เวทนาของสัตว์ที่กินอาหารน่าอร่อย เป็นอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
เวทนาของสัตว์ที่กินอาหารน่าอร่อย เป็นอย่างไร _เวทนาของสัตว์ที่กินอาหารน่าอร่อย เป็นอย่างไร พ่อครูว่า…ไปถามแทนสัตว์ทำไมเสียเวลา เอาของเราเองดีกว่า อันนี้ตอบเองว่าใช่เลย ถ้าคุณแยกเวทนาในขณะคุณกินอาหาร แยกเวทนาแท้เวทนาเทียมไม่ได้ คุณเหมือนสัตว์เดรัจฉานเป๊ะเลย ซาบซึ้งตรึงใจดีไหม มันเป็นอย่างนั้นจริงๆไม่ใช่อาตมาใส่ความ คนก็เพลินไป บางทีสัตว์มันก็ไม่รู้เรื่องหรอกมันอาจจะรู้สึกบ้างแต่มันจำนน บางทีมันมีอะไรใกล้ๆให้เลือกมันก็เลือกกินเหมือนกันนะ บางอย่างมันไม่ชอบมันไม่กินเลยนะ มันไปหาสิ่งที่ดีกว่านี้มันหาได้มันก็เอา อย่างนี้เป็นต้น นอกจากมันจำนนจริงๆมันทนเอาก็ต้องกิน แต่มันก็พอรู้ สรุปถามมาให้ตอบนี้เข้าทีเดียว ถ้าไม่อ่านเวทนา อาการในขณะที่ทำงานโดยเฉพาะเรื่องกิน เรื่องอื่นๆก็เช่นกันเห็นรูปด้วยตา รับเสียงด้วยหู แยกไม่ออกว่าอันไหน เทียม กับ จริง ต้องรู้จักเวทนาจริง ความจริงตามความเป็นจริงของความรู้สึกในความเป็นจริงนั้น รูปอย่างนี้ก็คือรูป อย่างนี้เรียกมุม อย่างนี้ก็เป็นเหลี่ยมมุมอย่างนี้ กลมหรือไม่ เงาก็เป็นอย่างนั้น สีอย่างนี้ อะไรต่างๆ ในรูป หลากสี ผสมกัน ก็ต้องดูของจริงตามที่เขาทำออกมาอย่างนี้ ส่วนคุณจะชอบไม่ชอบ อันนั้นแหละจะเป็นตัวเก๊ ผลักหรือดูด ตัวเก๊ ไม่ว่ารูปเสียงกลิ่นรสเหมือนกัน ต้องค่อยๆศึกษา ฟังดูก็อาจจะเข้าใจได้แต่เวลาปฏิบัติไม่ง่าย เราจะรู้ว่าเรายังติดยังชอบอันนี้ยังเก๊นะ รู้แยกออก เรายังมีชอบมีชังรู้นะ รู้ผีหลอก รู้มายา หลอกตัวเอง โง่ๆๆ จะเข้าใจเลย ว่าอ้อ..เรานี่ยังโง่ ถ้าเข้าใจตามที่อาตมาอธิบายแยกแยะทุกมุมเหลี่ยม คุณก็จะมีมุมที่จะรู้จักตัดสินได้เร็วขึ้น จะไวขึ้น จะบรรลุอรหันต์ได้ ตั้งใจ พระพุทธเจ้าสอนจะได้ปัญญาจะต้องหมั่นเข้าไปถามให้ท่านอธิบาย แล้วก็ฟัง ถ้ารู้ว่าใ
อ่านต่อ
ครเป็นพระพุทธเจ้าใครเป็นสัตบุรุษ แต่ก่อนไม่รู้ แต่พอรู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าคนก็จะละอายที่ไม่ดีคุณเคยละลาบละล้วง คุณจะละอายมีเกรงกลัว มี 4 คำคือ 1. ละอายอย่างแรงกล้า 2. เกรงกลัวอย่างแรงกล้า 3. จะรักอย่างแรงกล้า 4. จะเคารพอย่างแรงกล้า ซึ่ง 4 คำนี้จะต้องขยายความ ความจริง ก็พอเข้าใจได้ใช่ไหม ละอายอย่างหนึ่ง กลัวอย่างหนึ่ง รักอย่างหนึ่ง เคารพอย่างหนึ่ง มันไม่เหมือนกันนะ ไม่เชื่อเขาลบหลู่มารบกวนกันนานเลยนะลูกค้าเยอะ อย่างแรงกล้าทั้งนั้นเลย มีคำว่า “ติปภัง” คือแรงกล้า อย่างนี้เป็นต้น อย่างเช่นพูดให้ชัดเจน อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ บรรลุเอง เป็นสยังอภิญญา คนที่เขาไม่เชื่อเขาลบหลู่มานาน แล้วเขาก็เป็นผู้รู้ด้วยนะ มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะกว่าเรา ยอมรับนับถือกันเยอะ แต่เขาไปรู้สึกเมื่อใดก็แล้วแต่ โอ้โห ดีไม่ดี รู้สึกตรงที่ว่าเคยละลาบละล้วง เคยว่า เคยปรามาส เคยดูถูกด้วย เขาจะรู้สึกละอายไหม ...ละอาย เพราะเขารู้ถึงความจริงแล้วว่าเป็นสิ่งที่น่าละอาย จะละอายจริงๆ มันเป็นความ ลึกซึ้ง นึกว่าตัวเองจะรู้สึก เป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าตรัส มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าคุณไม่ได้ทำไว้ก็ไม่ต้องละอายมาก แต่คุณก็จะรู้สึกตัวเหมือนกันว่า โถ! เราเองอยู่กับท่านมานานไม่ได้ปรามาสอะไร แต่ยังรู้ว่าท่านเป็นโพธิสัตว์ ท่านเป็นสัตบุรุษ ท่านเป็นพระพุทธเจ้า โธ่! เราเอ๋ย ก็จะรู้สึกว่าตัวเองโง่ โง่ ใช่ไหม อะไรจะโง่ ไม่เข้าเรื่อง เพราะฉะนั้นคำว่า หิริโอตตัปปะ อันนี้ของท่านใช้ หิโรตัปปัง เลยนะ ที่ท่านแปลในปัญญา 8 ท่านใช้หิโรตัปปัง หิรินี้ละอาย แต่โอตตัปปะนี้แรงกว่า เกรงกลัว ในสัทธรรม 7 มีหิริโอตตัปปะ บางคน แค่หิริก็เลิกได้ แต่บางคนต้องกลัว หากบางคนมีหิริโอตตัปปะมาก แค่นิดเดียวก็กลัวแล้ว แต่บางคนต้องแรงมากถึงจะกลัว ต้องแรงมาก โอตตัปปะมาก ต้องกลัว อย่างนี้น่ากลัว ต้องทีหลัง มาซาบซึ้งทีหลัง อย่างนี้เป็นต้น
640210_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาเอกีภาวะประชาธิปไตยโลกุตระ