สื่อธรรมะพ่อครู(สมถะ วิปัสสนา) ตอน เตวิชโชไม่มีปัจจุบันจึงไม่ได้ใช้ลดกิเลสโดยตรง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมถะ วิปัสสนา) ตอน เตวิชโชไม่มีปัจจุบันจึงไม่ได้ใช้ลดกิเลสโดยตรง _จากเฮียฝน ...ได้ฟังธรรมจากสิกขมาตุท่านหนึ่ง ความว่า " การระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่สามารถลดกิเลสได้ เพราะไม่ได้ทำการปฏิบัติขณะกระทบผ้สสะ เป็นเพียงความจำหรือสัญญาเท่านั้น ".. 1. คำสอนนี้ย้อนแย้งกับหลักของวิชชา 3 หรือไม่ 2. ความจริง นปธ.ส่วนมากไม่สามารถมีสติอยู่ตลอดเวลาที่กระทบผัสสะ จึงต้องอาศัยการทบทวนแบบบุพเพนิวาสานุสติญาณเพื่อเตือนตน ตรวจสอบข้อบกพร่องของตน และปรับทิฐิให้ถูกตรง เมื่อกระทบผัสสะจะทำให้มีสติแววไว เเข็งแรง และสามารถลดกิเลสลงได้ 3. ในขณะที่ระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็เกิดอาการดูด-ผลักในจิต แล้วเราก็ทำการปฏิบัติลดกิเลสด้วยวิธีสมถะและวิปัสสนาฯ กิเลสก็ถูกลดทอนลงได้ด้วยจริงๆ กรรมสาม พัฒนาขึ้น แล้วทำไมถึงว่า " การระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา" ไม่สามารถลดกิเลสได้คะ? พ่อครูว่า...คำถามนี้เป็นคำถามของผู้ศึกษาธรรมะที่ละเอียดดี ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นตั้งใจฟังให้ดีๆ ประเด็นแรกบอกว่าคำสอนนี้ เตวิชโช ย้อนแย้งกับหลักวิชา อาตมาบอกว่าต้องลดกิเลสมันมีในปัจจุบันเท่านั้น ไม่ใช่อาตมาพูดอะไรหรอก พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่ากิเลสมันมีในปัจจุบัน ปฏิบัติวิชชา 3 ไม่ใช่ปัจจุบัน เป็นบุพเพทั้งนั้น เป็นอดีตเสมอไม่ใช่ปัจจุบัน จึงไม่มีตัวกิเลสเกิดในวิชชา 3 ปฏิบัติธรรมกระทบผัสสะเป็นปัจจุบัน คุณจะจัดการกับกิเลสในปัจจุบัน แต่ถ้าคุณไม่ใช่คุณไประลึกอีกเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ ทบทวนด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ เป็นตัวหนึ่งในวิชาสาม มันไม่ใช่ตัวปัจจุบัน มันก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ ก็บอกอยู่แล้วว่าระลึกถึงในอดีต ไม่ใช่ปัจจุบัน เสร็จแล้วเราก็จะตรวจสอบว่าที่เราได้ผ่านมา เป็นความจำที่เราได้ผ่านมา
อ่านต่อ
ทั้งนั้น มันไม่ใช่ปัจจุบัน ตรวจสอบว่าเราได้ปฏิบัติธรรม อาสวะสิ้นไหม วิชชา 3 ความเกิดความดับของกิเลส กิเลสมันเกิดแล้วเราก็ทำให้มันดับได้ ดับได้อย่างถาวรจนไม่มีไม่เกิดเลยนะ ทบทวนทำแล้ว เวทนา 36 36 36 เป็นอดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคต 36 กิเลสมันก็เป็น 0 อย่างเที่ยงแท้ เป็นนิจจัง ธุวัง สัสสตังเสมอ เป็นการตรวจสอบ กิเลสไม่มีชีวิต ชีวิตินทรีย์ อดีตมันผ่านไปแล้วอนาคตก็ยังไม่มา ความจริงนั้นคืออยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น อดีตไม่ใช่ความจริง อนาคตไม่ใช่ความจริง ใครจะเถียงบ้าง ความจริงมันอยู่ที่ปัจจุบัน อดีตมันไม่มี มันผ่านไปแล้วเป็นอดีต เป็นความจริงที่ไหน มันมีแต่ความจำ คุณจำได้เท่านั้น แล้วก็นึกถึงสิ่งที่ผ่านไป มันไม่ใช่ความจริง ความจริงอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ปุพพันเต เป็นอดีตไม่ใช่ปัจจุบัน การลดกิเลสต้องลดกิเลสที่เป็นปัจจุบัน มีในขณะปัจจุบันชาติ กิเลสมันเกิดในปัจจุบันชาติ ในกาละหนึ่ง ในทุกโลกที่เคลื่อนที่ เรียกว่า กาละ โลกส่วนที่หมุนไปตามวงโคจร หากโลกมันไม่เคลื่อนที่ มันก็กลายเป็นอุกกาบาต ไม่มีพลังงานในตัว ถ้ามันยังไม่เป็นอุกกาบาตมันก็จะมีพลังงานในตัว แล้วก็ปฏิสัมพัทธ์กับวงโคจร กับพลังงานที่มันร่วมในวงจรนั้นๆ ความจริงๆมีในปัจจุบันชาติ ภาษาบาลีว่าทิฏฐกาลหรือทิฏฐธรรม ปัจจุบันชาติเท่านั้น นอกนั้นเป็นการทบทวนในสัญญาทั้งนั้นหรือในอนาคต ไม่ใช่ตัวกิเลสกำลังเกิดจริงๆ ไม่ใช่เลย กิเลสที่เกิดในปัจจุบันชาติมันไม่มี มีแต่ระลึกเอาความจำมารู้มาเรียนมาตรวจสอบอดีต หรือไปคิดเอาล่วงหน้าประเมินประมาณเอาไปในอนาคตว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เท่านั้นเอง วิชชา 3 มีแต่อนาคตกับอดีต ไม่มีปัจจุบัน วิชชา 3 ก็เป็นการตรวจสอบเงินเราลงบัญชีว่าอะไรได้อะไรเสียเราหมดไปอะไรมีมาอะไรหมดไปอะไรมีมา จนกระทั่งสิ่งที่จะหมดไปก็ไม่ต้องหมดแล้ว มันหมดกิเลสที่จะต้องมีกิเลสมันก็ไม่มีอีกแล้วไม่ต้องล้างกิเลสอีกแล้ว มันจบแล้ว ถ้าคุณไม่มีกิเลสให้ล้าง คุณก็หมดบุญ อันนี้แหละถ้าไม่มีอาตมามาเกิด ไม่มีใครมาขยายความเรื่องบุญอีกแล้ว ความหมายของบุญที่ลึกซึ้งถูกต้อง บุญไม่ใช่กุศล บุญมีหน้าที่ล้างกิเลส ฆ่ากิเลสไม่ทำหน้าที่อื่นอีกเลย คนที่จะทำพลังงานบุญเกิดได้ มีแต่คนของศาสนาพุทธเท่านั้นที่เป็นโลกุตรธรรม ศาสนาอื่นไม่รู้จักบุญทำไม่เป็น แม้แต่กิเลสเองก็ยังไม่เรียนรู้เลย ศาสนาพุทธเรียนรู้กิเลสแล้วสร้างพลังงานบุญขึ้นมาเพื่อกำจัดกิเลส ในขณะที่สร้างพลังงานขึ้นมาได้ มันจะมีพลังงานเกิดขึ้นจริงในปัจจุบันเรียกว่า ฌาน เป็นพลังงานอุณหธาตุ ไฟที่สลายไฟ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นพลังงานอุณหธาตุเหมือนกันแต่พลังงานฌาน เกิดในปัจจุบันเท่านั้น แล้วต้องมีปัญญาจึงจะเกิดพลังงานฌาน เมื่อทำพลังงานฌานในปัจจุบันไปสลายกิเลสได้สำเร็จ สลายกิเลสได้บ้างเรียกว่าส่วนแห่งบุญ สลายกิเลสออกได้หมดเรียกว่า กิเลสหมดสิ้นก็สิ้นอาสวะ บุญก็ไม่มี ฌานก็ไม่ต้องทำอีก เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ศาสนาพุทธไม่มีใครเข้าใจว่า ฌานคืออะไร เข้าใจว่าฌานคือไปสะกดจิตเพ่งสะกดจิตมีแต่ทำให้เย็น มันตรงกันข้ามกับไฟเลย ที่ไปทำกันทุกวันนี้ไม่ได้ทำฌาน แต่ทำเชยๆ ไม่ได้ทำฌาน มันคนละเรื่อง ฌานนั้นคือพลังงานที่ร้อนแรงพลังงานที่เกิดในปัจจุบัน สร้างขึ้นมา ผู้ที่มีปัญญาจริงๆจึงสร้างพลังงานฌานได้สำเร็จ แล้วเอาไปจัดการกิเลส ฌาน สร้างได้สำเร็จเป็นพลังงานแท้ที่สลายกิเลสทำลายกิเลสได้ เมื่อทำพลังงานกิเลสให้สลายได้ตัวใด ฌานตัวนั่นก็คือบุญ พอมันทำลายกิเลสหมดจากจิตวิญญาณ จิตวิญญาณสะอาดปราศจากกิเลสให้ต้องมาล้างอีก ไม่ต้องมี ฌานไม่ต้องมีบุญอีกเลย จิตคนนี้ก็เต็มไปด้วยความปกติ เต็มไปด้วยจิตที่ไม่ต้องสร้างพลังงานขึ้นมาจัดการกับกิเลสอีก ซึ่งจะต้องเสียเวลา ถ้าไม่ทำฌานไม่ทำบุญมากำจัดกิเลสให้หมดสิ้น กิเลส มันก็มาวุ่นวายกับจิตใจเราตลอดเวลา มีกิเลสมากก็วุ่นวายมาก สร้างบาปมากสร้างอกุศลมาก คนนี่นะ คนเราน่าสงสารเพราะคนไม่รู้ เขาได้สร้างหนี้เขาได้สร้างบาปสร้างอกุศลให้ในจิตใจมันมีราคะโทสะโมหะอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าเขาไม่รู้ตัว คนที่ศึกษาเทวนิยม เขาก็อยากได้ความสุข ความสุขก็เป็นกิเลส เป็นตัวตน เขาไม่รู้จักภาวะสัจจะของพลังงานจิตที่เป็น 2 เป็นเทวดาเทวะแปลว่า 2 เทวฺ ที่แบ่งเอาไว้เรียกว่ามันกึ่งๆ มีตัว ทหารจริงไม่ทหารจริง ไม่แข็งแรงจริง เทวฺ ถ้าเราแข็งแรงจริงก็เขี่ย ท. ทิ้งไปเลย ตกลง ศาสนาพุทธเอารู้ความเป็นเทวะรู้ความเป็นภาวะ 2 ของสัจธรรม ทั้งบวกและลบ เรียกทางวิทยาศาสตร์เป็นพลังงานบวกลบ หรือเป็นพลังงานอิตถีภาวะปุริสภาวะ พลังงานสุขพลังงานทุกข์ ศาสนาพุทธรู้ภาวะ 2 นี้ดีแล้วจัดการภาวะ 2 ให้เป็น 0 มีความรู้ที่จริงทำภาวะ 2 ให้เป็น 0 ได้สำเร็จ แล้วก็จึงเป็นคนที่ไม่มีเทวะไม่มี 0 ไม่มี 2 แต่คนเขามี 2 ยิ่งเทวนิยม ซ้อนตีไม่แตก เขาไม่รู้ว่าเขามีภาวะ 2 แต่เขาก็อยู่กับภาวะ 2 โดยหลงว่าเขาจะเอาแต่ความสุขเป็นความสุขนิยม เป็นศาสนาที่สุข เขาก็แก้ไขความสุขไม่ได้บอกว่าคนที่มีความสุขที่สุดคือพระเจ้า เป็นเจ้าของความสุข ใครอยากได้ความสุขก็ต้องอยู่กับพระเจ้าทำให้พระเจ้ารักพระเจ้าเป็นเจ้าของความสุข แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าความสุขคืออะไร ศาสนาพุทธเอาความสุขมาเรียนรู้ นี่แหละหรือพระเจ้า ความสุขนี่แหละพระเจ้า ก็ต้องล้างเอาพระเจ้าออกไปจากจิตใจล้างเอาความสุขออกจากจิตใจหมดความสุขก็เลยหมดทุกข์ แต่พระพุทธเจ้าท่านฉลาดไม่เอาตัวสุขเพราะว่าตัวสุขคนมันลงไม่อยากจะร้าย ก็เลยให้มาเอาความทุกข์มันก็ตัวเดียวกันให้มันล้างความทุกข์เหตุแห่งทุกข์ แทนที่จะล้างความทุกข์เท่านั้นก็ล้างเหตุของความสุขนั้นเลย คนโง่ไม่รู้ว่าสังขารเป็นเหตุ ต้องเรียนรู้สังขาร คนโง่ต่อสังขารไม่รู้ว่ามันคือวิญญาณ ต้องเรียนรู้วิญญาณต่อ คนโง่ไม่รู้ว่าวิญญาณนี่แหละ เรียนได้นะ มันมีการเชื่อมต่ออายตนะ มันจะเชื่อมต่อได้มันต้องมีรูปนาม ในวิญญาณก็มีนามรูป เมื่อมีนามรูปกระทบกัน นามรูปมี 2 ตัวเป็นรูปหนึ่งนามหนึ่งเป็นเทวะ ก็จัดการเรียนรู้ให้รูปนามมันกระทบกันเป็นผัสสะ เพราะฉะนั้นนามรูป อายตนะ ผัสสะ สามเส้านี้คุณปฏิบัติธรรมจะขาด 3 อย่างนี้ไม่ได้ แล้วอายตนะจะเกิดได้ต่อเมื่อคุณมีรูปนามผัสสะกัน เมื่อไม่มีการผัสสะที่เป็นรูปนามไม่กระทบกันไม่มีอายตนะเกิดในโลก ผัสสะแล้วก็จะเกิดเวทนา มันก็คือตัวหนึ่งในวิญญาณนั่นแหละ แล้วไอ้เวทนาตัวนี้แหละมันเป็นตัวปลอม เมื่อมันแสดงตัวเป็นเวทนามันก็เป็น Dynamic เหมือนมันไม่แสดงตัวก็เหมือนไม่มีตัวตนเป็นอุปาทาน นิ่งหายตัวไม่กระดุกกระดิก คนไม่ศึกษาไม่รู้ ในเวทนานี้่มีตัณหา เป็นตัว Dynamic มีอุปาทานเป็นตัว Static อุปาทานเป็นรูป ตัณหาเป็นนาม เป็น Dynamic อุปาทานคือ Static คุณก็เรียนรู้ภาวะคู่นี้แตกภาวะ 2 นี้ออก ก็จะรู้ตัวที่มันเป็นลักษณะไหนมีอาการ ลิงค นิมิต ให้เรารู้โดยคุณศึกษาจากผู้รู้ที่อธิบายให้ฟังเรียกว่า อุเทส อย่างอาตมาแสดงให้คุณฟังแล้วคุณก็ไปจับอ่านอาการ ลิงคะ เพศของมันแตกต่างกัน มีสองชนิด เป็นบวกเป็นลบ อิตถีภาวะปุริสภาวะ ก็เรียนรู้ทำให้อาการมันเป็นหนึ่งทำให้เป็นหนึ่งได้มันก็ลดสุขลดทุกข์ไปส่วนหนึ่ง ถ้าสามารถควบคุมอาการนี้ได้ ถ้าคุณอยู่คุณก็ต้องมีคุณต้องอาศัย อาศัยอย่างรู้ด้วยปัญญา ว่ามันจะต้องมีอาการอย่างนี้แหละ เป็นอาการที่คุณจะต้องอาศัยมัน คุณจะเรียกสุขเรียกความทุกข์ เรียกความชอบความชัง คุณจะเรียกเป็น 2 อย่าง สุขก็คือชอบ ทุกข์คือชัง ถ้าคุณเข้าใจธรรมดาธรรมชาติว่ามันยังมีชีวิตมันก็ต้องเกิดเป็นธรรมดา มันจะเกิดเป็นลักษณะความผลักความดูด คุณก็ต้องเข้าใจให้ได้ว่ามันต้องอาศัยกัน จะว่าความดูดมันก็ต้องทำงานด้วยกันบ้าง ไม่ต้องไปผลักมันเกินไป แล้วอะไรมันมากเกินไปก็อย่าให้มันมารวมกันเกินไปต้องขจัดมันออกไปบ้าง คุณจะต้องมีพลังงานของปัญญาของจิตใจรู้ว่าอะไรไม่ควรจะมาก มากแค่นี้ก็พอแล้ว คุณก็จะรู้ว่าสิ่งที่เราอาศัยไม่มาก ยิ่งกว่ายอดหญ้ายอดหนึ่ง สิ่งที่เราต้องการนั้น มันไม่ใหญ่โต อัครฐาน อะไรดอก !
ชีวิตง่ายๆ ถูกๆ ขยันๆ รู้จักพอดี มีความซื่อสัตย์ มีเมตตา เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเสมอๆ
ชีวิตเหมือนดอกหญ้า แต่มันใหญ่ยิ่ง เป็นมหาพลังเย็นโอบอุ้มโลก
เราก็จะมารู้ความจริงของชีวิตชีวะ ชีวิตนี้ถ้าจะให้มันยังอยู่ก็มีอาหาร กวฬิงการาหาร เสร็จแล้วก็อยู่กับผัสสะ มโนสัญเจตนา อาหาร 4 แล้วคุณจะรู้เท่าทันว่า ผัสสะมันก็จะเกิดรูปนาม มีเจตนา รูป ก็มีให้ศึกษา รูป 28 นามก็มี 5 ให้ศึกษา เวทนาสัญญาเจตนาผัสสะมนสิการ คุณไม่มีผัสสะก็จะทำใจในใจไม่ได้ เพราะว่าจะโมเมมันไม่จริง เมื่อมีผัสสะคุณจึงจะทำใจในใจได้คุณต้องเรียนรู้โดยมีปัญญามีธาตุรู้ ในรูปของคุณ จัดการกับรูป 28 เริ่มตั้งแต่ดินน้ำไฟลมมหาภูตรูป 4 แล้วคุณก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คุณก็จะต้องมารู้ใน ปสาทรูป 5 และมโนเป็น 6 มโน เป็นตัวกลางที่มันจะรู้ โผฏฐัพพารมย์ ตาก็คือโผฏฐัพพารมย์ หูก็คือโผฏฐัพพารมย์ ในผัสสะนอก 5 เป็นปสาทรูปที่คุณจะต้องมาเรียนรู้ แล้วก็ดำเนินต่อไปเป็น วิสยรูป โคจรรูป จะจัดการทำงานร่วมกันไม่มีผัสสะคุณเรียนรู้จิตในจิตทำจิตในจิตไม่ได้มนสิการไม่ได้ ไม่มีโยนิโสมนสิการ หรือทำใจในใจไม่เป็น เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีผัสสะ โมฆะจากศาสนาพุทธ ศึกษาให้ดีๆ พวกที่ไปหลับตาไม่มีผัสสะทั้งภายนอกและภายในไม่มีกาย มันจะต้องมีกาย ไม่อย่างนั้นคุณจะเรียนรู้องค์ประกอบ องค์ประชุมที่เกิดกิเลสเรียกว่า กายกลิไม่ได้ แล้วจะศึกษา กายปัสสัทธิ กายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา คุณทำไม่ได้ จะต้องมีกายตลอดเลย กายแปลว่ารูปกับนามแล้วไปเน้นที่่นาม จิต มโน วิญญาณ กายนี้ตถาคตเรียกว่าจิต มโน วิญญาณ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 คุณไปอ่านแล้วคุณจะงงเลย ทำไมพระพุทธเจ้าพูดผิดได้ กายคือจิต มโน วิญญาณได้อย่างไร ใช่ไหม ถ้าอาตมาไม่เอาเรื่องนี้มาพูด มันก็จะอยู่ในแต่พระไตรปิฎก แล้วเขาจะอ่านผ่านไปเฉยๆไม่รู้สึกสะดุดอะไร อาตมาก็เอามาขยายความว่านี่แหละคือตัวสำคัญ คำว่า กาย ก็เข้าใจไม่ได้แล้วคำว่ากายพระพุทธเจ้าเน้นที่จิต มโน วิญญาณ ไม่ได้เน้นที่ร่างข้างนอกสรีระ สรีระจะต้องไปกังวลอะไรกับมันมากเลย มันมีเหตุปัจจัยวัตถุเลี้ยงมันไว้ ให้มันได้ทุกสัดส่วนมันก็อยู่ไปได้ดี มันมีโรคมีภัยก็ปรับให้มันหายจะไปยากอะไร แต่จิตใจนี่สิมันยุ่งมาก ศึกษาตัวนี้ มีกิเลสที่เป็นตัว กายกลินี่ เพราะฉะนั้นในคำว่ากาย ไปเปิดในพจนานุกรมภาษาบาลี คำว่ากายมีละเอียดตั้งเยอะแยะ คำว่า กายนี่แหละ
นิมนต์จิบน้ำ
พ่อครูว่า..ในนาม 5 ถ้าคุณไม่มีผัสสะก็ทำการมนสิการไม่ได้ คุณจะต้องมี เวทนาสัญญาเจตนา แล้วตัวเจตนาเป็นตัวสำคัญเป็นมโนสัญเจตนา เจตนาก็มี กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา มโนสัญเจตนา 3 คุณต้องทำให้เป็นวิภวตัณหาให้ได้ เป็นพยัญชนะที่มาบอกสภาวะที่สัมพันธ์กันหมด เป็นจิ๊กซอของธรรมะ คนรู้แล้วก็จะเอามาต่อได้ทุกมุม หากคนไม่รู้ก็ต่อไม่ได้ต่อแล้วเละเลย เป็นรูปอะไรไม่ได้ เมื่อรู้แล้วก็ต่อได้เป็นรูปที่ต้องการเลย 620619_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 54