ กายสักขี ก็ยังทำอาสวะบางอย่างหมดสิ้นแล้ว ยังไม่หมดสิ้นทีเดียว กายสักขี คือ ผู้ที่มีปัญญารู้จักกายมีสัมมาทิฏฐิแล้ว ทิฏฐิปัตตะ คือ ผู้ต้องมีปัญญารู้ กาย สายปัญญาจะรู้กายได้ก่อน สัทธาวิมุติ จึงเป็นทิฐิปัตตะ บรรลุด้วยทิฐิ มีสัมผัสวิโมกข์ด้วยกาย ส่วน สัทธาวิมุติ กว่าจะรู้กาย โดยเฉพาะนั่งหลับตาปฏิบัติเมื่อไหร่จะรู้จักกาย บอกว่าเลิกได้แล้วปฏิบัตินั่งหลับตาไม่รู้จักกาย “กาย”คุณก็เข้าใจผิดอยู่แล้วไปเข้าใจว่า กาย คือภายนอกอย่างเดียว สายหลับตาเข้าใจผิดอยู่แล้ว คุณต้องออกมาปฏิบัติ ที่จริงกายต้องมีจิตด้วย กายกับจิตแยกกันไม่ได้ คุณต้องออกมาสัมผัสภายนอกแล้วยอมรับว่าข้างนอกคือ กาย แต่นี่ คุณไม่เห็น กาย ไม่มีกาย หลับตาปฏิบัติอยู่นั่นแหละ แล้วจะเอาอะไรมาบรรลุ ไม่มีวันจะบรรลุเลยเจ้าประคุณเอ๋ย หลับตานั้นเลิกได้เสียที ถ้าอาตมาทำให้พวกหลับตาสายหลับตา ลูกศิษย์อาจารย์มั่น ลูกศิษย์มหาบัวทั้งหลาย มาเข้าใจชัดเจนอันนี้ได้แล้วเลิกนั่งหลับตาได้ โอ้โห…เหมือนพระพุทธเจ้าที่ไปโปรดชฎิล 3 พี่น้อง ได้มาเป็นกระจุกกระบวนเลย ไปได้เร็วเลย แหม ชฏิลทั้งหลายเอ๋ย เมื่อไหร่จะตาสว่างสักที ผู้ที่ไปติดอยู่ในสัทธาวิมุต เพราะมิจฉาทิฏฐิไม่ได้เข้าใจเรื่องกายได้ง่ายๆ จึงวนอยู่ในภพ อสัญญีสัตว์ วนในภพ สัทธาวิมุติดับอย่างนี้แหละวิมุติ ซึ่งเป็นมิจฉาวิมุตติ จึงจมอยู่ตรงนั้นนาน จึงได้ช้า ไม่ได้แกล้งหรอกมันเป็นอย่างนั้น จึงต้องพยายามมาฟังสายปัญญา ปัญญาจะทำความถูกตรง จะทำความรู้ความกระจ่างให้ได้ อย่าไปติดยึดในตระกูลของตนเลย ติดตระกูลศรัทธา ถึงไม่ติดคุณก็มีเชื้อ DNA ของคุณเป็นศรัทธาอยู่แล้วไปติดมันทำไม เพราะมันไม่ได้สูงสุดด้วยปัญญา บุคคล 7 นี้ พอถึงบุคคลที่ 6 ปัญญาวิมุติก็เป็นอรหันต์แล้ว อาสวะสิ้นทุกอย่างแล้ว เพราะเข้าใจกาย จึงปฏิบัติลืมตาและปฏิบัติมาธรรมดาอย่างนี้ สายพระเจ้านี้ไม่หลับตาเลย ปฏิบัติลืมตามาตลอด ฌาน ก็ลืมตา สมาธิก็ลืมตา วิมุติก็ลืมตา นิโรธก็ลืมตา ไม่มีเข้าฌานออกฌาน ฌานก็ลืมตา ฌานไม่ต้องเข้าๆออกๆ หลับตาถึงจะเข้าฌานลืมตาไม่ใช่เข้าฌานนั้นไม่ใช่ ฌานของพุทธนี้ ลืมตาตลอดเวลาไม่ได้เข้าไปหลับ หลับตาเป็นฌานฤาษี เราก็ไม่ปฏิเสธ เขาเรียกของเขาก็เป็นฌานเหมือนกัน ฌาน 1 หมายถึงไม่มีนิวรณ์ 5 เริ่มตั้งแต่ฌาน1 เขาก็ทำได้เขาหลับตา อสัญญี ไม่มีนิวรณ์ แต่มันได้อย่างนั้น ต่างกันกับปัญญา นี่แหละที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า แต่มิใช่เหมือนในสัทธาวิมุติ “สัทธาวิมุติ [๔๔] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์” พ่อครูว่า... แต่ถ้า สัทธาวิมุตยังไม่สามารถรู้ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ยังไม่รู้อริยสัจ 4 เพราะยังไม่มีปัญญา ยังไม่เข้าใจเรื่องของ กาย เพราะ ยังไม่มี แต่เมื่อใด สัทธาวิมุติมีปัญญา มีกาย เริ่มรู้กาย สัมมาทิฏฐิดีมากขึ้น เริ่มรู้จัก ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อนั้นสัทธาวิมุตก็จะออกมาสู่ ทิฏฐิปัตตะ แต่เมื่อ สัทธาวิมุตยังไม่รู้จักทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เหมือนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศ ผู้นั้น เห็นชัดด้วยปัญญา ดำเนินไปด้วยดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มิใช่เหมือน บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ นี้เรียกว่า บุคคลผู้เป็นสัทธาวิมุต” พ่อครูว่า... มันไม่เหมือนเพราะว่าปัญญามันมีช้า ทิฏฐิปัตตะ นั้นเขาได้ตามตระกูลของเขา เขารู้จัก ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคได้เหมือนกันแต่เขารู้ได้ก่อนได้เร็วกว่า สัทธาวิมุตรู้ได้ช้ากว่าจึงไม่เหมือน ทิฏฐิปัตตะ มันติดกันอยู่ที่ช้าหรือเร็ว ง่ายหรือยาก สัทธาวิมุตเขายังยากและเขาก็ช้า ส่วนทิฏฐิปัตตะไปตามครรลองเร็ว เพราะเป็นสายปัญญา เพราะสัทธาวิมุตไปติดอยู่ที่ เสพติดวิมุตินึกว่ามันใช่ มันเป็นวิมุต แต่มันเป็นมิจฉาวิมุตติ จึงไม่ได้แกล้ง จึงจมอยู่นานกว่า ทิฏฐิปัตตะ มันเป็นจริง เพราะฉะนั้น จะบรรลุพระพุทธเจ้าสายศรัทธาจึงต้องใช้ 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป คำว่า อสงไขยกับเศษแสนมหากัป อสงไขยคือกรอบเป็นกัป แต่บางคน อสงไขยก็ยังไม่จบก็เลยปลายเปิดไว้ว่า แสนกัป เพราะฉะนั้นแสนนี้ใครก็ได้ ถ้าไม่ฉลาดพอก็จะใช้อีกไม่รู้กี่แสน เพราะนับเป็นกัป เป็นปลายเปิดของผู้มีบารมี ขยันหมั่นเพียร หรือผู้ที่อุตสาหะจะช้าหรือเร็ว มันอยู่ที่คุณทั้งนั้น ที่เป็น สัทธาวิมุตกับ ทิฏฐิปัตตะ จะมี สัทธานุสารีมาเป็นสัทธาวิมุติ ธัมมานุสารีไปเป็นทิฏฐิปัตตะ มันซ้อนที่ว่า อย่างไรๆคุณก็ต้องให้มีปัญญาเพื่อจะเข้าสู่ ทิฏฐิปัตตะให้ได้ เพราะฉะนั้นสัทธาวิมุตอย่างไรก็ต้องให้เป็น ทิฏฐิปัตตะ ผู้ที่มีสมาธิในเรื่อง สักกายทิฏฐิ สัทธาวิมุติต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ กายให้ได้ ถ้าเข้าใจได้ก็เริ่มเดินทางสัมมาทิฏฐิได้และมันพ้นวิจิกิจฉา ต้องรู้จักจิตเจตสิกรูปนิพพานของตน สักกะ แล้วรู้กายให้ได้ จนพ้น วิจิกิจฉา พ้นความสงสัยลังเลให้ดีและมีความปฏิบัติที่เรียกว่า ศีลพรต ให้สัมมาทิฏฐิ หลักเกณฑ์ปฏิบัติในจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นต้น ไปนั่งหลับตาไม่ใช่จรณะ 15 วิชชา 8 นะ นั่งหลับตา ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 ก็ไม่เกิด ฌานก็ไม่เกิด เกิดแต่ฌานฤาษี คุณไม่มีศรัทธา คุณไม่มีความละอาย ไม่มี หิริโอตตัปปะ ไม่มีพหูสูต ไม่มีวิริยะสติปัญญา คุณไม่มี เพราะว่า มันไม่เกิดปัญญา มันมีศรัทธาที่ว่าต้องมีปัญญา ในสัทธรรม 7 ไม่มีปัญญาอยู่ในตัว ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญา ปัญญามันเป็นตัวที่ 7 มันมีอยู่ในตัว แต่เมื่อคุณมีแต่ศรัทธาคุณยังไม่มีปัญญา คุณก็ไม่เกิดความละอาย นี่ก็อธิบายมาไม่รู้กี่ที ไม่ต้องละอายผู้คนหรอก ละอายตัวเอง ที่ ทำไมมันถึงโง่นานนักว่าเรา แปลว่าสายศรัทธาในสายปัญญา บางคนเป็นสายปัญญาแต่กิเลสมากก็ไม่บรรลุง่าย สายปัญญานะ แต่อัตตาเยอะ มานะเยอะ พบสัตบุรุษก็ไม่ยอมรับเพราะว่าอัตตามานะของตัว ข้านี่แหละแน่กว่าเอ็งไม่ใช่ เจอสัตบุรุษจริงก็ยังบอกว่า ข้านี่แหละสัตบุรุษ เก่งกว่าแก แกยังไม่ใช่ แล้วเมื่อไหร่มันจะมารู้สักที เพราะความจริงเขาไม่แก้ไข ความจริงเขาหลง อาตมาก็อธิบายหลายทีแล้ว ถ้าคนผู้นี้ได้มาลบหลู่สัตบุรุษด้วยได้เอาเป็นเอาตาย ฟ้องร้องด้วย ทำตัวเองเก่ง แล้วมันจะละอายในการกระทำของตัวเองที่ได้ลบหลู่สัตบุรุษต่อหน้าธาระกำนัล ต่อหน้าคนทั้งหลาย อายไหม นั่นแหละเขาจะละอายเลยละอายจริงๆแล้วนะนึกได้สำนึกได้ก็จะละอาย หากสำนึกนี้ไม่มี เขาก็ไม่ละอาย เขาไม่ได้แกล้งนะ ถ้ายิ่งเขารู้แล้วนะ จริงๆนะยอมรับ แต่ข้าไม่กล้าเปิดเผย เพราะว่าอัตตามานะของเขาเยอะ ชาตินี้ยอมแล้วว่าแกเป็นสัตบุรุษจริง แต่ข้าไม่เปิดเผยหรอกเพราะว่าข้าได้รับการสรรเสริญยกย่องจากโลก หลงโลกธรรมมาก เปิดเผยว่าตัวเองแพ้ไม่ได้ ไม่กล้าเปิดเผย ตายไปทั้งชาติแล้วอีกนาน เพราะว่าตายไปแล้วอันนี้เขาติดค้างไปตัวเองไม่มี อาสโภ ไม่มีความกล้าที่จะล้างตัวตน ถ้าเปิดเผยก็ได้ล้างตัวตน ล้างกิเลสตัวตนตัวสำคัญ อัตตามานะนี่ แต่เพราะเขาไม่มีอาสโภ ไม่มีความกล้าพอที่จะทำความดี มันน่าสงสารไหมคน ไม่กล้าพอจะทำดีมันน่าสงสารไหม รู้แล้วว่าฉันผิด ท่านถูกท่านดี ที่เราหลงนี่มันไม่ดีแล้วล่ะ แต่ไม่กล้าทำดี มันน่าสงสารขนาดไหน ถ้าเป็นคุณ คุณจะเจ็บแสบใจตัวเองไหม มันน่าเจ็บแสบใจตัวเองนะใช่ไหม อะไรวะเราทำไมถึงขนาดนี้ อธิบายสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่ยากนะ ในสภาพซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อนของมนุษยชาติมีมาก ฟังให้ดีจะเข้าใจว่าการจะรู้ การจะมีปัญญา และการจะรู้จักกาย การจะมีปัญญาไม่ง่าย การจะรู้จักการง่ายๆ แค่คำว่ากาย คำว่าปัญญา กับคำว่าเฉโก ไม่ง่าย เฉโกคือ ความรู้ความเฉลียวฉลาดแบบเดียรถีย์ ปัญญาเป็นฉลาดของพุทธ ปัญญาเป็นความรู้ความฉลาดของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสรู้มา อาตมาไม่ได้เรียนรู้มาแบบ ไวยกรณ์บาลี แต่ใช้สภาวะอธิบาย เพราะฉะนั้นผู้ที่เริ่มมีปัญญา เริ่มเข้าใจกายได้นี่แหละคือผู้ที่ออกมาจากสัทธาวิมุตได้ ออกมาได้เพราะเริ่มมีปัญญา เริ่มรู้ว่า อ้อ..นี่ทุกข์ นี่สมุทัย นี่นิโรธ นี่มรรค ถ้า ศรัทธาวิมุติ คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
เงื่อนไขหลัก ถ้าหากสัทธาวิมุตเริ่มมีปัญญาแล้ว หากไม่มีปัญญา ไม่รู้กาย ไม่มีสัมมาทิฏฐิแล้ว คุณก็จะจมอยู่ใน มิจฉาวิมุติ จมอยู่ในโลกเดิม โลกสายศรัทธา หรือเฉโกของคุณนั่นแหละ แล้วมันเป็นสัจจะอย่างหนึ่งว่า มันจะช้า จะยาก มันก็ไปบังคับไม่ได้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ช่วยเขา แต่ถ้าขวนขวายพยายามจริงๆเขาก็จะเร็วขึ้น ไม่ใช่ปิดกั้นว่าให้ศรัทธามาเป็นปัญญาไม่ได้แต่เป็นได้รู้ได้ เจริญได้ ผู้ใดที่เปิดจิตพากเพียรพยายาม คุณก็หลุดออกจากตัวเองได้แล้วเข้ามาสภาพใหม่ได้ ศรัทธาก็ตาม เป็นตระกูลศรัทธาก็ตาม คนก็ได้เพิ่มเพราะไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์ ความรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์คุณสามารถรับได้ คุณเปิดจิต ของคุณเองนะ คุณยึดตัวเองมากเป็นอัตตามานะ มันก็ไม่ค่อยออกคุณเปิดคุณก็มาได้ แล้วคุณก็แสวงหา คุณไม่มีอัตตามานะมากมายคุณก็จะได้ สรุปที่ว่าศรัทธาวิมุติมันมีช้ากับมียาก ตรงนี้คุณไม่เหมือนทิฏฐิปัตตะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า แต่ไม่ใช่เหมือน ทิฏฐิปัตตะ เพราะทิฏฐิปัตตะเขาง่ายและเร็ว ส่วน สัทธาวิมุต นั้นช้าและยาก 650810 ทำไมสายศรัทธาจึงช้าและยากกว่าสายปัญญา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ