สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ_อาหารของวิชชา) ตอน อาหารของวิชชา(ตัณหาสูตร).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข30 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

อาหารของวิชชา(ตัณหาสูตร) ตามอวิชชาสูตร น่าจะได้พูดกันยาวพอสมควร แต่ขอขยายที่มูลสูตร 10ก่อน ข้อ 1 ว่ามีฉันทะเป็นมูลกา มีความยินดีเป็นรากเค้า 2 มีมนสิการเป็นแดนเกิด สัมภวะ มนสิการคือทำใจในใจ หรือต้องทำ มนสิการอย่างโยนิโส คือการทำใจในใจให้ถ่องแท้ แยบคาย ให้ถูกต้องให้ลงไปถึงที่เกิดเลย โดยการปฏิบัติต้องมี ผัสสะเป็นเหตุเกิด (เหตุเกิดในการปฏิบัติไม่ใช่เหตุคือตัณหาในอาริยสัจ4) เมื่อไม่มีผัสสะ ก็ไม่มีเวทนา ไม่มีเวทนาก็ไม่มีฐานในการปฏิบัติ เรียกว่ากรรมฐาน ศาสนาพุทธมีเวทนาเป็นกรรมฐานอย่างเดียว ไม่ใช่เอาดินน้ำไฟลมเป็นกรรมฐาน กรรมฐาน 40 เป็นเรื่องนอกรีตของศาสนาพุทธ แต่เวทนา 108 ที่เป็นกรรมฐานแท้เขาไม่เรียนกันแล้ว นี่คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ ไม่พูดเนื้อสาระแท้ แต่พูดนอกที่อาจารย์อื่นบัญญัติไม่ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ไปเอากรรมฐาน 40 ที่มีดินน้ำไฟลม อะไรนั่นที่เป็นของพระพุทธโฆษาจารย์รวบรวมมา ในตัณหาสูตร ๑. การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของ.. การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง ๒. การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของ.. ความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) ๓. ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ.. การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) ๔. การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ . ๕. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น)..เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ ๖. การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ.. ทุจริต ๓ (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) ๗. ทุจริต ๓ เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ ๕ ๘. นิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของ.. อวิชชา ๙. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๒)

ถ้าโลกไหนไม่มีสัตบุรุษ หรือแม้มี ท่านก็บอกไม่ได้ ที่บอกไม่ได้นี่โบ

อ่านต่อ

ราณาจารย์ถึงได้รวบรวมไว้ ในโลหิจสูตร โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ ๒ คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๕๘) พระพุทธเจ้า บอกให้ผู้ที่จะบอกได้ต้องเป็นผู้ที่บรรลุธรรม ถ้าไม่บรรลุธรรมแล้วก็จะบอกไม่ได้ เพราะถ้าขืนบอกแล้วในสิ่งที่ไม่มีจริงในตนก็ปาราชิก แต่แม้คุณจะมีจริง คุณได้บรรลุธรรมนั้นจริง คุณบอก..ท่านก็ให้ระมัดระวังอย่าไปบอกกับ พาลชน หรือคนไม่รู้เรื่อง อนุปสัมบัน บอกคนไม่เดียงสา หลอกเด็กมันก็หลอกได้ ต้องบอกกับคนที่พอรู้เรื่อง รับได้ ไม่ใช่บอกกับคนที่จะหลอกเขาได้ คนนี้บอกเขาแล้ว เขาก็จะตัดสินเองว่าถูกหรือไม่ อันนี้เป็นอุปสัมบัน แต่เขาไปแปลอุปสัมบันว่าผู้ที่บวชแล้ว อาตมาขอยืนยันว่า ผู้ที่ผ่านพิธีบวชแล้วไม่รู้เรื่องมีอีกเยอะ แต่ฆราวาสที่ไม่ได้ผ่านการบวชแต่รู้ธรรมะที่อาตมาพูดนี้เยอะ แม้จะเป็นนักบวชที่ผ่านพิธีกรรมหรือไม่ผ่านก็ตาม แต่มีภูมิธรรมที่พอฟังธรรมได้เข้าใจ เราก็ต้องอธิบายให้ฟัง ...ก็ระมัดระวังตรงนี้เอง อาตมาไปในหมู่ชนไหนที่เขาฟังธรรมไม่รู้เรื่องอาตมาก็ไม่พูด อาตมาพูดไปแล้วมันเป็นอาบัติปาจิตตีย์ พูดแล้วเขาไม่รู้เรื่องก็อย่าพูดดีกว่า แต่ถ้าพูดแล้วคนฟังรู้เรื่องอย่างพวกคุณ ถ้าทุกวันนี้ มีคนฟังเกิน 5 คน 10 คน อาตมาก็พูด พูดอย่างเต็มใจพอใจยินดีจะพูด เหนื่อยก็ยังพูดได้ แม้เหนื่อยมากก็พัก ไอบ้างก็ต้องพูด ก็เป็นเรื่องดี อาตมาไม่มีงานอื่นที่สำคัญเท่างานนี้ งานนี้นี่สุดยอด อาตมาได้เลือกแล้ว ในมูลสูตรของพระพุทธเจ้าท่านสรุปไว้เลยว่า ถ้าคุณไม่ยินดีก็ยาก สองคุณยินดีแล้วก็ต้องทำใจในใจ มนสิการ แล้วรู้ว่ามนสิการทำตรงไหน ก็ตรงนั้นคือแดนเกิดแดนตาย กิเลสเกิดตรงไหนต้องทำให้กิเกลสตายตรงนั้นตรงหทยรูป ต้องรู้อาการ 32 มันจะมีองค์ประชุมตรงไหน มันไม่มีที่อยู่หรอก คุณสามารถสัมผัสได้รู้ได้ ตากระทบรูป เป็นภาวะ ตรงภาวรูป นี่แหละคือหทยรูป จะปรากฏ หทยรูป ภาวรูป ต้องมีปสาทรูปกับโคจรรูป ปสาทรูปคือ ต้องมีประสาทตาหูจมูกลิ้นกายใจ ดำเนินการทำงานเรียกว่าโคจระ ถ้ามันไม่ดำเนินการทำงาน มันอยู่เฉย ตาเฉยๆตาลอย หูไม่รับเสียง จมูกไม่รับกลิ่น ดีไม่ดี อุตริไปปิด ตาหูจมูกลิ้นกาย ปิดให้อยู่แต่ในใจคือมิจฉาทิฏฐิ 100% ของการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า รู้ภาวรูป หทยรูป ก็ต้องรู้ชีวิตของกิเลส ชีวิตรูป อาการมันมีน้อยมากมีอินทรีย์พละอย่างไร เราจนมันไม่มีชีวิต ดับได้ แล้วก็จะได้รู้ที่มาที่อาศัยของอาหารรูป มีตั้งแต่ กวิฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร กวิฬิงการาหารก็มี ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ซ้อนในนั้น ในนั้นก็มี เจตนา หรือตัณหาเป็น มโนสัญเจตนาหารที่ต้องจัดการ แล้วทำอย่างมีปริเฉทรูป ตัดรอบไปตามลำดับ ไม่ใช่ไปทำทีเดียวทั้งหมด แล้วทำให้ว่างไปตามลำดับ หมดชีวิตของกิเลสหมดเครื่องอาศัยของกิเลส จนสำเร็จ ปริเฉทรูป ก็จะสำเร็จ วิญญัติ ซึ่งมีวิญญัติรูปของกายวิญญัติ เป็นวิญญัติของจิต เรียกว่า วจีสังขาร ออกมาข้างนอกเป็นกายวิญญัติวจีวิญญัติ วิการรูป มีลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา และมีกายวิญญัติ วจีวิญญัติ รวมเป็นวิการรูป 5 สุดท้าย ลักขณรูป 4 รูปทั้งหมดจบด้วย อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า..พ่อครูอธิบายรูป 28 ที่เกิดตรงแดนเกิด หทยรูป รู้ภาวรูป 2 ทำอิตถีภาวะออกไปตามลำดับให้อินทรีย์มันอ่อนลงๆ กำจัดอาหารของมันแล้วแบ่งทำไปตามลำดับ ดูในวิการรูปและลักขณรูป พ่อครูว่า...รูป 28 มีมหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูปอีก 24 ถ้าสัมผัสอะไรแล้วรู้จักภาวะพวกนี้ ทำให้จิตของคุณจัดการได้ จัดการสำเร็จถึงขั้นที่ 9 อุปาทายรูป ขั้นที่ 10 วิการรูป5 และลักขณรูป 4 คุณรู้สัจจะพวกนี้แล้วทำได้ คนบรรลุอรหันต์แล้วจะรู้จักสภาวะลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา จนที่สุดควบคุม ลักขณรูป 4 มันจะเร่ิมเกิดอุปจยะจะให้เกิดหรือไม่ ถ้าไม่ให้มันเกิดก็ไม่มีอะไรต่อ ก็จบ การจบ ของผู้สูงสุดอยู่ที่ลักขณะรูป 2 คืออุปจยะหรือสันตติ สันตติคืออมตบุคคลสามารถควบคุมให้ลักษณะจิตนี้เกิดหรือไม่เกิด ถ้าให้มันเกิดแล้วให้มันเจริญก็ได้ อนิจจา คือไม่เที่ยงแบบเสื่อมหรือเจริญก็ได้ คนที่ไม่ให้มันเสื่อมให้เจริญได้ในขณะคุณเป็นๆ ถ้าให้มันเกิดก็ให้มันเจริญไม่ให้มันเสื่อม ก็ต้อง เพิ่มทศนิยมของความเจริญ พระอรหันต์ เป็นคนไม่มีบาปไม่มีอกุศล บุญก็ไม่มีแล้วมีแต่กุศล ตัวนี้เที่ยงในการทำให้เจริญถ่ายเดียว กุสลสูปสัมปทา เพราะว่าได้ทำสจิตตปริโยทปนัง ถ้าไม่เพิ่มทศนิยมมันก็เสื่อมจนสูญ ผู้บรรลุอรหันต์แล้วหากไม่ต่อสันตติก็จะชรตาไปตามธรรมชาติ

600423_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ โยนิโสมนสิการคือการทำใจอย่างไร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน