ผู้จะบรรลุอรหันต์จะต้องได้ _อรูปฌาน 4_ หรือไม่.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.51 KB
วันที่แก้ไข10 กุมภาพันธ์ 2564

เนื้อหาในไฟล์

ผู้จะบรรลุอรหันต์จะต้องได้ "อรูปฌาน 4" หรือไม่ _Pa Vo (ภา โว) : พ่อท่านเทศน์ว่าการปฏิบัติธรรมให้ใช้แนวทางจรณะ 15 (ซึ่งมีรูปฌาน 4) และวิชชา 9 ขอเรียนถามว่าผู้จะบรรลุอรหันต์จะต้องได้ "อรูปฌาน 4" หรือไม่ครับ พ่อครูว่า…อรหันต์มีอยู่ 2 ระดับ 1. อรหันต์ปัญญาวิมุติ 2. อรหันต์ อุภโตภาควิมุติ เมื่อเริ่มต้นอาสวะหมดสิ้นก็เริ่มนับว่าเป็นอรหันต์ได้เป็นปัญญาวิมุติ อรหันต์ปัญญาวิมุติเป็นผู้หมดอาสวะสิ้น แต่ยังไม่สมบูรณ์หมดสิ้นด้วยอนุสัย อนุสัยกับอาสวะ อาตมาเป็นผู้แยกให้ละเอียด ให้ฟังแล้วศึกษาไปตามลำดับไปเถอะ อาสวะ ท่านเรียนด้วยสังโยชน์ 10 อนุสัย มี 7 สังโยชน์มี 10 สามข้อแรกเหมือนกัน ละไว้ในฐานที่เข้าใจ อนุสัยก็ต้องใช้สังโยชน์ 3 เหมือนกัน สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ถ้าไม่พ้น 3 ข้อนี้อย่าไปพูดถึงอนุสัยเลย สิ้นอวิชชานุสัยไม่ได้ก่อน ต้องสิ้นอวิชชาสวะก่อน จึงจะไปสิ้นอวิชชานุสัย ลำดับของสังโยชน์ 10 เจ็ดข้อหลังไม่เหมือนกันกับลำดับอนุสัย 7 สังโยชน์ 3 ข้อแรกสำคัญมาก ถ้าไม่ผ่าน 3 ข้อแรกอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่มีทางปฏิบัติให้หมดอาสวะอนุสัยได้เลย โดยเฉพาะตั้งแต่ข้อต้นคือ กาย สักกะคือของตน สักกายะคือกาย คือสภาวะ 2 รูปนาม ภายนอกภายใน หรือแยกจิตแยกกายอะไรบ้าง หากอธิบายคัดเฉพาะเรื่องกายก็จะได้เล่มหนึ่งเลย แต่ก็อยู่ในอีกหลายเล่ม คำว่า “กาย” หากไม่ผ่านเบื้องต้น รู้จักสักกายอย่างสัมมาทิฏฐิพอสมควรเลย มันจะลึกลงไปถึงขั้นแยกกายแยกจิต ที่มีวินัยไว้เลยว่าให้อุปัชฌาย์ต้องสอนลูกศิษย์ที่บวชใหม่ รับผิดชอบ เมื่อบวชเสร็จต้องอธิบายขยายความอันนี้ก่อนอื่น ต้องให้แยกกายแยกจิตให้เป็น เพราะการแยกกายแยกจิต นี้ มันจึงจะสามารถรู้สภาวะของ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ได้ ถ้าไม่เข้าใจก

อ่านต่อ

ารแยกจิต ทำจิตไม่ให้เป็นสัตว์ ลดสภาวะที่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นจิต มีปัญญาเข้าใจ ถ้าเป็นสังขารอยู่ก็เป็นแค่ พีชะ ปรุงแต่งกันอยู่ ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ เป็นอย่างนี้ เป็นอนุปาทินกสังขาร สังขารที่ปรุงแต่งกันอยู่ อนุปาทินกสังขาร(สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง) กับอุปาทินกสังขาร (สังขารที่มีวิญญาณครอง) แม้แต่อุตุก็เป็นสังขาร โลหะ วัตถุ ดินน้ำไฟลม มันปรุงแต่งกันอยู่ แม้พลังงานมันก็ปรุงแต่งกันอยู่ แต่มันไม่มีจิตไม่มีวิญญาณมันไม่มีชีวะด้วย แต่มันก็เป็นสังขารรูปในระดับอุตุนิยาม เราอศัยอยู่นี่ มีหินมีดินมีไม้ ส่วนพวกพืชก็จะกลายเป็นอุตุทีหลัง เอาออกมาแล้วตัดลงมาจากต้นมันแล้ว มันก็ไม่เป็นชีวิตแล้ว มันก็ยังเป็นพืชอยู่ แต่ว่ามันหมดชีวะแล้ว มีแต่นับวันเป็นผุยผงเป็นดินน้ำไฟลมไปเท่านั้นเอง มันไม่มีจิตนั่นใช่ และมันไม่มีเวทนากับวิญญาณ พีชนิยาม มีแค่สัญญากับสังขาร ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มีรูป สัญญา สังขาร สามเส้านี่คือพืชหรือธาตุดินน้ำ มหาภูตรูป มี 3 เราอาศัยอันนี้ เพราะเวทนา ไม่มีทุกข์มีสุขมีบาปมีบุญมีกุศลอกุศลต่างๆ เราก็อาศัยอันนี้ ทั้งๆที่เรามีชีวิตเต็มๆอยู่นี้ จิตนิยามเราก็มีอยู่เต็มที่ แต่เราทำให้เป็น อุตุ พีชะ ได้ นี่คือความรู้คำสอนพระพุทธเจ้า ที่เอาธรรมะทั่วไปมาเลยไม่ได้ ต้องเรียนรู้จากสัตบุรุษจริงๆจึงจะเกิดปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ การปฏิบัติธรรมไม่มีผัสสะ ก็ไม่มีเวทนา ไม่มีเวทนาก็ไม่มีวิญญาณจริง เป็นวิญญาณสัมภเวสี วิญญาณล่องลอย ไม่มีที่ตั้ง มันต้องมีที่ตั้งทางตาหูจมูกลิ้นกาย กระทบสัมผัสจริง ทางตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มันต้องมีสติปัฏฐานจริงๆจึงจะมีที่ตั้งให้การปฏิบัติ มีของจริงให้ปฏิบัติ ไม่อย่างนั้นไม่มีของจริงให้ปฏิบัติเลยเป็นการสร้างนิรมาณกายสร้างสภาพ 2 เนรมิตเอาเอง ทุกคนของใครของมันแล้วพูดกันไม่รู้เรื่องกายเป็น กาย 3 นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย อันนี้ก็ยากที่คนจะเข้าใจ 3 กายนี้ สร้างภพชาติของตัวเอง แต่ละคนไม่เห็นส่งคนอื่นนะ อยู่ในภพในภวังค์ของจิตตัวเอง แต่มาทำเป็นมีสัญญาณกันเหมือนคนใบ้ ไม่ได้กระทบเห็นหรอกหรือบางทีก็มีแค่เสียง นอกนั้นได้ครบทั้ง 5 ทวาร แต่สมมุติ รู้จัก จากประเมินประมาณค่าเอาเรียกอุปาทานหมู่ตรงกัน เหมือนเห็นหลวงปู่แหวนนั่งบนเมฆตรงกัน เห็นหลวงปู่สด นั่งบนก้อนเมฆลอยบนท้องฟ้าร่วมกัน เป็นอุปาทานหมู่ เห็นกันเป็นหมื่นคน เหมือนคนเขาสะกดจิตคุณก็เห็นสิ่งที่ปลอมเหมือนกันหมด ฉันใดฉันนั้นเลย มันเป็นของลวงหลอก อุปาทาน อย่างพวกที่เล่นไสยศาสตร์ อาทิเช่น อิทธิปาฏิหาริย์ มันเป็นเรื่องอุปาทานร่วม อุปาทานหมู่กันทั้งนั้นเลย แต่มันเป็นจริงนะ เขาเห็นผีเขาเห็นร่วมกันจริงๆ ไม่ใช่พีชเป็นคนเลยอย่างเช่นหลวงปู่แหวน เขาก็เห็นร่วมกันจริงๆ เห็นเหมือนกันแต่ของใครของมัน เรียกว่ากายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน กายเห็นรูปอย่างเดียวกัน แต่สัญญาข้างในจิตของใครของมัน ต่างกัน กายอย่างศเดียวกัน แต่สัญญาต่างกัน เป็นสัตตาวาส ยังไม่ถูกต้อง ก็ยังงงๆสับสนอยู่อย่างนี้ มันไม่ใช่ความจริง จบที่รูปฌาน 4 ก็ถึงอรหันต์แล้ว หากเอาอรูปฌานก็เอาเพิ่มอีก ความละเอียดละออ พอรูปฌาน จบได้ พอข้างในก็เป็นภพชาติ มีอากาศ สำหรับคนที่หยาบ แต่คนละเอียดก็เข้าไปอีก อย่างท้องฟ้าก็มีเมฆ แต่ถ้าไม่มีเมฆก็เป็นบรรยากาศสีฟ้า มันก็จะออกเป็นสีฟ้า สี Blue ตรงกัน ภาษาไทยเรียกว่าฟ้า สีฟ้า ก็ค่อยๆเป็นไปนะ คุณภาโว อรูปฌานก็มีรายละเอียดอีกเยอะที่จะต้องอธิบายกัน

640210_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาเอกีภาวะประชาธิปไตยโลกุตระ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน