สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สุริยเปยยาล 7) ตอน แสงอรุณก่อนมรรคมีองค์ 8.docx
เนื้อหาในไฟล์
แสงอรุณก่อนมรรคมีองค์ 8 เมื่อมีมิตรดีแล้ว จะมีศีล มีศีลคือคนรู้จักปฏิบัติศีลอย่างสัมมาทิฏฐิ ศีล สามารถขจัดขัดเกลากิเลสเป็นอธิจิต ไม่ใช่ว่าศีลปฏิบัติแค่กายกับวาจา แต่ศีลจะขัดเกลาใจให้มีมรรคผลตามลำดับ แล้วมีอธิจิตคือมีปัญญา มีความเฉลียวฉลาด อัญญาที่เป็นโลกุตระ ตามการศึกษาสามของพระพุทธเจ้า แล้วมีวิมุติเป็นผล
ศีล แล้วก็ต้องยินดีในการปฏิบัติว่ามันได้ผลอย่างไร ที่จะเป็นผลเพราะรู้จักอัตตา สงสารคนไม่เรียนอัตตา ไปเข้าใจแต่ปัญญา เขาว่า สัพเพธัมมาอนัตตา คือทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน เขาเอาปรัชญานี้ ไปทำบอกว่าทุกอย่างไม่มีอัตตา แล้วจะไปเรียนทำไมอัตตา ที่จริงแล้วมันมีอัตตา ที่คุณจะต้องขจัดไปตามลำดับให้หมดไป จนไม่มีต่างหาก คืออนัตตา ก็ต้องอย่าเข้าใจผิด ว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวตนก็ไม่ต้องศึกษาอัตตาตัวตนหรอก คุณต้องรู้จักอัตตา คุณมีอัตตามาเก่า ต้องมาล้างอัตตาจึงจะหมดอัตตา เป็นอนัตตา อย่างที่เคยยกตัวอย่าง คนสูบบุหรี่กินเหล้ามาพบอาตมา มาคุยเรื่องอนัตตา เขาว่าสัพเพธัมมาอนัตตา คือทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน แล้วจะเอาตัวตนที่ไหนมาปฏิบัติ อาตมาก็บอกว่า คุณกับอาตมาคนละความเห็น อย่างนี้พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก ก็เลยไม่ต่อความยาว สาวความยืด และเขาก็เป็นฝรั่ง พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยต้องต้องให้รีบไป
ทิฏฐิ เราต้องเข้าใจทิฏฐิ 10 อย่างไม่ประมาท แล้วต้องเข้าใจโยนิโสมนสิการ ถ้าคุณไม่มีโยนิโสมนสิการก่อน ถ้าคุณไม่ทำความเข้าใจโยนิโสมนสิการให้ได้ก่อน ว่าคืออะไร เช่นการปฏิบัติธรรมจะต้องการนั่งสมาธิ โยนิโสมนสิการก็คือทำนั่งสมาธิ ทำฌานทำสมาธิ ถ้าเข้าใจไม่สัมมาทิฏฐิ ก็คือ ไม่มีปรโตโฆษะกับโยนิโสมนสิการ คุณก็เคยได้เรียนรู้มาอีกอย่าง ต่างกับที่อาตมาพูด คุณได้เรียนกับด็อกเตอร์ เปรียญ
อ่านต่อ
ธรรมทางศาสนามา แต่อาตมามาพูดมุมต่างไป คุณก็ตัดสินว่าไม่ใช่ ก็จะไม่ได้เรียนรู้ว่าโยนิโสมนสิการคืออะไร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอวิชชาสูตร หรือสัมมาทิฏฐิ ข้อ 10 ไม่ได้พบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ไม่ใช่คบเล่นๆหัวๆ แต่ต้องคบให้จริง เข้าใกล้ เงี่ยโสตสดับ เมื่อได้ฟังแล้ว จะเกิดความเชื่อถือศรัทธา ว่าไม่เหมือนกับคนอื่นๆพูด ก็ได้ศรัทธาใหม่ที่บริบูรณ์ ก็คือรู้จักการทำโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ การทำใจในใจให้ถ่องแท้แยบคายคืออันนี้เหรอ ต้องมีผัสสะเป็นเหตุ ให้เกิดเวทนา อ่าน กายในกาย เวทนาในเวทนา แล้วรู้เวทนา 2 มีเวทนาเก๊ ที่ไม่ใช่เวทนาแท้ เราก็รู้ว่าเวทนาแท้คืออย่างไร แล้วปฏิบัติล้างเวทนาเก๊ให้หมดไปได้ ทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่งได้ อ่านเวทนา108 อ่านเคหสิตเวทนา 18 ออกได้ ลดละให้เป็นเนกขัมมสิตเวทนา 18 ได้ จนทำอุเบกขาเนกขัมสิตะได้ อย่างนี้ คุณ เข้าใจการทำใจในใจอย่างชัดเจนมีความแตกต่าง ลิงค ว่าอาการอย่างนี้เป็นโลกียะ อาการ กาย เวทนา จิต ธรรม อย่างนี้เป็นโลกุตระ อย่างนี้โลกียะ แล้วทำเนกขัมสิตอุเบกขาบริบูรณ์ได้ จนจบ ส่วนอดีต อนาคต ทำกิเลส 0 ได้บริบูรณ์ ในอวิชชา 8 ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) พ่อครูว่า...คนไม่เข้าใจก็จะงงตรงข้อที่ 7 คือส่วนอดีตกับอนาคตนี้เที่ยงแล้วคือ อดีตเที่ยง อนาคตเที่ยง ปัจจุบันเที่ยง คือกิเลส 0 ทำทุกปัจจุบันกิเลส 0 จนอดีตเที่ยงแท้ ชี้ได้เลยว่า อนาคตก็ต้องกิเลส 0 นี่คือสัจจะที่ลึกซึ้ง ถ้าอาตมาไม่มาย้ำยืนยันไม่มีใครมาพูดหรอก แล้วว่าทำไมมันถึงได้ต่างกัน ต่างกันตรงความเที่ยง แล้วเที่ยงอย่างไรก็คือผลของศาสนาเที่ยงอย่างไม่เป็นอื่น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นจุดสมบูรณ์ที่เอาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้ นัตถิอุปมา จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องมีสุริยเปยยาล 7 ก่อน หรือในปัญญาวุฑฒิ 4 1. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) 2. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) 3. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 248) ต้องมีโยนิโสมนสิการ และเงื่อนไขหลักต้องพบสัตบุรุษ หากไม่พบก็ได้ฟังแต่อสัทธรรม คือธรรมะที่ไม่ถูกตรง ในอวิชชาสูตร คุณจะต้อง พบมิตรดี สหายดี สัตบุรุษก่อน จึงได้ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ถึงได้ศรัทธาบริบูรณ์ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61) เป็นอิทัปปจยตา ร้อยเรียงกันไป ท่านถึงสรุปที่ มูลสูตร 10 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) จะต้องยินดี เป็นมูลกา จึงปฏิบัติมนสิการได้อย่างถูกต้อง ถูกที่ 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ตั้งแต่สามารถรู้มหาภูตรูป 4 มีโคจรรูป 5 ทำงานร่วมกัน กับตัวที่ 6 คือ จิต ปัญญา ญาณ ก็เกิดรู้ ภาวรูป 2 ที่หทยรูป แล้วก็เรียนต่อ ดูที่เป็นชีวิตรูป การมีชีวิตรูปของอะไรก็ของตัวกิเลส กิเลสพวกนี้มีอาหารอะไร ใน กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณหาร ก็ต้องเรียนรู้โดยมีปริเฉทรูป ตัดขอบเขต ตามศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ถ้าละเมิดมหาศีลก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เอาง่ายๆว่า วัดไหนจุดธูปเทียนก็ไม่ใช่วัดของพุทธแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร ว่าต่อไปศาสนาพุทธจะเสื่อมไปบูชาไฟ จนเกือบจะไม่เหลือแล้ว ก็จะมีเหลือบางท่านที่พอเข้าใจ แต่ท่านก็ยังไม่แกล้วกล้าอาจหาญยืนยันว่า ที่กระแสหลักทำกันเรียนกันเป็นเรื่องหลักอย่างสำคัญ ส่วนใหญ่ เกือบหมดมันผิดท่านไม่กล้าหรอก มีอาตมามาพูดนี่ เขาถึงบอกว่าจะบ้าหรือเปล่า โพธิรักษ์มันเก่งมาจากไหน ถูกคนเดียว ก็อาจารย์อื่นๆ สืบทอดมาเป็นหลายร้อยปี ก็ไม่รู้ว่าผิดเพี้ยนไปตอนไหน มาถึงตอนนี้มันเป็นมาก ก็ขอพูดตรงๆ แม้ในมูลสูตร ทั้ง 10 นี้เป็นต้นเค้าหมดเลย 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) ปฏิบัติธรรมต้องมีผัสสะเป็นเหตุในการปฏิบัติ ไม่ใช่สมุทัยของอาริยสัจ 4 นะ 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) เป็นปากทางโดยมีสติเป็นอธิปไตย 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58) ผู้มีความเป็นอมตะ ทำความตายความเกิดได้สำเร็จ จะเกิดหรือจะตายท่านก็ทำได้ ท่านจะตาย มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน ท่านสิ้นลมหายใจไปเมื่อใดก็สุญญตนิพพาน อปณิหิตตนิพพาน อนิมิตตนิพพาน ตัดสันตติ จบ เลิกแยกทาง ไม่เหลืออัตภาพของท่านในมหาจักรวาลนี้อีกเลย
มูลสูตรทั้ง 10 ข้อเป็นตัวหลักเลย ทุกวันนี้ประชากรคนไทยมี 95% เป็นพุทธ เขามีฉันทะเป็นมูลไหม? โดยเฉพาะศาสนาพุทธที่เป็นมิตรแท้เป็นอาริยะ เขาสนใจกันกี่เปอร์เซนต์กัน ก็ไม่มีฉันทะ เพราะฉะนั้นเขาจะไม่รู้มนสิการเป็นแดนเกิดอย่างไร หทยรูปเป็นอย่างไร เขาจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย แม้แต่รูป 28 อุปาทยรูป 24 เขาจะไม่รู้หรือไม่เน้น เขาเน้นแต่จิตเจตสิก ส่วนรูปเขาไม่เข้าใจ แต่รูปเป็นของหยาบ ไม่รู้ก่อน แต่จะไปเรียนรู้เจตสิกเลย มันไม่เป็นลำดับ ล้มเหลวในความเป็นอัศจรรย์ของธรรมะพระพุทธเจ้า สมาธิที่จะเป็นตัวปากทาง เป็นประมุข ที่จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิได้ สมาธิคือทำให้จิตมีกิเลสลด เรียกว่ามีฌาน เป็นไฟเผาราคะ โทสะ โมหะได้ แล้วสั่งสมตกผลึกตั้งมั่นเป็นสมาธิ แต่เขาก็ว่าให้ไปนั่งสมาธิจึงจะเกิด ฌาน ทั้งที่ฌานคือไฟเผากิเลส แต่มันสับสนไปหมด ศีลเป็นสะเก็ด สมาธิเป็นเปลือก ปัญญาเป็นกระพี้ วิมุติเป็นแก่น ส่วนใบดอกผลคือโลกธรรม 8 ศีลที่เป็นสะเก็ดเขาก็ไม่ได้แล้ว สมาธิก็หนีเข้าป่าไปนั่งสมาธิ ปัญญาก็ได้แต่ตรรกะ วิมุติที่เป็นแก่นยิ่งไม่มี ก็ได้แต่วิมุติหยวกกล้วย 600424_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มีสุริยเปยยาลให้เข้าถึงรูปนาม