ตอบปัญหาเอกีภาวะประชาธิปไตยโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตอบปัญหาเอกีภาวะประชาธิปไตยโลกุตระ _หายโง่(สิริมา ศรสุวรรณ) : ขอโอกาสฝากคำถามพ่อครูดังนี้ค่ะ..กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพ...กรุณาอธิบายพฤติบทของ “เอกีภาวะ” ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบพุทธ...ในระบอบเผด็จการ..ในระบอบคอมมิวนิสต์..จะยกตัวอย่างองค์กรชาวอโศกก็ได้ค่ะ..กราบขอบพระคุณค่ะ… พ่อครูว่า…คำว่า “เอกีภาวะ” แปลก่อน คือ ภาวะเป็นหนึ่ง เป็นปึกแผ่นรวมกันเป็นหนึ่ง เริ่มต้นจาก ไม่ทะเลาะกัน อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านเรียงลำดับไว้ ไม่ทะเลาะกันอยู่สงบ แต่อาจจะไม่สามัคคีทีเดียว ขนาดลงไปถึงสามัคคี อาตมาก็ให้นิยามว่า สามัคคีคือ ความขัดแย้งอันพอเหมาะ ถ้าเป็น เอกีภาวะก็คือ ความขัดแย้งก็น้อยลงจนไม่มีความขัดแย้งกัน ก็จะมีมวลที่เป็นหนึ่ง เป็นอรหันต์ สัจจะมีหนึ่งเดียวมากขึ้นๆ ความขัดแย้งก็น้อยลงๆ แม้แต่อรหันต์ ก็ยังมีความต่างกันบ้าง สำหรับผู้ที่เป็นอรหันต์ที่ยังไม่เก่งอะไรก็จะมี ถ้าเป็นพระอรหันต์ที่สูงขึ้นก็จะรู้ว่าคนนี้ยังมีเศษจุกจิก แต่เขาก็รู้แกนของความสงบแล้วความเป็นเอกีภาวะ ความเป็นหนึ่งแล้ว อย่างพวกเรานี้อยู่กันอย่างรู้จักแกนของเอกีภาวะได้ดี ทีนี้ ของประชาธิปไตย กับของเผด็จการกับคอมมิวนิสต์ ของเผด็จการ เป็นหนึ่ง ข้าคนเดียว ข้าใหญ่คนเดียว เหมือนอย่างโดนัล ทรัมป์ แสดงบทบาทเด่นที่สุดเลย จะเอาตัวเองเป็นหลัก แต่ก็ต้องพึ่งพาผู้อื่นอยู่บ้างเท่านั้นเอง แต่เขาไม่ชอบใจใครก็เอาออกหมดเลย เอาอำนาจบาตรใหญ่เลย ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นเท่าใด ตามใจตัวเอง จึงเป็นความเห็นของตัวเองผู้เดียว เผด็จการ ส่วนรองลงมาเป็นคอมมิวนิสต์ ก็เห็นว่าผู้เดียวมันไม่ไหวหรอก อย่างนี้มันก็แย่สิ ขึ้นกับคนคนเดียวมันไม่ดี เอาหลายๆคนเป็นหมู่ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นก็ตั้งกฎระเบียบขึ้นมาเป็นพลังหมู่ ตั้
อ่านต่อ
งกฎระเบียบต้องอย่างนี้เป็นหลัก เพราะฉะนั้นหมู่ทุกคนก็ต้องเอาระเบียบกฎเกณฑ์ เอากฎหมายเป็นตัวถือว่าใครจะผิดเพี้ยนไป แม้ว่าจิตของคนจะไม่สงบหรอก คนต้องเอากฎหมายเป็นหลัก คอมมิวนิสต์ก็จะเคร่งกฎหมาย เป็นคณาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์ เป็นพลังของคณะแต่ละคณะจะใหญ่จะเล็กขนาดไหนก็ของเขา คนอื่นไม่เอามาพิจารณา ให้สิทธิของคนกลุ่มเดียว ก็ดีขึ้นกว่าเผด็จการ ส่วนประชาธิปไตยนั้น ทุกคนมีความเสมอภาคที่จะแสดงความเห็นได้ทั่วกัน แล้วพิจารณารายละเอียดเข้ามา ถ้ากลุ่มสังคมไหน ประเทศไหน มีจิตที่เหนือกว่าคณาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์ ต่างต้องเอาความรัก 10 มิติของอาตมาไปทำความเข้าใจให้ดีๆ อนุโลมปฏิโลมและคุณจะต้องมีคุณงามความดี เข้าใจคุณงามความดี ที่มันไปหายอดของโลกุตระมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นประชาธิปไตยจริงๆแล้ว ต้องเข้าเกณฑ์โลกุตระ คอมมิวนิสต์ยังมีอำนาจบังคับ เผด็จการยิ่งเป็นอำนาจของคนเดียวเลย คอมมิวนิสต์ก็เป็นอำนาจหมู่บังคับ แต่เป็นประชาธิปไตยแล้วไม่ใช่อำนาจบังคับ แต่เอาปัญญาเป็นตัวหลัก เข้าใจกันและปฏิบัติให้ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นคนจริงที่มีความถูกต้อง เสมอสมานกัน ตามกฎก็เป็นศีลสามัญญตา ตามความเห็นความเข้าใจของแต่ละคน ก็จะมีทิฏฐิสามัญญตา อยู่ร่วมกันได้ ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่อำนาจบังคับ เหมือนอย่างเผด็จการและคอมมิวนิสต์ ใช้กฎหมายใช้หลักเกณฑ์เป็นข้อบังคับอย่างหนัก เพราะฉะนั้นอย่างเช่นอเมริกา กฎหมายเขาเคร่งครัดไม่ไว้หน้ากัน ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก เขาก็อยู่กันรอด คอมมิวนิสต์ก็เหมือนกัน กฎหมายเขาเข้มข้น ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก อยู่รอด แต่ว่าประชาธิปไตยมีความอนุโลมปฏิโลม อย่างเช่นประเทศไทย ขับรถขับรากันยังเป็นนิสัยของคนไทย หรือเป็นจริตที่เป็นองค์รวมของจิต เป็นการอนุโลมปฏิโลมกันอยู่ ขณะนี้ผู้ที่ออกมารวนๆในประชาธิปไตย ที่ออกมาเห่าบ้องๆ ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์เขาออกมาจัดการแล้ว ยิ่งเผด็จการยิ่งจัดการ ดีไม่ดีจะเอาตายเลยแต่ คอมมิวนิสต์ จะเอาไปแค่ขัง ถ้าเป็นเผด็จการพวกนี้ตายแล้วไม่เหลือ ตอนนี้ก็ค่อยๆดู กำลังมีของจริงปรากฏการณ์จริง เปรียบเทียบระหว่างเมียนมาร์ กับไทย ซึ่งไทยนี้ ขอแถมอีก จะหาว่าซ้ำซาก บางคนอาจจะว่าพูดเอาดีเข้าตัว ก็ไม่ว่ากัน อาตมายอมรับ เพราะอาตมาทำจริง อาตมาพาออกไปประท้วง ไปปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาล อาตมารู้ในตัวเองเลยอาตมาเอาจริงเอาจังเลยตอนนั้น เพราะฉะนั้นก็อยู่ยืนยาวด้วยกันยอมด้วยกัน เอาความจริงออกมาอย่างสงบเรียบร้อยจริงๆ จะยาวเท่าไหร่อาตมาก็เอา โดยอาตมาไม่รู้กำหนดได้ อาตมาถึงมี motto ว่า “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆ หมดๆ” ประโยคนี้สำคัญนะ “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ” สำคัญนะ อันนี้ในอนาคต อันนี้จะสำคัญในความเป็นประชาธิปไตย แล้วก็ทำได้สำเร็จด้วย ยาวขนาดนี้อันนี้รัฐบาลแพ้ 3-4 รัฐบาลสำเร็จ โดยการปฏิวัติรัฐประหารแบบโลกุตระ ใช้ความสงบสยบปืนสยบระเบิด เอาชีวิตเข้าแลกเลย จะใช้ความดีซึ่งมีฤทธิ์อำนาจมีคุณงามความดีความถูกต้อง จนคนรับได้ และดีอย่างหนึ่งคนไทยเป็นคนมีปัญญา และเป็นคนมีธรรมะ มีแก่นโลกุตระ จึงรับได้ โลกุตระคืออะไร คือความสงบ เพื่อความไม่ทำร้ายใคร สูงกว่าคนทำร้ายคนอื่นได้สำเร็จ คนทำร้ายคนอื่นได้สำเร็จไม่สูงหรอกเป็นคนต่ำ คนยอมแพ้คนสำเร็จนี่แหละคือคนสูง คนขาดทุนสูงกว่าคนเอากำไร คนยอมแพ้เขา เป็นคนสูงกว่าคนชนะ เราจะแรงก็แรงได้ คนแรงมาเราก็แรงไปได้ แต่เราไม่ยอมแรง แม้ที่สุดเขาจะฆ่าเรา เราก็ยอมให้ฆ่า เพราะเราเข้าใจว่า ธรรมะทำร้ายคนอื่น มันเลว ยอมให้คนอื่นทำร้ายมันก็ดีกว่าไปทำร้ายเขา เพราะเราไม่เป็นปัญหา ตายไปชาติหน้าเราก็เจริญขึ้น เพราะเรายอมให้เขาทำร้าย เขาทำร้ายมันเป็นบาปของเขาไม่ใช่เรา เราเข้าใจบาป เข้าใจบุญ เข้าใจกุศลอกุศล ชัดเจน อันนี้เมื่อคุณธรรมผสมกันเข้าเยอะๆมันมีพลัง มีอำนาจพิเศษที่เป็นอจิณไตย เพราะฉะนั้นเอาความสงบไปสู้กับลูกระเบิด สู้กับปืน ชนะ มันเป็นไปได้อย่างไร คนถึงไม่เชื่อ โพธิรักษ์จะพูดอะไรก็พูดไปเถอะ หลงตัวหลงตน มันมีอำนาจปฏิวัติ ก็ผู้ปฏิวัติก็ พลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้าคสช.เขาบอกว่า ผมขอยึดอำนาจ ก็ชัดเจนอยู่แล้วพลเอกประยุทธ์ปฏิวัติยึดอำนาจ เขาก็ยังถือว่าพลเอกประยุทธ์ปฏิวัติ แต่มีพฤติการณ์อย่างไร ไปบอกแค่ว่า ผมขอยึดอำนาจแล้วก็สำเร็จเลยแล้วก็มาบริหารเลยตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ลงแรงอะไรล่ะ พลเอกประยุทธ์ลงแรงอะไร พวกเราไปลงแรงตั้งหลายปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 กว่าพลเอกประยุทธ์จะมาต่อ พ.ศ. 2557 รวมทั้งหมด 8 ปี เราออกแรง 8 ปี พลเอกประยุทธ์ไม่ได้ออกแรงเลย ดูเหมือนรถถังก็ไม่ได้เอาออกมานะ มาบอกแต่ว่า ผมขอยึดอำนาจเท่านั้น ก็พฤติกรรมนั้นบอกได้เลย นักรัฐศาสตร์ทั้งหลาย เป็นการต่อไม้จากประชาชน ของเรามีอย่างนี้ พลเอกปรีชา ปฏิวัติแล้ว บอกให้ปลัดกระทรวงออกมามอบตัว ยืนอยู่บนหลังคารถ มีภาพอยู่นะ ยืนยัน อาตมาจำได้ว่าวันที่ 11 พฤศจิกายน ก็ไม่มีใครรับต่อ มันใหม่มากไม่มีใครเคยทำ ใครจะบอกว่าทวงบุญคนอาตมาก็ไม่ว่า แต่อาตมาเห็นความจริงของโลกเลยว่าประชาชนปฏิวัติด้วยมือเปล่า ด้วยความสงบนี้มันยิ่งใหญ่ขนาดไหน มันต้องเป็นองค์ประกอบนะ ถ้าประชาชน ถ้าเหตุปัจจัยต่างๆมันไม่ลงตัว มันไม่สำเร็จนะ มันต้องมีเหตุปัจจัยลงตัวถึงสำเร็จ สำเร็จก็ยังต้องยืนยันถึง 3 - 4 รัฐบาล คิดดูสิ ใช้เวลาตั้ง 8 ปี ออกไปตั้งหลายรอบ ค่อยๆเก็บรายละเอียดหลักฐานครบได้ก็จึงสวยมาก ตั้งแต่ 2549 ถึง 2557 พลเอกประยุทธ์ถึงค่อยมาบอกว่า ผมขอยึดอำนาจ ไม่อยากพูดเลยว่าไม่อยากพูดจริงๆนะ ว่าพลเอกประยุทธ์มาชุบมือเปิบ ไม่อยากพูดคำนี้เลย เพราะถือว่าไม่เป็นอย่างนั้น ถือว่ามารับดีแล้ว เพราะคนไม่เข้าใจ ต้องใช้อาศัยตำแหน่งหน้าที่เป็นพลเอกเป็นหัวหน้า คสช. มันก็ถูกต้องตามฐานะก็ทำก็ได้มา แล้วพลเอกประยุทธ์ก็ค่อยๆปรับตัว ตอนแรกก็โดนว่าเป็นเผด็จการบอกว่าทหารปฏิวัติ จนพลเอกประยุทธ์ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าผมเคยเป็นทหาร แต่ตอนนี้ผมเป็นนักการเมือง ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่ใช่ทหาร แต่ผมเคยเป็นทหาร เอาตำแหน่งทหารออกไม่ได้เพราะเป็นยศพระราชทาน อะไรต่างๆก็พูดไปหมด คนก็ยังเข้าใจไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เพราะมันฉีกกันไม่ออกมันเหมือนเหรียญสองด้าน เหมือนสิริมหามายา พูดอย่างไรมันเป็นทหาร บอกว่าไม่ใช่ทหารอย่างไร แล้วบอกว่าผมขอปฏิวัติยึดอำนาจแล้วไม่ใช่ได้อย่างไร คือมันไม่ได้ มันก็มีอะไรซับซ้อนอยู่ยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่จริงๆโดยสาระสัจจะของมันคือ ประชาชนปฏิวัติรัฐประหารสำเร็จเรียบร้อย พลเอกประยุทธ์มารับไม้ต่อ แล้วก็บริหารมาตั้งแต่ยังไม่ได้เลือกตั้ง พลเอกประยุทธ์ก็มีฝีมือ มีความสามารถ ประชาชนก็ เฮๆๆ กี่โพลๆ จนปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่หนึ่งอยู่ จริงมั้ยล่ะ ไม่ใช่เป็นเรื่องเล่นเมื่อไหร่ ไม่ใช่เรื่องลิเกละครเขียน script ขึ้นมานะ แต่เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น นี่ 6-7 ปีผ่านมาแล้ว พลเอกประยุทธ์ก็พิสูจน์ตัวเอง แม้แต่อาตมาก็ยังยอมรับว่า พลเอกประยุทธ์นี้ไปอีกหลายสิบปีเลย ตอนนี้อายุไม่ถึง 70 ปีเอาไปเลย บริหารร่างกายหน่อย แต่ดูท่าทีแข็งแรงอยู่ เป็นทหารรู้จักวิธีบริหารร่างกาย ก็คงจะแข็งแรงกว่าอาตมาได้ อายุ 80 ปีแล้วแข็งแรงเหมือนอาตมานะ บริหารไปเลยอายุ 80 ปี Joe biden ก็อายุ 78 ปี อย่าทำเป็นเล่นไปนะ ถ้าเปลี่ยนพลเอกประยุทธ์ออกแล้ว เอาใครมา ตัวไหนล่ะ สุดารัตน์ หรือ ธนาธร เอ้า! มีม้ามืดตัวไหนอีกล่ะ มันไม่ใช่ของเล่นนะ แล้วประเทศไทยมาดีแล้วประวัติศาสตร์ของการบริหารปกครองของประชาธิปไตยมันสวยมาตลอดแล้ว อย่าทำเป็นเล่นเลยนะ อาตมาถึงบอกว่าไม่ใช่ไปหลงเชียร์อะไรหรอก แต่อาตมามีความจริงใจเท่าที่อาตมามีภูมิ จริงใจตามภูมิของอาตมา ซึ่งก็เห็นอยู่อย่างนี้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ ของจีนก็เป็นระบอบคอมมิวนิสต์แปลง เอาประชาธิปไตยเข้าไปผสมผสานตามภูมิความรู้ของเขา จนกระทั่งเข้าตาประชาชนอยู่ ก็ว่าไป ก็มีตัวอย่าง ตัวอย่างอินเดียกับตัวอย่างของจีน นี่เป็นคู่เทียบที่ลึกซึ้งเป็นอจินไตย อินเดียเป็นสายเจโตสายศรัทธา ส่วนจีนก็เป็นสายปัญญา เพราะฉะนั้นก็จะต่างกัน เปรียบเทียบกันไปเถอะ ส่วนประเทศไทย สายปัญญาและมีเจโตไล่เลี่ยกัน ใช้ทั้ง 2 ส่วนที่รู้จักสัดส่วนดี เพราะฉะนั้นจะเป็นประชาธิปไตยตัวอย่างของโลก ซึ่งไม่ใช่ทำเอาได้วันนี้ แต่มีรากฐานมาจากธรรมะพระพุทธเจ้า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธมาจากโน่น...จนมาบัดนี้ ปลุกเชื้อประชาธิปไตยขึ้นมาเป็นประชาธิปไตยโลกุตระ ต่อไปนักรัฐศาสตร์จะเรียนรู้ว่ามีประชาธิปไตยโลกียกับประชาธิปไตยโลกุตระด้วยหรือ ขอยืนยัน ลึกซึ้งมาก ประชาธิปไตยโลกุตระพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบ เป็นผู้ออกแบบไว้ อาตมาเอาแบบมาใช้ ตามของจริงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นก็อาศัยเวลา อาตมาก็จะค่อยๆพูดอธิบายขยาย นักรัฐศาสตร์ นักการเมืองทั้งหลาย ก็จะค่อยๆเรียนรู้ เอาไปพิสูจน์ยืนยันกัน แล้วมันก็จะได้รับการยอมรับความจริงกันไปได้เรื่อยๆ อาตมาทำมาบ้างแล้วตั้งแต่โน่น ตอนนี้ก็มีหน้าที่อธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะมีขึ้นจากประเทศนั้นประเทศนี้ ที่เขาว่าประชาธิปไตย ซึ่งเป็นประชาธิปไตยไหนๆ ก็จะมีชื่อประชาธิปไตย แม้แต่อเมริกาซึ่งซับซ้อนมาก ใช้โลกียซับซ้อนเยอะ
640210_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาเอกีภาวะประชาธิปไตยโลกุตระ