สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พ่อครูคือผู้มีสยังอภิญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ่อครูคือผู้มีสยังอภิญญา อาตมาทำมา 47 ปีนี้ไม่น้อยนะ คนอายุ 47 ปีนี้ มีหลานได้แล้วบางคน เป็นตา เป็นยาย ได้แล้ว ไม่ใช่น้อยๆ แต่อาตมาบรรยายไปแล้ว รู้สึกว่า วงการศาสนาไม่ค่อยกระเตื้อง โดยเฉพาะศาสนาพุทธกระแสหลัก อาตมาพูดมา 47 ปี พยายามเข็นครกขึ้นเขา แต่ครกไม่กระดิกสักนิด เขาก็จะอยู่อย่างนั้นไม่ให้ใครมาขยับได้หรอก จะยึดมั่นถือมั่น เหมือนเสาพะเนียด เพราะคนไทยเมืองไทยกว่า 95% ของเมืองไทยนับถือศาสนาพุทธ แล้วจะมาเอาใจใส่ฟังธรรม เท่าไหร่ ต้องขอขอบคุณพวกเรา ถ้าไม่มีพวกเราอาตมาก็เด๋อมากเลยนะ พวกคุณรักษาหน้าอาตมาไว้มากเลย ผู้ที่รู้จักว่าอะไรเป็นสาระผู้นั้นเป็นผู้มีสาระ ผู้ใดรู้จักอะไรเป็นแก่นสารผู้นั้นเป็นคนมีแก่นสาร ยืนยันได้ ถ้าอาตมาเป็นคนนำธรรมะผิดมาพูด ไม่มีใครรับฟัง หรือมาแค่นี้ ถ้าอาตมามีธรรมะผิด เท่ากับอาตมาพิสูจน์ความเป็นประเทศไทย ว่าเข้าใจธรรมะถูกในเปอร์เซนต์ที่สูง ประเทศไทยถ้าเข้าใจธรรมะถูกมาตลอด ประเทศไทยก็น่าจะเจริญทางธรรมะ เพราะมีคนนับถือถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของประชากร แต่ทุกวันนี้ไม่ได้กล่าวตำหนิโดยไม่มีความผิด เพราะศาสนาพุทธทุกวันนี้โดยกระแสหลักส่วนใหญ่ไม่มีศีล ไปถือแต่วินัย 227 ส่วนฆราวาส ถือศีลก็ยังพูดถึง ศีล 5 ศีล 8 กัน แต่มหาศีลนี้เขาไม่มี ถ้ามหาศีลนั้นเขามีการละเมิดมากเท่าใด นั่นคือความเป็นศาสนาพุทธก็มีน้อยเท่านั้น ถ้าอาตมาไม่มาเกิด จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลก็คงไม่ฟื้น ศีลผิดเพี้ยนไปแล้ว สมาธิก็เป็นแต่การสะกดจิตหลับตาไม่เป็นสัมมาสมาธิ ปัญญาก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ อาตมาขยายปัญญาว่า จิตต้องเกิดความเฉลียวฉลาด ชนิด อัญญะ หรืออัญญา แล้วขยายเป็นปัญญา ปัญญาต้องเกิดจากองค์ 6 ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิแล้วปัญญาจะโผล่เอง ไม่ใช่ แบบนั้นคือเจโตสมาธิ ต้องรู้สักกายะ อ่านจิตได้ ว่าอัน
อ่านต่อ
ไหนคือกิเลส ตัณหา อุปาทาน พ้นวิจิกิจฉา แล้วมีหลักเกณฑ์คือศีลพรต ที่ทำให้กิเลสหมดได้ลดได้ ไม่ใช่เอาแค่รู้ แต่ปรามาส ไม่ปฏิบัติให้เกิดผลจริง พ้นสังโยชน์ 3 นี่คือปัญญาจะเกิดจากการปฏิบัติลดกิเลสได้ ไม่ใช่ไปเกิดสัญญา ตอนนั่งสมาธิแล้วรู้ในภพ อันนั้นเป็นสัญญาไม่ใช่ปัญญา แต่เขาเข้าใจสัญญาว่าคือปัญญา อาตมามากอบกู้สิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากศาสนาพุทธไปมากแล้ว ใครจะว่าอวดตัวอวดดีก็ไม่มีปัญหา เพราะอาตมาไม่มีสาเฐยจิตพวกนี้ คืออวดดี หรืออยากว่าคนอื่น อาตมาอ่าน อาการ ลิงค นิมิต ในจิตตนได้ อาตมาอ่านแล้วว่าอาการพวกนี้ไม่มีในจิตอาตมา มีแต่มโนสัญเจตนาที่เป็นวิภวตัณหา ไม่มีจิตลบหลู่ดูแคลน หรือเบ่งข่มหลงตนแต่อย่างใด อาตมาไม่มีกิเลสพวกนี้ ที่อาตมาพูดนี้เป็นการอวดอุตริมนุสธรรม บอกด้วยความจริงของตน แล้วที่ฟังนี่ก็เป็นอุปสัมบัน อาตมาไม่ได้ทำผิดอะไรในพระวินัยเลย ก็ขอท้าวความถึงสุริยเปยยาลสูตรทั้ง 7 [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . พ่อครูว่า ต้องพบสัตบุรุษที่แท้จริงให้ได้ ดีไม่ดี ก็ไม่รู้ว่าเราเจอพระพุทธเจ้าแล้วเหมือนกามนิตหนุ่ม ต้องพบมิตรดีก่อน ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) คำว่า สยังอภิญญาต่างกับปัจเจก ...ตรงที่ว่าเมื่อคุณเอง ปฏิบัติธรรมเกิดผล รู้ผลได้ด้วยตนเอง ท่านบอกว่าปัจจัตตัง เป็นเบื้องต้นของมรรคผล คุณเกิด ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิ เมื่อได้ปัจจัตตังแล้ว จากการคบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ผู้มีปัจเจกติดตัวมาข้ามชาติเรียก สยังอภิญญา แต่ผู้ที่มีภูมิเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เรียกว่า สยัมภู
ผู้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน ข้อที่ 10 ของสัมมาทิฏฐินี้ อาตมาก็ว่า ครึ่งหนึ่งของสมณะโคดมแล้ว ศาสนาพุทธจะเสื่อม เพราะว่าบุรุษทั้งหลายมิจฉาทิฏฐิ ก็จะมี สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา ขึ้นมาประกาศอธิบายโลกนี้โลกหน้า อยังโลโก ปโรโลโก หรือโลกที่มีอัญญธาตุ คนนี้ต้องเป็นผู้สยังอภิญญา จะมาปรากฏแล้วจะขยายความโลกนี้โลกหน้า ได้เกิดการรู้ยิ่งได้แจ่มแจ้ง ให้ชาวโลกได้รับทราบ คนๆนี้อาตมาก็มารู้ทีหลังว่า คืออาตมาเอง พูดโดยไม่มีสาเฐยจิต แต่พูดอย่างวิชาการ ถ้าอาตมามาอธิบาย ธรรมะตามความเห็นอาตมา แต่ปรากฏว่ามีคนฟังที่เข้าใจได้ แล้วเอาไปปฏิบัติมีมรรคผลได้ เกิดพฤติกรรมสังคมชุมชนที่มีสาธารณโภคี มีชีวิตอยู่ด้วย 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) . . 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.22 ข. 282-283) แม้แต่ผู้รู้คณะใหญ่ ที่ท่านเห็นแย้งก็ยังมาเห็นว่าที่อาตมาอธิบายนี้ถูก พูดอย่างไม่อาย ประกาศตนว่าสนใจธรรมะแบบนี้ไม่อาย อย่างโน้นก็เข้าใจ แต่อันนี้มีมรรคผล แสดงว่าอาตมาไม่ได้ล้มเหลวเลย แต่แน่นอน มันมีคนจำนวนน้อยที่รับรู้ได้ แล้วเอาไปปฏิบัติ เพราะสังคมกว่าครึ่งพุทธกัปป์ของศาสนาพุทธของพระสมณโคดม อาตมาก็ถึงอุ่นใจว่า อาตมาทำงานไม่เป็นหมันไม่สูญเปล่า มีผู้รับได้มีมรรคมีผล แล้วมันก็มีประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะสังคมไทย ที่มีผู้นับถือศาสนาพุทธกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เพราะคนที่ศึกษาแสวงหาจุดสำคัญที่มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ จริงมีอยู่ แม้คนฟังธรรมะอาตมาเข้าใจได้ เห็นดีว่าถูก แต่ประกาศตัวไม่ได้ เพราะอัตตาตัวเองปิดกั้นไว้ไม่ให้เผยตัว ก็เลยไม่กล้าเปิดเผยอันนี้ อาตมาเคยได้ยินมาตามสายลมว่า เป็นผู้มีทุนทางสังคมทางศาสนาด้วย เขาบอกว่า ธรรมะทุกวันนี้ พุทธศาสนาทุกวันนี้มีแต่ชาวอโศกเท่านั้นแหละที่ทำได้อย่างมีมรรคผล นอกนั้นไม่เหลือหรอก
600424_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มีสุริยเปยยาลให้เข้าถึงรูปนาม