12. ภาคผนวก ข มีต.ย(180461).pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.08 MB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

ภาคผนวก ข คู่มือบันทึกอาหารบริโภค ส าหรับงานวิจัย เรื่อง ผลของการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ต่อการเปลี่ยนแปลง ระดับน าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 78 อาหารเป็นหนึ่งในโลก คู่มือบันทึกอาหารบริโภคส าหรับงานวิจัย เรื่อง ผลของการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ต่อการเปลี่ยนแปลง ระดับน าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จัดท าโดย นางสาวอรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ – สกุล ............................................................... เบอร์โทร ..................................... ที่อยู่………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………. ค่าระดับน าตาลในเลือดสะสม (HbA1C) ก่อนเริ่มวิจัย ....................% หลังระยะเวลาวิจัย (20 ตุลาคม2560-12 มกราคม2561) ................ % 79 รูปแบบการรับประทานอาหารปรับสมดุล เน้นการสร้างสมดุลให้ร่างกาย ไม่เย็นเกิน ไม่ร้อนเกิน มีลักษณะอาหารปรับสมดุลคือ ไม่มีเนื้อสัตว์ ไร้สารพิษ ปรุงรสเล็กน้อยเท่าที่พลังชีวิตเต็ม จัดสัดส่วนของอาหารกลุ่มเย็นและร้อนให้สมดุล รับประทานตามล าดับของการย่อยง่ายและเคี้ยวให้ละเอียด พืชผักและอาหารฤทธิ์เย็น กลุ่มผลไม้ ได้แก่ กล้วยน้ าว้า แก้วมังกร กระท้อน ชมพู่ สับปะรด ส้มโอ พุทรา แคนตาลูป แตงโม มังคุด ลางสาด มะม่วงดิบ มะยม สาลี่ มะดัน สตรอเบอรี่ สมอไทย มะละกอห่าม ส้มเช้ง เชอรี่ เป็นต้น กลุ่มผัก ได้แก่ ผักบุ้ง ผักกาดหอม อ่อมแซบ(เบญจรงค์) ผักกาดขาว หัวไชเท้า กวางตุ้ง บัวบก สายบัว วอเตอร์เครส ถั่วงอก ผักหวาน ต าลึง แค ฟักทองอ่อน

อ่านต่อ

ยอด/ ดอกฟักทอง บวบ ฟัก แฟง แตงต่าง ๆ กะหล่ าดอก บร็อกเคอรี่ ใบมะยมใบทองหลาง ใบมะขาม ใบมะกอก ใบชะมวง เป็นต้น กลุ่มคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ วุ้นเส้น เส้นขาว (ใส่เคมีเป็นพิษ ไม่ใส่เคมีเป็นฤทธิ์เย็น) ข้าวจ้าวขาว ข้าวจ้าวซ้อมมือ ข้าวจ้าวกล้อง (ข้าวสีเหลือง) กลุ่มโปรตีน ได้แก่ ถั่วขาว เขียว เหลือง ลันเตา โซเลย์ขาว ลูกเดือย เห็ดฟาง/นางฟ้า/ หูหนู/ขอนขาว/ลม พืชผักและอาหารฤทธิ์ร้อน กลุ่มผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน ขนุน เงาะ ล าไย ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง กล้วยหอม กล้วยไข่ ลองกอง เสาวรส เป็นต้น กลุ่มผัก ได้แก่ ผักรสเผ็ด กลิ่นฉุน เครื่องเทศ ผักโขม คะน้า กะหล่ าปลี แครอท ฟักทองแก่ ถั่วฝักยาว ถั่วพู สะตอ สาหร่าย หน่อไม้ ผักที่มีฤทธิ์ร้อนมาก ผู้ป่วยที่มีภาวะร้อนเกินควรหลีกเลี่ยงคือ ข่าแก่ กุ้ยช่าย และพริกไทย กลุ่มคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ ข้าวเหนียว ข้าวสีแดง ข้าวสีด า เผือก มัน กลอย ข้าวอาร์ซี ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ กลุ่มโปรตีน ได้แก่ ถั่วด า ถั่วลิสง ถั่งแดง เนื้อนม ไข่ เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดโคน เห็ดก่อ เห็ดไค เห็ดผึ้ง กลุ่มไขมัน ได้แก่ เมล็ดธัญพืช งา มะพร้าว น้ ามันสกัดเย็น น้ ามันสกัดร้อน หมายเหตุ คนในเมืองหนาว ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เกาหลีเป็นต้น คนที่แข็งแรงหรือหายป่วย ส่วนใหญ่จะใช้อาหารที่ให้ความร้อนหรือพลังงานค่อนข้างสูง เช่นข้าวอาร์ซี ข้าวสาลี เผือก มัน ข้าวด า ข้าวนิล ถั่วด า ถั่วแดง งาด าส้มเขียวหวาน ฝรั่ง สาหร่าย แครอทบีทรูท คะน้า ฟักทองแก่ ถั่วฝักยาวเป็นต้น เมื่อกินอาหารเหล่านี้เขาจะรู้สึกอุ่นสบาย โรคภัยไข้เจ็บก็จะทุเลาเบาบางหรือหายไป 80 วิธีแยกแยะฤทธิ์เย็นฤทธิ์ร้อนของพืชผัก มีหลักการแยก ●เย็น>>ไป>>●ร้อน ดังนี้ 1. ชิม รสชาติจากเย็น ไป ร้อน เริ่มจาก รสจืด อ่อน ฝาด >>>ขม ซ่า เผ็ด ร้อน แต่ถ้าขมเล็กน้อย เป็น ร้อนดับร้อน 2. ดู จากเย็น ไป ร้อน 2.1 สีอ่อน>>เข้ม ได้แก่ : สีใส>ขาว>เขียว >เหลือง>ส้ม>แดง>ม่วง>ด าเช่นเมล็ดข้าวสาร เรียงจากเย็นไปร้อน ได้แก่ : ข้าวจ้าวขาว>ข้าวซ้อมมือ>ข้าวกล้อง>ข้าวไรซ์เบอรรี่>ข้าวนิล 2.2 เนื้อของผัก หลวม ๆ ชุ่มน้ า>>>แน่น 3. ดม จาก เย็น ไป ร้อน กลิ่นอ่อน >>>กลิ่นฉุน แรง 4. ดื่ม กินพืชผักใดๆ แล้วดื่มน้ าตาม ถ้ารู้สึกว่ารสชาติของน้ าจืดชืด=เย็น ถ้ารสของน้ าอร่อย สดชื่น พืชผักนั้น=ร้อน ตารางปริมาณเครื่องปรุงที่พอเหมาะตามความต้องการของร่างกาย เกลือ 1 ช้อนชา/วัน น้ าตาล 5 ช้อนชา/วัน ไขมัน 4 ช้อนชา/สัปดาห์ พริก 4-5 เม็ด/สัปดาห์ การรับประทานอาหารตามล าดับ เป็นการกินอาหารตามล าดับจากการย่อยง่ายไปสู่ยาก และตามล าดับการคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกาย ควรกินดังนี้ 1. ดื่มสมุนไพรปรับสมดุล เช่น น้ าเขียว (คลอโรฟิลล์ สด จากธรรมชาติ) วิธีการดื่ม วันละ 2-3 ครั้ง ก่อนอาหาร 2. กินผลไม้ ถ้ารสเปรี้ยวนั้นไม่เสียวฟัน ให้กินก่อนผลไม้หวาน แต่ถ้ากินเปรี้ยวแล้วเสียวฟัน ให้งดเสีย ส่วนผลไม้หวานให้กินเพียงเล็กน้อย แค่พอสบายตัว และมีก าลัง 3. กินผักสด หรือผ่านไฟอาจกินเป็นสลัดผัก ย า ห่อใบเมี่ยง ส้มต าน้ าพริกหรือ กับข้าวอื่น ๆ 4. กินข้าวเปล่าโรยเกลือ หรือ กินข้าวพร้อมกับข้าวต่าง ๆ 5. ถั่วเขียวต้ม อาจใส่เกลือ หรือน้ าตาลเล็กน้อย (ต้มพอสุกไม่เปื่อย ใช้ไฟกลาง ๆ หรือถั่วหลากพันธุ์ที่ถูกกับสภาพร่างกาย) 6. กินแกงจืด/แกงอ่อม /แกงเลียง/น้ าซุป/น้ าแกงอื่น ๆ ที่รสไม่จัด 81 การเคี ยวอาหาร วิธีเคี้ยวอาหารได้แบ่งเป็น 3 วิธีคือ 1. เคี้ยวให้ละเอียดจนกลายเป็นน้ าโดยใช้ 80 ถึง 100 ครั้งต่อค า ถ้ารู้สึกอยากจะกลืนให้ใช้ลิ้นตวัดกลับมาแล้วเคี้ยวจนกลายเป็นน้ าเหมาะส าหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่นมะเร็ง 2. เคี้ยวให้ละเอียดพอประมาณโดยเคี้ยวประมาณ 50 ถึง 80 ครั้งต่อค าเหมาะส าหรับผู้รักสุขภาพ 3. เคี้ยว 4-5 ครั้งต่อค าแล้วกลืนจะท าลายสุขภาพไม่ควรปฏิบัติ การรับประทานอาหารปริมาณพอเหมาะ มีวิธีคือให้สังเกตความต้องการของร่างกายโดยสังเกตอาการของร่างกายถ้ารับประทานอาหารได้พอเหมาะจะรู้สึกว่ามีก าลังสบายตัวแต่ถ้ารับประทานอาหารมากเกินไปมักมีอาการไม่สบายปวดเมื่อยตามร่างกายรู้สึกหนักตัว ง่วงนอนอื่น ๆ ให้หยุดรับประทานอาหารเนื่องจากพลังงานส่วนเกินจะเผาหรือท าลายเซลล์เนื้อเยื่อ สารอาหารบางส่วนก็จะสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายท าให้เกิดโรคต่างๆได้เช่นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในหลอดเลือดสูงเป็นต้น 82 เมนูอาหาร แกงเลียงมะระหวาน วิธีท าวิธีท า 1. น าผักไปล้างให้สะอาด แล้วน ามาหั่นชิ้นเล็กๆ ต าลึงเด็ดใบพักไว้ 2. โขลกพริกไทยกับหัวหอมแดงให้ละเอียด พักไว้ 3. น าน้ าใส่หม้อตั้งไฟกลาง พอเดือดใส่มะระหวาน ข้าวโพด เห็ดนางฟ้า ตามพอเดือดอีกครั้งใส่ฟักทองลงไป พอสุกทั่วดีแล้ว ปรุงด้วยเกลือชิมรสแล้วใส่ผักต าลึง คนให้ทั่ว ปิดไฟ 4. ตักใส่ถ้วยเสิรฟ์ หมายเหตุ ในหลัก"แพทย์วิถีธรรม" ได้ระบุไว้ว่า พริกไทย ข่าแก่ และกุยช่าย จะเป็นตัว ที่ร้อนมากผู้ป่วยหรือผู้ที่มีภาวะร้อนควรงดเพราะจะยิ่งท าให้ร้อนเกินและไม่สบายมาก 83 ซุปธัญพืช(ผักไชยา) วิธีท า 1. น าผักไชยามาล้างให้สะอาด หั่นเล็กๆ แยกก้านกับใบ พักไว้ 2. กระทะใส่น้ าตั้งไฟกลาง พอเดือดใส่ก้านผักไชยาลงไปก่อน เมื่อใกล้สุกใส่ใบตามลงไป พอสุกทั่วแล้วปิดไฟ 3. น าไปใส่เครื่องปั่น พร้อมด้วยน้ านมธัญพืช ปั่นจนละเอียด แล้วเทใส่หม้อตั้งไฟกลางพอร้อนทั่ว ปรุงด้วยเกลือเล็กน้อย 4. ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ หมายเหตุ ถ้าไม่มีผักไชยาก็เปลี่ยนเป็นผักชนิดอื่นเช่น ต าลึง ผักบุ้ง กวางตุ้ง ผักหวานบ้านหรือผักหวานป่าก็ได้ค่ะ 84 เครื่องดื่มปรับสมดุลน านมธัญพืช เครื่องปรุง 1. ถั่วโชเล่1 ส่วน (ฤทธิ์เย็น) 2. ถั่วเขียว 1 ส่วน 3. ถั่วขาว 1 ส่วน 4. ถั่วลันเตา 1 ส่วน 5. ลูกเดือย 1 ส่วน 6. ถั่วแดง 1 ส่วน (ฤทธิ์ร้อน) 7. ข้าวกล้อง 1 ส่วน 8. น้ า วิธีท า 1. น าถั่วธัญพืชทุกอย่าง และข้าวมาล้างให้สะอาด แช่ค้างคืน 2. จากนั้นน ามาต้มให้สุก แล้วน าไปแช่น้ าคลายความร้อน หรือปล่อยให้เย็น(ส าหรับเครื่องที่ปั่นร้อนไม่ได้) 3. ใส่เครื่องปั่น แล้วปั่นให้ละเอียด 4. เทใส่หม้อ ตั้งไฟกลางอีกครั้ง(คนตลอด) พอร้อนทั่วสักพัก ปิดไฟ 5. ตักใส่แก้วเสิร์ฟ (ปรุงด้วยเกลือหรือน้ าตาล) หมายเหตุ 1. ถั่วที่จะใช้ มี1-2 อย่างก็ใช้ได้ 2. ใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารต่างๆได้ หรือท าน้ าสลัด 3. การเก็บใส่ในตู้เย็นได้ประมาณ 1 อาทิตย์ (หรือจะแช่แข็งก็ได้) 4. ท่านจะได้รับโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเหมาะกับทุกเพศทุกวัยแม้แต่เด็กทารก 85 อาจารย์หมอเขียวบอกว่า "น้ านมธัญพืชเป็นนมที่ดีที่สุดในโลก" 5. แต่ถ้าให้ทารกดื่มไม่ต้องปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ าตาลเพราะน้ านมธัญพืชมีรสกลมกล่อมอยู่แล้วในตัว 86 แบบบันทึกอาหารบริโภคใน 1 วัน ครั้งที่ 1/36 วันที่ ..............เดือน.......................... พ.ศ. ..................... ค าชี้แจง ขอให้ท่านบันทึกรายการอาหารและปริมาณอาหารที่รับประทานในช่องว่างที่ตรงกับการปฏิบัติจริงของท่านมากที่สุดในแต่ละมื้อสัปดาห์ละ 3 วันคือ เลือกวันท าการ 2 วันและวันเสาร์หรือวันอาทิตย์อีก 1 วัน ( จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ) มื้ออาหาร ชื่ออาหาร ส่วนประกอบ ของอาหาร ปริมาณ (ทัพพี,ช้อนกินข้าว,ช้อนชา) มื้อเช้า เวลา..........................น. สถานที่ .................................... มื้อสาย เวลา.........................น. สถานที่ ................................... มื้อเที่ยง เวลา..........................น. สถานที่ ..................................... มื้อบ่าย เวลา........................น. สถานที่ ................................. มื้อเย็น เวลา.......................น. สถานที่ ................................ 87 แบบบันทึกระดับน าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ค าชี แจง แบบบันทึกนี้มีไว้เพื่อบันทึกผลเลือดของผู้ป่วยเบาหวานระหว่างการด าเนินการวิจัย บันทึกวันเดิมในแต่ละสัปดาห์ ( เจาะเลือดในช่วงเวลาเช้า หลังอดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ) วันที่ตรวจ เวลา ระดับน้ าตาล FBS (mg/dl) 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. ค่าระดับน าตาลในเลือดสะสม ( HbA1C ) ก่อนเริ่มวิจัย ..................% หลังระยะเวลาวิจัย .............................% 88 89 90 91

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน