สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เอาข้าวเหลือให้ปลาในบุ่งจะผิดไหม.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.55 KB
วันที่แก้ไข18 กรกฎาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เอาข้าวเหลือให้ปลาในบุ่งจะผิดไหม _ปรารถนาจน กราบเรียนถามพ่อท่านว่า เวลาข้าวหรืออาหารเหลือ จะโยนลงบุ่งให้ปลากิน จะกลายเป็นไปยุ่งกับสัตว์มั้ยคะ หรือควรทิ้งเอาไปทำปุ๋ย ให้เป็นอาหารจุลินทรีย์ (ซึ่งก็สัตว์เหมือนกัน) ให้เป็นอาหารเลี้ยงพีชะจะดีกว่าคะ แต่ถ้าเราโยนข้าวให้ปลาในบุ่ง แต่ไม่ได้ไปยึดไปรักไปห่วงมัน ไม่ได้ให้ทุกวัน ให้เพราะข้าวเหลือ จะทิ้งก็เสียดาย ถือว่าทำทานทั่วไปโดยจะกลายเป็นเพิ่มความเกี่ยวข้องกับสัตว์ปะคะ พ่อครูว่า...ยอมใช้ชื่อ ปรารถนาจนแล้วหรือ? ละเลียดไป คนละเลียดจะช้า ไม่ตัดสินใจทำอะไรเสียที ในจักรวาล ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วก็มี พีชะ แล้วก็มีจิต แล้วมีสัตว์และมนุษย์อยู่ในนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องมี relative กันตลอดเวลา มันไม่ตัดขาดกันไปได้หรอกถ้าเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้แล้วแยกแยะให้มาศึกษาว่า อันนี้มันเป็นอุตุ อุตุมันเป็นพลังงานธรรมดาธรรมชาติของดินน้ำไฟลม มันก็เกิดเกี่ยวข้องกันสังเคราะห์สังขารกันเป็นพลังงาน เป็นพลังงานทางฟิสิกส์ พอมาเป็นชีวะเป็น Bio มันก็เป็น พีชะบ้าง สัตว์บ้าง พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็แยกแยะให้ชัดเจนแล้วถ้าเข้าใจแล้วเราก็จะศึกษาจิตวิญญาณที่เป็นธาตรู้นี้ ถ้าจิตวิญญาณมีปัญญามีตัวรู้ ถ้าเผื่อมีธาตุรู้อย่างนี้แล้วเราจะเข้าใจมีรายละเอียดอย่างนี้ อาตมาอธิบายไปในรายละเอียดมากมายว่าพลังงานในระดับ พีชะ มันเป็นพลังงานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ไม่มีบาปไม่มีบุญ เป็นพลังงานที่เป็นชีวะแล้ว พลังงานที่เป็นพลังงานอย่างนี้ในคนทำให้มีอย่างนี้ มันก็จะเป็นคนที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์เป็นคนที่ไม่มีบาปไม่มีบุญ พระอรหันต์ขึ้นไป (ไมค์ดังไป) ก็จะสามารถรู้จักพลังงานนี้ สามารถรู้จักพลังงานที่เป็น พีชะ ในจิตคนมีพลังงานที่สูงที่สามารถเรีย

อ่านต่อ

นรู้พลังงานของจิตได้ แล้วก็จัดการเรียกว่าทำใจในใจ จัดการทำใจในใจของตนเองให้พลังงานจิต โดยมีความรู้ความสามารถเรียกว่ามี วสวัตตี เป็นผู้ที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ก็จะทำให้จิตใจตัวเองมีความเป็นพีชะ เป็นจิตใจที่ไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว จิตใจของผู้ที่ไม่สุขไม่ทุกข์แล้วจะมีปัญญา คนไม่สุขไม่ทุกข์เป็นคนที่มีความรู้รายละเอียดลึกซึ้งมากสูงสุดเป็นโลกุตระ เรียกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ ผู้ที่มาศึกษาทุกข์ที่เป็นเหตุที่ทำให้คนทำเลวทำชั่ว คนที่รู้จักตัวเหตุที่ทำให้ทุกข์ มีความทุกข์ต้องหาเหตุที่มันทำให้ทุกข์ ฆ่าเหตุได้ก็จบ นี่เป็นสุดยอดของจิตวิญญาณมนุษย์ ศาสนาพุทธจึงเอาทุกข์มาเป็นฐานของคนเจริญเรียกว่าเป็นทุกข์อริยสัจ เป็นความจริงของคนเจริญคนที่เป็นอาริยะ มาเรียนตรงนี้ มาเรียนตรงทุกข์นี้ หาเหตุแห่งทุกข์แล้วดับเหตุแห่งทุกข์ได้ก็จบ พอจบแล้วไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ก็รู้จักว่าทางนี้บาปหรือทางนี้บุญ จนเสร็จ ทำบาปดับหมดแล้ว บาปไม่มีอีกแล้วในตน ทำกิริยาไม่เกิดบาปอีกแล้วทำกรรมกิริยาก็เกิดแต่กุศลอย่างเดียวไม่มีอกุศลเกิดอีก เป็นคนจบเรียกว่าสัพพปาปัสสะอกระนัง กุสลัสสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง พระอรหันต์ทุกองค์ปฏิบัติได้ตรงนี้แล้วก็ถือว่า เสร็จไป คนที่ได้อย่างนี้แล้วก็เป็นคนในโลกอีก จะอยู่อีกสืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นโพธิสัตว์สืบทอดไปอีกก็ดี ไม่สืบทอดชีวิตนี้คุณตายแล้วก็จะจบสลายธาตุเป็นอุตุ ก็มีความสามารถสลายจิตให้เป็นอุตุได้ ไม่จับตัวเป็นจิตนิยามอีกต่อไป ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่เป็นเจ้าของจิตวิญญาณ จะให้เกิดหรือ จะสลายจิตวิญญาณตัวเองไปเลย 0 ได้ ไม่มีพระเจ้ามาอยู่เหนือหัว ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้ามาอยู่เหนือหัว เป็นเจ้าของวิญญาณเอง จัดการให้จิตวิญญาณอยู่หรือเกิดหรือตายเอง จึงชัดเจนว่า อ้อ พระเจ้าจริงๆนี้เป็นของสมมุติ นึกว่าท่านเองเป็นผู้บังคับ แล้วผู้ที่รู้จักความจริงของจิตวิญญาณที่เป็นทาสจิตวิญญาณแท้อันเป็นเทวะ ตีเทวะไม่แตกรูปนามนี้ตีไม่แตกแยกไม่ออกโดยเฉพาะความสุขความทุกข์ โดยเฉพาะโลกียะกับโลกุตระ สองอย่างนี้เข้าใจไม่ได้ จึงจมอยู่กับโลกียะ เป็นโลกุตระไม่ได้ จึงจมอยู่กับสุข ต้องการสุขต้องมีสุข ทุกข์ไม่เอา ซึ่งความทุกข์กับความสุขนั้นมันแยกไม่ได้ มีความทุกข์คุณก็ต้องมีความสุข ศาสนาพุทธจึงชัดเจนไม่มีเทวะ ตีเทวะทิ้งสุขไม่มีทุกข์ไม่มีที่มันทั้งคู่ จึงกลายเป็นคนไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อรหันต์ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เป็นคนไม่มีเทวะ อเทวะ นี่คือสัจจะที่อาตมาพยายามอาศัยพยัญชนะต่างๆมาขยายความให้ฟัง

นิมนต์ดื่มน้ำ คุณปรารถนาจนถามมามันก็ละเลียดเกินไป เอาตามพอสมควร ไม่ต้องกังวลมากเกินไปหรอกมันมากไป จะโยนข้าวใส่น้ำ อาหารที่เหลือใส่น้ำให้ปลากินบ้างหรือจะไปโยนใส่ดิน ก็ไม่ต้องละเอียดละเลียดไปถึงปานนั้น เอาสิ่งที่มันปฏิบัติที่จะปฏิบัติตัวเองในศีลทีละคู่ เป็นเทวะ อันนี้เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับสัตว์พวกนี้มันละเอียดมันละเลียดมากเกินไป เราเอง อาตมาก็เคยพูดว่าสัตว์มันทำอย่างไร สัตว์มันก็อยู่ในโลกของสัตว์ ไปตามยถากรรม คุณโยนเศษอาหารลงในน้ำ สัตว์น้ำมันก็กินเป็นอาหาร เอามาทิ้งบนบก แบคทีเรียต่างๆอยู่บนบก มันก็รับไปบ้าง หรือไม่ก็เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารของพืชไป เป็นอาหารของดินไป เป็นอาหารของแบคทีเรีย มันก็เป็นไปตามของมัน จบ มันก็จบแล้วคุณไม่ต้องคิดต่ออะไรมันมากนักหรอก มันมากไปละเอียดไป คนที่ละเอียดจนกระทั่งต้องรู้มุมทุกอย่างให้จบเสียก่อนถึงจะยอมปฏิบัติธรรม เหมือนกับคนที่ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษเข้าถึงขั้วหัวใจเลยจะตายไม่ตายแหล่อยู่นี่ เขามีแต่คนที่เขาจะถอนลูกศรออกจากตัวเองให้ก่อนเดี๋ยวจะตายเสีย ก็ยังไม่ยอมให้ถอนยังตายไม่ได้ก็จะต้องรู้จักก่อนว่าคนที่ยิงมันชื่ออะไรมันมาจองเวรจองกรรม ทำไมเอาลูกศรทำด้วยไม้อะไรเอายาพิษอะไรมาอาบ จะต้องให้รู้ก่อน คุณก็ ซี้ก่อน คุณตายก่อนที่จะได้เรียนรู้ปฏิบัติก่อน มันไม่ถูกมันผิดขั้นตอนมันไม่ถูกเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายที่ควรจะทำมันมากไป นี่ก็ให้ความรู้ 620619_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 54

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน