สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิพุทธกับสมาธิทั่วไปมีนัยต่างกัน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข18 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิพุทธกับสมาธิทั่วไปมีนัยต่างกัน อย่างคุณบูรพา เขาสอนสมาธิของเขาต้องนั่งหลับตาแล้วไม่คิดอะไร แล้วบอกว่าจะเกิดสมาธิเกิดปัญญา ถ้ายังไปนึกไปคิดอยู่ก็ยังไม่มีสมาธิไม่เรียกว่าสมาธิ สมาธิจะต้องไม่คิดอะไรเลยเฉยๆ แล้วมันก็จะเกิด วาบขึ้น นี่แหละเป็นสมาธิที่อุเบกขา โดยไม่มีขั้นตอนอะไรเลยไม่มีวิตกวิจารไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ซึ่งที่จริงมันก็ไม่น่าจะยากหรือลึกลับอะไร เขาเป็นอาจารย์ใหญ่เขียนบรรยาย อย่าว่าแต่ อาจารย์บูรพา ผดุงไทย พระต่างๆพระกรรมฐานที่สอนกันก็เกือบทุกสำนัก โอ้... ไม่รู้น่าเสียดายเวลา ไปงมงายอยู่กับมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็เป็นมิจฉาปฏิบัติกัน เราน่าจะได้แรงงานเวลา บุคคลที่ไปตกอยู่ในมิจฉาทิฐินั้นคืนมา จะทำอย่างไรเถรสมาคมเอ๋ย ฟังอาตมารู้เรื่องไหมเอ่ย?.....ช่วยอาตมาหน่อยเถอะ! ก็ต้องพูดไปอย่างนี้ตามประสา ไม่รู้จะว่าอย่างไร เขาเป็นผู้เขียนอยู่ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับเล็ก แท็บลอยด์ อ่านแล้วก็น่าสงสาร พยายามเอามา Comment ให้ไปเรื่อยๆ เราก็พยายามแสดงความเห็นที่บอกว่ามันไม่ใช่นะอย่างนั้นอย่างนี้อธิบายไป จะเป็นประโยชน์แก่อาจารย์บูรพาเอง หรือไม่ ไม่มีปัญหาหรอก คนที่มีความคิดอย่างอาจารย์บูรพา เขาจะได้รับฟัง และเห็นความต่างบ้าง เอาไปเปลี่ยนแปลงความคิด ไปแก้ไขก็จะได้ (ไม่อ่านต่อแล้ว) มีหลักฐานจากพระไตรปิฎก(พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๑๐. สุภสูตร เรื่องสุภมาณพ) ที่ยืนยัน “สมาธิที่เป็นอาริยะ” เอาไว้ว่า โดยพระอานนท์ได้ตอบคำถามของสุภมานพที่ถามว่า.. ข้าแต่ท่านอานนท์ ก็สมาธิขันธ์อันเป็นอริยะ อริโยสมาธิขันโธ ที่ท่านพระโคดม คือพระพุทธเจ้าได้ตรัสสรรเสริญ และยังประชุมชนนี้ให้สมาทาน ให้ตั้งอยู่ ให้ดำรงอยู่ เป็นไฉน พระอ

อ่านต่อ

านนท์ก็ตอบว่า ดูกรมานพ อย่างไรภิกษุได้ชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์ทั้งหลาย ..ก็คุ้มครองตาหูจมูกลิ้นกายใจ ภิกษุในธรรมวินัยนี้(ไม่ใช่นอกธรรมวินัย) เห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวม จักขุนทรีย์ เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อภิชาและโทมนัสครอบงำ ชื่อว่าสำรวมใน จักขุนทรีย์ นี้ชื่อว่าสมาธิที่เป็นอริยะที่สมบูรณ์ไม่มีอยู่ในสมณพราหมณ์เหล่าอื่น คือกวาดทิ้งหมดเลยนอกจากศาสนาพุทธ เมื่อพระอานนท์พูดอย่างนี้ เดี๋ยวนี้อาตมาก็เหมือนกัน อาตมาก็กวาดของเถรสมาคมทิ้งเลย ก็ไม่ได้ไปพูดเล่นมีหลักฐานยืนยันหมดเลยว่าอาตมาไม่ได้หลงผิด นี่แหละสมาธิขันธ์ ทำให้เกิดสมาธิเกิดจิต จิตก็เป็นองค์รวมของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธ์ ๕) โดยเฉพาะนามธรรม มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อีก ๔ ขันธ์ จะเกิดการได้ทำใจในใจ แต่เกิดความพัฒนาจะมีการทำใจในใจให้เกิดเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณให้เจริญๆ เรียกว่าสมาธิ สมาธิคือ อธิศีล อธิปัญญา อธิมุติ สมาธิก็คือ อธิจิต มีหลักเกณฑ์ไปตามลำดับ ตั้งแต่ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ลืมตาสัมผัสกับสัตว์ต่างๆ เราก็สำรวมอินทรีย์ สำรวมจิตเรา โดยมีปัญญาเป็นตัวช่วยวิจัยวิจารมีโพชฌงค์ เกิดกิเลสเมื่อสัมผัสแล้วเราก็จับกิเลสได้ แล้วก็กำจัดกิเลสๆๆ พอกิเลสลด กิเลสดับ จิตก็สะอาดขึ้น จิตที่สะอาดก็ตกผลึกตั้งมั่นขึ้น จิตนั้นชื่อว่าสมาธิ ฉะนั้นกว่าที่สมาธิจะเกิดจะต้องเกิด จะต้องผ่านกรรมวิธีตั้งเยอะ สำรวมอินทรีย์และปฏิบัติต่างๆ ทำไปตามลำดับโดยมีเหตุปัจจัยมีลำดับ มีศีลเป็นตัวกำกับ เพราะฉะนั้นสมาธิของพระพุทธเจ้าหากว่าไม่มีศีลเป็นตัวบ่งบอกไม่ได้ ไม่รู้ว่าสมาธิอะไร สมาธิกับเรื่องสัตว์ตั้งแต่สัตว์จนถึงคน เรากระทบกับสัตว์ต่างๆจิตเราไม่มีโกรธ ไม่มีโลภ ไม่มีหลง จิตเราชัดเจนทุกอย่างตรง เมื่อสัมผัสแล้วกิเลสแล้วก็ไม่มี นี่คือจิตที่ไม่มีกิเลส แข็งแรงตั้งมั่นสัมผัสแล้วก็รู้เห็นจิตตัวเองว่าไม่มีกิเลส จิตใจมีอุเบกขา จิตมี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ทำการทำงานอยู่ นี่คือ สมาธิ สมาธิแบบลืมตามีพฤติกรรมสามัญปกติไม่ใช่ไปนั่งหลับตาอย่างนั้นเรียกว่าสมถะ ไม่เรียกว่าสมาธิเป็นความสงบที่ใช้วิธีสะกดจิตเข้าไปเป็นวิธีแบบเดียรถีย์ คนทั่วไปก็ทำได้ ตื้นๆ ใครๆก็เข้าใจได้ง่ายสมาธิของฤาษี แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น ยากที่จะเข้าใจ ยากที่จะรู้ เพราะเป็นโลกุตระ ไม่ใช่เรื่องของสามัญชน ปุถุชน เป็นเรื่องของอาริยชนของพุทธ มีในศาสนาพุทธเท่านั้น แม้เขาจะชื่อว่าเขาเป็นพุทธศาสนิกชน แต่ถ้ามีมิจฉาทิฏฐิ ก็ไม่ใช่ของพุทธ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ก็คุณก็ได้มาแล้ว เคยหลงผิดมากันทั้งนั้น แม้แต่อาตมาแต่เริ่มต้นๆ ก็เคยหลงนั่งหลับตา ทำอย่างเขาทำกัน แต่เมื่อทำแล้วก็รู้ว่ามันไม่ใช่ คืออาตมามีภูมิเดิม อาตมาไม่มีอาจารย์ การที่ไม่มีอาจารย์ก็โชคดี ถ้ามีอาจารย์คงจะไปทางโน้นหมด ยุ่งเลย มันเป็นภูมิเดิม เมื่อรู้ว่าสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไร อาตมาก็มาปฏิบัติแบบนี้ มันก็เลยแปลกๆ กลายเป็นของแปลกในวงการศาสนาพุทธของประเทศเลย จนคณะใหญ่เขาจะเอาตาย แต่หนังเหนียวอาตมาเลยไม่ตาย ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า เอ้ยผิดเนาะ ยิงไม่เข้า ฟันไม่ออก เอ้า.. สำมะปี๋ก็สนุกสนานไปบ้าง ต้องแยกให้ออก ระหว่างสมาธิของพระพุทธเจ้า กับสมาธิทั่วไป ที่คนทั้งหลายเขาเรียนกันสามัญ สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปนั่ง ไม่ต้องไปหาสถานที่ปฏิบัติ ไม่ต้องไปนั่งสะกดจิตเอาไว้ ต้องเห็นความแตกต่างให้ได้ จิตตื่น จิตวิ่ง รับรู้หมดเลยตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วยิ่งกระทบกับอะไรเกิดกิเลสมาก็อ่านกิเลสให้ทัน เพราะฉะนั้นจึงต้องค่อยๆทำไปตามลำดับ ตอนแรกเอาแค่เกี่ยวกับสัตว์ก่อนนะ ตอนหลังก็ไปเกี่ยวกับของเกี่ยวกับวัตถุและเกี่ยวกับพืช จากนั้นก็ไปเกี่ยวข้องกับการกระทบสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจหรือกามคุณห้าเมื่อกระทบสัมผัสแล้ว ไปปรุงเป็นรส เป็นกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นอย่างไร ถ้าเข้าใจตามลำดับฝึกมาตั้งแต่สัตว์ข้อที่ 1 เกิดผัสสะกับสัตว์แล้วมันนจะเกิดกิเลสกับสัตว์ เกิดความชอบใจไม่ชอบใจเกี่ยวกับสัตว์ ต่อมาก็มาเกี่ยวกับข้าวของวัตถุ ผลหมาก รากไม้ ต่างๆ นานา จิตเกิดโลภหลงก็เรียนรู้อีก เงินทองลาภยศสรรเสริญ ถ้าได้ปฏิบัติไปตามลำดับที่ถูกต้องรับรองคุณเป็นอรหันต์ เป็น อาริยะกันแน่ๆ ปฏิบัติให้ถูกต้องมันจะมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาเพิ่มขึ้น แล้วจะพาตัวเองปฏิบัติจนบรรลุ ฉะนั้น อาตมาขอยืนยันว่าในวงการศาสนาพุทธปัจจุบันนี้ ในหมู่กลุ่มชุมชนชาวอโศกมีอาริยธรรม มีศีลเป็นอาริยะ มีจิตหรือสมาธิเป็นอาริยะ มีปัญญาเป็นอาริยะ มีวิมุติที่เป็นอารยะอย่างแท้จริง แท้จริง จึงมีพระอริยะสมณะที่ 1 2 3 4 มีพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ อธิบายแล้วมันเข้าใคร มันสนุกน่ะ เอ้าตอนนี้ใครจะถามก็เอาเลย 620617_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 53

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน