สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน โยนิโสมนสิการคือการทำใจอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
โยนิโสมนสิการคือการทำใจอย่างไร วันนี้ตั้งใจจะรวบรวมคำว่าโยนิโสมนสิการมาพูด สำคัญอย่างไรกับการปฏิบัติธรรม
อาตมาขอแปล โยนิโสมนสิการ ต้นๆ คือการปฏิบัติธรรมที่มีผลถึงใจ มีผลเป็นปรมัตธรรม มีผลเปลี่ยนแปลงจิตใจได้ หรือเข้าขั้นอภิสังขาร อภิสังขารมี 3 อย่าง ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ขอขยายความอภิสังขาร 3 นี้ก่อน เพราะว่าแม้แต่ผู้รู้ทุกวันนี้ก็เข้าใจผิด ปุญญาภิสังขารคือการทำใจในใจ มนสิการ คือทำใจในใจให้ ชำระกิเลส กิเลสละหน่ายคลาย อภิสังขารคือสังขารโดยมีความรู้ความสามารถ เกิดบุญทำให้กิเลสลดได้ อปุญญาภิสังขาร คือจัดการทำใจในใจ สังขารถึงขั้นไม่ต้องชำระกิเลสแล้ว คืออปุญญะไม่ต้องมีบุญหมดบุญ ไม่เป็นบุญก็เป็นกุศล ไม่ใช่เป็นบาป เพราะได้ชำระบาปหรืออกุศลหมดไปแล้ว ปุญญะก็ไม่ต้องทำแล้ว สังขารเมื่อใดก็เป็นกุสลสูปสัมปทา เพราะได้ชำระกิเลสหมดจดแล้ว สจิตตปริโยทปนัง อเนญชาภิสังขารคือสั่งสมคุณสมบัติของจิตเป็นอุเบกขา5 เป็นจิตที่สั่งสมความตกผลึกตั้งมั่นแข็งแรง เก่งในการทำงานสัมผัสกับเหตุปัจจัยของโลกเป็นมุทุภูตธาตุรู้เร็วไว ปรับได้ไว กัมมัญญา เป็นจิตที่สามารถทำกรรมการงานได้ดีขึ้น เจริญด้วยกรรม จิตยิ่งปภัสสรา ไปเรื่อยๆ คือมี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ยิ่งขึ้น คือ ปภัสสรา วิธีทำใจที่มิจฉาทิฎฐิคือการนั่งหลับตาทำสมาธิ คือวิธีการทำแบบสะกดจิตภายในใจ ไม่มีการวิจัยธรรมไม่รู้โลกวิทู ไม่รู้กระทบสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ให้มีการพิจารณากายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิตธรรมในธรรม อาจแปลตามพยัญชนะได้ แต่ไม่รู้ลักษณะแท้ว่า อาการกายคืออย่างไร กายคืออาการของรูปกับนาม เรียกว่าอาการ กาย ธรรมะสองอย่างต้องมีภายนอกกับภายใน กายกับจิตก็สองอย่าง กายที่หมายถึงภายนอก กับกายที่หมายถึงภายใน
อ่านต่อ
หรือจิต หรือเวทนาเป็นอาการของจิตเจตสิก เวทนาก็ต้องมีเวทนานอก(หยาบ)กับเวทนาใน (ละเอียด) แม้ที่สุดศึกษาเวนาจริงกับเวทนาเก๊ เวทนาจริงคือทุกคนที่ตาหูจมูกลิ้นกายเมื่อประสาทสัมผัสไม่บกพร่องก็จะรับรู้สึกเหมือนกันหมด เห็นกระทบรูปมะระลูกนี้ ลายๆ ทุกคนมีประสาทตากระทบรูปก็เห็นเหมือนกันหมด แต่ความรู้สึกซ้อนจากการเห็นมะระลูกนี้ คนหนึ่งบอกว่าสวยน่ากิน อีกคนหนึ่งบอกว่า น่าเกลียด ต่างกันไปได้นานาสารพัด สิ่งที่เห็นต่างกัน สิ่งนั้นแหละคืออุปาทานของแต่ละคน เป็นความเห็นของแต่ละคน ชอบหรือชัง พระพุทธเจ้าให้เรียนเวทนาเก๊ แล้วจัดการ ให้เหลือเวทนาจริง สัจจะมีหนึ่งเดียว สองไม่มี สองที่มีคือเก๊ ใครไม่รู้จักอาการของเวทนา แล้วทำเวทนา 2 ให้เป็น 1 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.๑๐ ข.๖๐ ถ้าทำไม่ได้คนนั้นไม่มีทางปฏิบัติธรรมได้ประสบผลสำเร็จ นี่คือโยนิโสมนสิการ แต่ทุกวันนี้ผู้รู้แปลว่าการพิจารณาในใจอย่างแยบคายซึ่งไม่พอ ต้องแปลถึงการทำใจหยั่งลงถึงที่เกิดกิเลส แล้วทำกิเลสให้ดับลงไปได้ นี่คือโยนิโสมนสิการ ทุกวันนี้มาแปลภาษาไม่ถูกไม่ครบถ้วนจึงไม่ปฏิบัติให้ได้ผล ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิได้มี 2 คือ 1 ปรโตโฆษะ 2 โยนิโสมนสิการ (พตฎ.เล่ม ๑๒ ข้อ ๔๙๗) ผู้ที่จะมีสัมมาทิฏฐิได้ จะต้องฟังคนอื่น ทำความเข้าใจตามคนอื่นได้ ถ้าคุณไม่ฟังคนอื่นเลย เอาแต่ความรู้ความเห็นของตนเอง อย่างไร แล้วคุณก็เห็นของคุณอย่างนั้น ไม่ฟังคนอื่น คุณจะไม่มีโอกาสทำใจในใจได้อย่างถูกแท้ เพราะอะไร เพราะว่า ถ้าคุณมีความรู้จริง รู้แจ้ง ปฏิบัติได้ถูกแล้ว คุณไม่ต้องฟังคนอื่น ไม่ต้องมีปรโตโฆษะแล้ว คุณโยนิโสมนสิการ ทำใจถึงที่เกิด ปฏิบัติได้อยู่แล้วนั้นคุณมีสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็ไม่ต้องฟังคนอื่น แต่ถ้าคุณเอง คุณยังไม่รู้เลยว่า สัมมาทิฏฐิหรือไม่ คุณก็ต้องฟังคนอื่นบ้าง เพื่อเปรียบเทียบ ถ้าคุณสัมมาทิฏฐิ เปรียบเทียบกับคนอื่นที่ไม่เหมือนคุณก็จะได้ชัดเจนขึ้น... สรุปก็คือคุณต้องฟัง แต่ถ้าคุณมิจฉาทิฏฐิ แล้วไม่ฟังคนอื่นเลยจะเป็นอย่างไร ก็ซวยไปตลอดกาล ไม่มีวันจะได้ สัมมาทิฏฐิ แต่ถ้ามีสัมมาทิฏฐิอยู่แล้วก็จะมีตัวเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น จะได้ยืนยันความเป็นสัมมาทิฏฐิ การไม่เอาของคนอื่นมาเปรียบ แล้วปักมั่นว่าของตนถูกๆๆ ไม่ศึกษาของคนอื่นเลย คนนี้ยึดมั่นถือมั่นในความเห็นของตน แม้จะฟังคนอื่นก็เหมือนอาบน้ำกลัวเปียก แล้วจะได้อาบน้ำไหม ก็ไม่ได้อาบเพราะกลัวเปียก ถ้าฟังคนอื่นอย่างอาบน้ำกลัวเปียก ฟังอย่างเสียไม่ได้ ก็ไม่มีวันได้เพิ่มเติม ต้องฟังอย่างไม่กลัวเปียกน้ำคือฟังให้เข้าใจ อาตมาฟังคนอื่นอย่างพิจารณาแต่คนอื่นฟังอาตมาอย่างอาบน้ำกลัวเปียก ยิ่งผู้รู้คนที่เขาเชื่อถือมีหลักฐานอ้างอิงอย่างนั้นอย่างนี้ เขายิ่งฟังอาตมาอย่างอาบน้ำกลัวเปียก แล้วถามว่าไหนมีใบรับรองหรือไม่? พวกคุณก็ต้องไปเอาใบรับรองมา แล้วเขาจะคิดว่า ลูกศิษย์ถูกอาจารย์หลอกอีก
ทิฏฐิ 2 ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิคือ
ผู้ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 จะต้องถึงพร้อมด้วย แสงอรุณ 7 ตัวที่ 7 คือโยนิโสมนสิการ มันจะต้องสัมพันธ์กันหมดทั้ง 7 ถึงโยนิโสได้ ไม่อย่างนั้นไม่ลงถึงที่เกิด 1.มิตรดี มิตรดีคือสัตบุรุษ พระพุทธเจ้า หรือผู้มี dna ของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เป็นผู้ที่มีความรู้สึกต้องของพระพุทธเจ้า ไม่เป็นมิตรดี มิตรดีคือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้มาก่อน ศาสนาพุทธจะต้อง สาวกภูมิ ต้องมีผู้รู้มาก่อน รู้เองไม่ได้ ต้องฟังจากคนอื่น ถ้ารู้เองตรัสรู้เองโดยชอบคือพระพุทธเจ้า แม้อาตมารู้เองไม่ได้ ก็ได้นิดหน่อยคือสยังอภิญญาไม่ใช่สยัมภู 2. เข้าถึงศีลสัมปทา เช่นถือศีล 5 คือบรรลุ เช่นคุณถือศีลข้อ1 กาย วาจา ไม่ฆ่า แต่ใจคิดอยากทำร้าย อยากเอาสัตว์มาเป็นอาหารก็ยังไม่ถึงศีล คุณมีแต่กายกรรม วจีกรรม แต่ใจคุณยังอยากทำร้ายคนอื่นไม่หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย ถ้าคุณเอามากินก็เพื่อประโยชน์ตนเอง คนอื่นเขาไม่ได้ประโยขน์นะ 3. ฉันทะ คือความยินดี ถ้ายังเบื่อหน่ายอยู่ก็คือไม่ยินดี ต้องไม่มีเบื่อเลยก็จะยินดี ฉันทะสัมปทา อย่างพวกคุณมานั่งฟังอยู่ได้ นั่นคือคุณยินดี หากคุณไม่ยินดีก็ไม่เอาแล้ว ไปทำอย่างอื่นดีกว่า อันนี้นานๆฟังที 4. อัตตสัมปทา คือเข้าถึงความเป็นอัตตา หากคุณไม่เข้าถึงความเข้าใจอัตตา ในแสงอรุณที่ต้องเรียนรู้ว่าอัตตาเป็นเช่นนี้ ถ้าบอกว่า พระพุทธเจ้าบอกอัตตาไม่มี สัพเพธัมมาอนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตนแล้วเอาอะไรมาศึกษา อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร อันนี้หมายถึงคุณต้องเข้าใจอัตตา (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย สมณะฟ้าไทว่า...ชาตินี้พ่อครูก็เป็นสัตบุรุษสอนเรา ไม่รู้ว่าท่านจะอยู่กับเราไปนานแค่ไหน แต่เราก็ยินดีฟังธรรมจากท่าน ท่านยินดีสอนเรากับเรายินดีฟังท่าน อันไหนมากกว่ากัน พ่อครูยินดีมากกว่า พ่อครูว่า...บางคนยินดีหน่อยเดียวหรือครึ่งหนึ่ง หรือเต็มร้อย ถ้าไม่ขยันผมตายไปนานแล้ว แม้ไม่ค่อยก้าวหน้ามีมวลคนฟังเพิ่มขึ้น ระดมคน จัดงานเข้าค่ายก็มี 20-30 คน ครั้งที่เท่าไหร่แล้วนี่...18 แล้ว จัดไปถึง 180 ดูสิจะมากถึง 20-30 ไหม อัตตา นี้คือข้อ4ในสุริยเปยยาลสูตร 5. ทิฏฐิ ต้องทำความเข้าใจโดยปริยายว่า อย่างนี้ๆ มิตรดี ศีล ฉันทะเป็นอย่างนี้ อัตตาเป็นอย่างนี้ทิฏฐิต้องมา เมื่อเข้าใจแล้วก็อย่าประมาท เห็นแล้วอย่างนี้ก็อย่าประมาท 6. คือความไม่ประมาทอันนี้รวมกัน ทั้ง 6 อันรวมกัน จึงเป็นอันที่ 7 โยนิโสมนสิการ มรรคมีองค์8 เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ ผู้จะเห็นพระอาทิตย์ได้ก็ต้องเห็นแสงอรุณก่อน ต้องมีมิตรดีมาบอกว่าต้องทำใจในใจ เป็นอย่างไร แล้วทำใจในใจตามศีลที่เป็นลำดับ ไม่ใช่เอาศีล 10 เลย ก็ไม่ได้ ต้องทำเป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายจนเกิดผล แล้วจะเห็นดี ยินดี จะเห็นผลเพราะเข้าถึงอัตตาในตัวเรา รู้โอฬาริกอัตตา ต้องละให้ได้ก่อน แล้วค่อยๆลดมา จากโอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ไปตามลำดับ แล้วเกิด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ จากปฏิบัติ ธัมมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มรรคมีองค์ 8 เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 จะเกิดสัมมาทิฏฐิหมุนเวียนเป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ชัดเจนมาก เป็นความรู้ความเห็นความเข้าใจที่สูงขึ้น มีพลัง จนถึงผล เต็มกำลังคือปัญญาพละ องค์ธรรมของการเกิดปัญญาไม่ใช่เฉกะหรือตักกะ แต่ปัญญาจะเกิดต้องอาศัยองค์ธรรม 6 จึงเรียกว่าปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัยนั้นเรียกว่าสัญญา พวกขบคิดนึกเอาไม่ใช่ปัญญา เป็นการทำงานอย่างปฏิสัมพัทธ์กันขององค์ทั้ง 6
จากคำว่าโยนิโมนสิการแล้ว ก็มีในปัญญาวุฑฒิ4 ๑. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) . ๒. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) ๓. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) . . ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม ๒๑ ข้อ ๒๔๘) มีการคบสัตบุรุษ ซึ่งในอวิชชาสูตร ก็มี ๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . ๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ ๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ ๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา ๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ๖. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต ๗. สุจริต๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน๔ บริบูรณ์ ๘. สติปัฏฐาน๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ . ๙. โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑)
กลับไปที่ ปัญญาวุฑฒิ4 ๑. สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักคบบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) . ๒. สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) ๓. โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) . . ๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) (พตปฎ. เล่ม ๒๑ ข้อ ๒๔๘) ถ้าไม่ได้พบกับสัตบุรุษไม่ได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษ ก็ไม่รู้จัก สัทธรรม จะรู้จักแต่อสัทธรรม คือผู้รู้ธรรมะอย่างไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิไม่เป็น โยนิโสมนสิการไม่ถูก ก็มีแต่ อธัมมานุธัมมปฏิปัตติ สัตบุรุษจึงสำคัญมาก ใครจะรู้ว่าคนนี้เป็นสัตบุรุษ มันยากนะ ในศาสนาพุทธซวยจริงในเมืองไทยที่ ใครอย่าบอกนะว่า ใครบรรลุธรรมเป็นสัตบุรุษ ถ้าใครบอกว่าตนเองบรรลุธรรมเป็นสัตบุรุษ ผู้รู้ท่านว่าคือไม่เป็นสัตบุรุษ ก็เลยต้องเดาเอา ก็เลยไปได้แต่สัตบุรุษเดาๆเอา มันต้องเป็นคนฉลาดจริง มีภูมิปัญญาสัมมาทิฏฐิจริงๆ ถึงจะเดาได้ ทีนี้สรุป อาตมาประกาศว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษ แล้วคนก็ไปเชื่อคนที่เขาบอกว่าเป็นสัตบุรุษมาเก่า ที่ไม่ใช่สัตบุรุษ หลงเชื่อว่าคนไม่ใช่สัตบุรุษผู้นี้เป็นสัตบุรุษ อธิบายมาก่อน เมื่อสัตบุรุษตัวจริงมาอธิบายก็ย่อมไม่ตรงกับที่เขาอธิบายมาก่อน คนก็ได้เชื่ออสัตบุรุษนั้นไปแล้ว เมืองไทยเลยซวย อสัตบุรุษประกาศอย่างไรเขาก็เชื่ออสัตบุรุษไปแล้ว ซึ่งได้ขึ้นทำเนียบไปแล้ว ก็เป็นความซวยของประเทศไทย
600423_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ โยนิโสมนสิการคือการทำใจอย่างไร