4. CHAP 2 editแล้ว.pdf

โฟลเดอร์65 นางสาวอรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ เรื่อง โมเดลการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ในภาคกลาง
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์937 KB
วันที่แก้ไข1 มกราคม 2523

เนื้อหาในไฟล์

12 บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่องรูปแบบการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารใน ภาคกลาง ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร หนังสือ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยมาเป็นแนวทางการศึกษาประกอบด้วยหัวข้อดังนี้ 1. บริบทภาคกลาง 2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการความรู้ 3. แนวคิดการปลูกพืช 4. แนวคิดความมั่นคงทางอาหาร 5. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการส่งเสริมการเกษตร 6. แนวคิดการพัฒนารูปแบบ 7. บริบทและการจัดการความรู้ของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. บริบทภาคกลาง ภาคกลาง เป็นภูมิภาคตอนกลางของประเทศไทย มีพื้นที่ครอบคลุมที่ราบลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา ติดต่อกับภาคเหนือทางทิศเหนือ ติดต่อกับภาคตะวันออก และภาคอีสานทางทิศตะวันออก โดยมีทิวเขาเพชรบูรณ์กั้น ติดต่อกับภาคตะวันตก ทิศเหนือติดต่อกับทิวเขาผีปันน ้า ภาคกลางเป็นภูมิภาคที่มีกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยตั้งอยู่ การแบ่งจังหวัดเป็นภูมิภาคด้วยระบบ 6 ภาค เป็นการแบ่งที่เป็นทางการโดยคณะกรรมการภูมิศาสตร์แห่งชาติ ใช้ในการศึกษาทางภูมิศาสตร์ โดยภาคกลางของระบบ 6 ภาคนี้ ประกอบไปด้วยเขตการปกครอง 21 จังหวัด กรุงเทพมหานคร ก าแพงเพชร ชัยนาท นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานีพระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาครสระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี เพื่อแสดงเหตุผลความส าคัญของการเลือกวิจัยในพื้นที่ภาคกลางเนื้อหาจึงประกอบด้วย ประวัติความเป็นไปของพื้นที่และภาคกลางกับความมั่นคงทางอาหาร 4 มิติ 13 ภาพที่ 2.1 แสดงบริเวณพื้นที่เขตภาคกลาง ที่มา : วิกิพีเดียภาคกลาง (ประเทศไทย) 1.1 ความเป็นไปของพื้นที่ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของหลายจังหวัดภ

อ่านต่อ

าคกลางคล้ายคลึงกัน มีวิถีชีวิตที่อาศัยแม่น ้าล าคลอง รวมถึงประกอบอาชีพในรูปแบบเดียวกันและการเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลาง ท าให้ถูกกระทบจากนโยบายรัฐและกระแสความเจริญต่างๆ มากมายและรวดเร็วคล้ายกัน ในอดีตผู้คนมีอาชีพเกษตรกรรม ท านาเป็นหลัก มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบกึ่งยังชีพ เน้นการผลิตเพื่อบริโภค ส่วนที่เหลือเอาไว้แลกเปลี่ยนแบ่งปัน คนในท้องถิ่นมีโอกาสปฏิสัมพันธ์ในเชิงเกื้อกูลกันเรียกได้ว่ามีวิถีชีวิตที่สมดุล มีเวลาส าหรับตัวเองและเพื่อนบ้านรอบข้าง จากงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นภาคกลางที่ผ่านมา วิถีการผลิตของคนภาคกลางถูกกระทบอย่างมากจากนโยบายภาครัฐ ที่เน้นการเกษตรเพื่อการค้าและการส่งออก วิถีการผลิตได้เปลี่ยนจากการท านาปีละหน มาเป็นการท านาปีละ 3 ครั้ง เรียกได้ว่าดินไม่แห้งกันเลยทีเดียว จนชาวนาเรียกการท านาปัจจุบันว่าเป็น “อุตสาหกรรมภาคเกษตร” ซึ่งไม่ต่างจากการผลิตแบบเครื่องจักร ประกอบกับการเร่งผลิต ท าให้ต้องอาศัยสารเคมี ปุ๋ย ยาฮอร์โมนต่างๆ โดยทั้งการด า หว่าน ไถ ไปจนถึงเก็บเกี่ยว ทุกขั้นตอนเปลี่ยนมาใช้วิธีการว่าจ้างแทบทั้งสิ้น การใช้พื้นที่ผลิตอย่างต่อเนื่องท าให้ความสมบูรณ์ของดินลดลง เกษตรกรคุ้นชินกับการใช้สารเคมีจนขาดสารเคมีไม่ได้ ความหลากหลายทางชีวภาพในนาข้าวน้อยลง ชาวนาไม่สามารถหาประโยชน์จากพื้นที่นาได้มากเหมือนอดีต แม้ท านาได้มากกว่าแต่ก่อนแต่คุณภาพชีวิตชาวนาไม่ได้ดีขึ้นเท่าใดนัก ชาวนาจ านวนมากต้องกู้หนี้ยืมสิน แล้วในที่สุดชาวนาที่ไม่สามารถรับมือกับการผลิตรูปแบบใหม่นี้ได้ก็ต้องผันตัวเองออกจากท้องนาไปสู่อาชีพอื่น รวมทั้งรุ่นลูกหลานด้วย (ขวัญจิต ศศิวงศาโรจน์, 2556) 14 นอกจากนี้พื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะเขตปริมณฑลและกรุงเทพฯ พื้นที่นาและสวนถูกเปลี่ยนเป็นโรงงานอุตสาหกรรม มีจ านวนโรงงานในแถบลุ่มน ้าภาคกลางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ของเสียจากโรงงานส่งผลกระทบซ ้าเติมต่อระบบนิเวศ และพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนาที่ล่มสลายกับภาคเกษตรได้เดินหน้าเข้าสู่การเป็นแรงงานในโรงงาน ความบอบช ้าของพื้นที่ภาคกลาง บ่งบอกได้จากพื้นที่เกษตรบางส่วนเสื่อมจนไม่สามารถสร้างผลผลิตได้อีกต่อไป รวมทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ที่ดินถูกขายไปสู่ภาคธุรกิจ กลายเป็นโรงงาน สนามกอล์ฟ หมู่บ้านจัดสรร และอื่นๆ ความเป็นพื้นที่เกษตรในแถบนี้ได้ลดบทบาทลง ไม่สามารถสร้างผลผลิตได้ดังเช่นก่อนเก่า ข้อมูลจากส านักงานกลางทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครองระบุว่า จ านวนบ้านในพื้นที่ภาคกลางรวมกรุงเทพฯและปริมณฑล ปี 2565 เท่ากับ 11,876,508 หลัง จากจ านวนบ้านทั่วประเทศ 28,188470 หลัง คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 42.13 ของจ านวนบ้านทั้งประเทศ (การเคหะแห่งชาติ, 2566, น. 7) ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงใดๆที่เกิดขี้นในพื้นที่ภาคกลางย่อมส่งผลกระทบที่ขยายออกไปในวงกว้าง 1.2 ภาคกลางกับมิติความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากมิติความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่เพียงแค่การมีปริมาณอาหารที่เพียงพอและประชาชนสามารถเข้าถึงได้ หากแต่อาหารนั้นต้องมีคุณภาพและความปลอดภัย บริโภคแล้วสามารถน ามาซึ่งสุขภาพที่แข็งแรง รวมถึงไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะการขาดแคลนอาหารหากเผชิญภาวะวิกฤตต่างๆผู้วิจัยจึงขอน าเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสภาพความมั่นคงทางอาหารดังนี้ พื้นที่ปลูกพืชในภาคกลางซึ่งเป็นแหล่งที่ส าคัญแห่งหนึ่งในการผลิตพืชผัก ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางการรวบรวมผลผลิตและการจ าหน่ายทั้งในและต่างประเทศ คือพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีการปลูกผักต่อเนื่องมายาวนานแต่จากการเข้าตรวจแปลงของเกษตรกรเพื่อรับรองแหล่งผลิตพืช GAP ของแต่ละจังหวัด พบว่าการขอรับรองแปลง GAP พืชมีอยู่จ านวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่การผลิตทั้งหมด เหตุผลหนึ่งคือเกษตรกรยังไม่สามารถควบคุมการใช้สารเคมีและการดูแลผลผลิตให้ปลอดภัยจากจุลินทรีย์หรือสิ่งปนเปื้อน โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาภายในพื้นที่หลายอย่าง เช่น การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรที่อยู่ในระดับที่รุนแรงเพื่อให้ได้ผักที่สวยงามตามความต้องการของตลาด การระบาดเข้าท าลายของโรคแมลงและอาจมีจุลินทรีย์ปนเปื้อนในผลผลิต การไม่เข้าใจในเรื่องระบบการผลิตที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน ซึ่งปัญหาที่พบส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรคและและแมลงศัตรูพืชเข้าท าลาย เกษตรกรจึงจ าเป็นต้องใช้สารเคมีในการป้องกันก าจัดเป็นจ านวนมาก ท าให้เกิดสารเคมีรวมถึงมีจุลินทรีย์ตกค้างในผลผลิตส่งผลเสียต่อผู้บริโภค อีกทั้งการใช้สารเคมีเป็นจ านวนมากท าให้เกิดการสะสมสารพิษเข้าสู่ร่างกายของเกษตรกรและเป็นการท าลายระบบนิเวศน์ให้เสียสมดุล (กุลวดี ฐาน์กาญจน, 2559, น.7) 15 ข้อมูลส านักงานสถิติแห่งชาติปี 2562 ระบุว่าจ านวนผู้ป่วยที่ประกอบอาชีพเพาะปลูกได้รับพิษสารเคมีก าจัดศัตรูพืชตั้งแต่ พ.ศ. 2556 – 2560 โดยได้รับสารเคมีแบบไม่ได้ตั้งใจมีแนวโน้มสูงขึ้น (กรมควบคุมโรค, 2563) ซึ่งสารเคมีก าจัดศัตรูพืชส่งผลให้อาหารไม่ปลอดภัยต่อการบริโภค ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกายได้ทั้งในระยะยาวและเฉียบพลัน อีกทั้งเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆ เช่นเป็นสารที่ก่อมะเร็ง รบกวนการท างานของระบบต่อมไร้ท่อ (ดนัย วันดา, 2563) สอด คล้องกับสถานการณ์ภาพรวมการตกค้างของสารเคมีในผลไม้ ผัก และของแห้ง โดยพบว่ามีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน Maximum Residue Limits / MRLs สูงถึงร้อยละ 100 อาทิ มะเขือเทศลูกเล็ก คะน้า ขึ้นฉ่าย พริกแดงและพริกขี้หนู (ปรกชล อู๋ทรัพย์, 2563) สถานการณ์ “ความมั่นคงอาหาร” ของไทยโดยการศึกษาดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของโลก (The Global Food Security Index, GFSI) พิจารณาจากความสามารถในการซื้ออาหาร ความเพียงพอของอาหารและคุณภาพความปลอดภัยของอาหารปี 2564 ประเทศไทยมีคะแนนรวมอยู่ในล าดับที่ 51 จาก 113 ประเทศทั่วโลก และในภาพรวมอยู่ในระดับดี (good performance) อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก าลังประสบปัญหา ภาคการเกษตรมีแนวโน้มที่มีการผลิตลดลงอันเนื่องมาจากการลดลงของพื้นที่การเกษตร และการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงอาหาร ดังนั้น หากไม่มีการบริหารจัดการด้านการเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ แล้ว ในอนาคตจึงมีแนวโน้มว่าอาจเผชิญกับปัญหาความไม่เพียงพออาหาร การเข้าถึงอาหาร การใช้ประโยชน์อาหาร และการมีเสถียรภาพอาหาร (คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ, 2565, น. 32-33) จากข้อมูลดังกล่าวปัญหาความมั่นคงทางอาหารของไทยส่วนใหญ่จึงเป็นปัญหาด้านมิติความเพียงพอทางอาหารในประเด็นความปลอดภัยของพืชผัก และมิติการใช้ประโยชน์จากอาหาร (Food Utilization) ที่เกิดจากการขาดความรู้เรื่องโภชนาการ ปัญหาที่เกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่สมดุลและพฤติกรรมการบริโภค หวาน มัน เค็ม โดยมีอัตราการเสียชีวิตสาเหตุจากการบริโภคอาหารหรือการกินมากถึงปีละ 57,000 คน วันละ 158 คน (คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ, 2565, น. 7-8) สอดคล้องกับสถิติสุขภาพคนไทย 10 ปีย้อนหลังระหว่างปี พ.ศ.2553-2562 พบว่าคนไทยมีแนวโน้มเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งล าไส้ใหญ่เพิ่มสูงขึ้น โดยกรุงเทพเป็นจังหวัดที่มีจ านวนผู้เสียชีวิตมากที่สุด 15.1 คนต่อแสนประชากร มีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1.9 เท่าในรอบ 10 ปี ตามด้วยภาคกลาง 10.2 คนต่อแสนประชากร มีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า อย่างไรก็ตามงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการรับประทานผัก ผลไม้และธัญพืชที่ปลอดภัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งล าไส้ใหญ่ เพราะกลไกการท างานของใยอาหารที่จะช่วยเพิ่มจ านวนแบคทีเรียที่ดีที่เจริญในล าไส้ใหญ่ ช่วยเร่งการขับถ่ายท าให้ไม่มีของเสียค้างในล าไส้ใหญ่ (ไพโรจน์ เสาน่วม, 2564) อีก 16 ทั้งการบริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์สามารถลดการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของประเทศ กล่าวโดยสรุปภาคกลางเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่ส าคัญของประเทศ มีมูลค่าผลิตภัณฑ์ภาค ณ ราคาประจ าปี 2560 มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 55.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ มีลักษณะโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพิงภาคบริการมากที่สุด ในขณะที่ภาคเกษตรกรรม มีสัดส่วนน้อยที่สุดและเป็นรูปแบบการผลิตของเกษตรเชิงพาณิชย์ที่ใช้สารเคมีจ านวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาดินเสื่อมโทรม น ้าเสีย มลพิษทางอากาศ ปัจจุบันพื้นที่เกษตรที่อุดมสมบูรณ์ลดลงอันเป็นผลจากการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อความเพียงพอ และความปลอดภัยของอาหารที่ลดน้อยลง คนในภาคกลางมีแนวโน้มเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากขึ้น โดยเฉพาะการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง และจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แสดงถึงสถานการณ์ความเปราะ- บางของระบบการเกษตรในเมือง กล่าวคือเมื่อเผชิญภาวะวิกฤต ผู้บริโภคในเมืองไม่สามารถพึ่ง ตนเองทางด้านอาหาร และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เห็นได้จากการที่ ภาพชั้นวางสินค้าที่จ าเป็นในชีวิต ประจ าวัน ตั้งแต่อาหารสด อาหารแห้ง ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค หลายรายการ ในซุปเปอร์มาร์เก็ตตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ กลับว่างเปล่าทันที เมื่อมีการประกาศล็อคดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19ในระยะแรก เป็นการแสดงถึงความเปราะบางของประชาชน ในการรับมือกับมิติของความมั่นคงอาหารด้านการมีเสถียรภาพด้านอาหาร (Food Stability) และตอกย ้าความส าคัญของการผลิตอาหาร ดังค ากล่าวของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ผู้เป็นบิดาการเกษตรแผนใหม่ของไทย ที่ว่า “เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง” 2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ความรู้เป็นทุนทางสังคมและเป็นเครื่องมือที่ส าคัญยิ่งที่จะน ามาใช้ในการพัฒนา คน องค์กรหรือหน่วยงาน ชุมชน ท้องถิ่น สังคม และประเทศชาติ ในมิติต่าง ๆ โดยแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการความรู้ที่จะกล่าวถึงจึงประกอบด้วย ความหมายและความส าคัญของความรู้ ประเภทของความรู้และการยกระดับความรู้ ความหมายและความส าคัญของการจัดการความรู้ กระบวนการจัดการความรู้ เครื่องมือการจัดการความรู้ องค์ประกอบของการจัดการความรู้ และปัจจัยเอื้อความส าเร็จในการจัดการความรู้ 2.1 ความหมายและความส าคัญของความรู้ ความรู้เป็นค าที่มีความหมายกว้างและเป็นนามธรรม ได้มีผู้ให้นิยามความรู้ไว้แตกต่างกันออกไป มีดังนี้คือ 17 เพิร์ลสัน (Pearlson, 2001) ให้ความหมายว่าความรู้คือสารสนเทศที่มีคุณค่า เป็นส่วนผสมของสารสนเทศที่มีสาระ ค่านิยม ประสบการณ์และกฏเกณฑ์ ดาเวนพอร์ท และพรูแช็ค (Davenport and Prusak, 2000) กล่าวว่าความรู้เป็นการประสมประสานกันระหว่างประสบการณ์ ค่านิยม สารสนเทศ บริบทที่เป็นสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นกรอบในทางปฏิบัติส าหรับการประเมินคุณค่า เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ จนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจที่สามารถน าไปประยุกต์ใช้ได้ ซึ่งมีวิธีการที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ฮิเดโอะ ยามาซากิ (Hideo Yamazaki) ได้อธิบายความหมายของความรู้ในรูปแบบของปิรามิดแสดง ระดับชั้นของความรู้หรือโครงสร้างของความรู้ ดังนี้ บุญดี บุญญากิจ และคณะ (2547) อ้างในภรณี ต่างวิวัฒน์ (2561, น. 1-8) ภาพที่ 2.2 ปิรามิดแสดงล าดับขั้นของความรู้ ที่มา : ภรณี ต่างวิวัฒน์ (2561) จากภาพที่ 2.2 แสดงล าดับขั้นหรือโครงสร้างของความรู้ ด้วยการแปลงข้อมูล (Data)ซึ่งเป็นข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศ (Information) ซึ่งข้อมูลที่ผ่านกระบวนการเรียบเรียง ตีความ วิเคราะห์ และให้ความหมาย โดยมักอยู่ในรูปของข้อมูลที่วัดได้หรือจับต้องได้ ส่วนความรู้ (Knowledge) เกิดจากกระบวนการที่บุคคลรับรู้ข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศผ่านกระบวนการคิดและเปรียบเทียบ เชื่อมโยงกับความรู้อื่น ๆ จนเกิดเป็นความเข้าใจและน าไปใช้ และความรู้เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลจนเกิดเป็นปัญญา (Wisdom) คือองค์ความรู้ที่ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติหรือความรู้ที่สามารถปฏิบัติได้จริง ประสบการณ์ที่น ามาประยุกต์ใช้ เกิดความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาระบบงาน 18 วิจารณ์ พานิช อธิบายว่า ความรู้มาจากการจัดระบบและตีความสารสนเทศตามบริบท และสารสนเทศก็มาจากการประมวลข้อมูล ทั้งนี้ความรู้จะไม่มีประโยชน์ถ้าไม่น าไปสู่การกระท าหรือการตัดสินใจ ดังนั้นในการจัดการสมัยใหม่ ซึ่งเป็นยุคแห่งสังคมที่ใช้ความรู้เป็นฐาน (knowledge-based society) จึงเห็นว่าความรู้เป็นทุนปัญญาส าหรับใช้สร้างมูลค่าและคุณค่า เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับ “ความรู้” ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น จึงควรท าความเข้าใจเกี่ยวกับระดับของความรู้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระดับ วิจารณ์ พานิช (2547) อ้างในภรณี ต่างวิวัฒน์ (2561, น.1-9) ดังนี้คือ ระดับที่1: รู้ว่ารู้อะไร (Know – what ) เป็นความรู้เชิงทฤษฎีหรือข้อเท็จจริง ระดับที่2: รู้วิธีการ (Know –how ) เป็นความรู้ที่มีทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงบริบทหรือเป็นความรู้ ที่เชื่อมโยงกับโลกของความเป็นจริง ระดับที่3: รู้เหตุผล (Know – why) เป็นความรู้ในระดับที่อธิบายเหตุผลได้ที่อยู่ภายใต้ สถานการณ์ต่าง ๆ ว่าท าไมความรู้นั้น ๆ จึงใช้ได้ผลในเหตุการณ์หรือบริบทหนึ่ง แต่ใช้ไม่ได้ผล ในอีกเหตุการณ์หรืออีกบริบทหนึ่ง ระดับที่4: รู้ในระดับคุณค่า ความเชื่อ (Care – why) เป็นความรู้ในลักษณะการสร้างสรรค์ความคิดริเริ่มที่มาจากตัวเอง เป็นความรู้ในผู้ที่สามารถสกัด ประมวล วิเคราะห์ความรู้ที่ตนเองมีอยู่ กับความรู้ที่ตนได้รับมาสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาได้ กล่าวโดยสรุปความรู้เป็นหัวใจที่ส าคัญของการพัฒนา ปัจจุบันมีแนวคิดว่าความรู้เป็นทรัพยากรที่มีค่าและเป็นสินทรัพย์ที่มีลักษณะเฉพาะโดดเด่นกว่าสินทรัพย์อื่นๆ คือเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีขีดจ ากัด ยิ่งใช้มากเท่าใดก็ยิ่งเพิ่มคุณค่ามากขึ้นเท่านั้นหรือยิ่งมีความรู้มากเท่าใด ก็ยิ่งสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น เมื่อเรียนรู้ได้มากขึ้นก็สร้างความรู้ใหม่ได้มากขึ้น เมื่อน าความรู้เก่ามาบูรณาการกับความรู้ใหม่ก็จะก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ขึ้นอีก ซึ่งสามารถน าความรู้ใหม่นี้ไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น 2.2 ประเภทของความรู้และการยกระดับความรู้ 2.2.1 ประเภทของความรู้ สามารถแบ่งได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับแนวคิดที่ใช้ใน การจ าแนกประเภทของความรู้ แต่แนวคิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ “รูปแบบที่มองเห็น” ซึ่งสามารถจ าแนกความรู้ออกเป็น 2 ประเภท บุญดี บุญญากิจ และคณะ (2547) อ้างในภรณี ต่างวิวัฒน์ (2561, น. 14) ดังนี้ 1) ความรู้โดยนัย (Tacit Knowledge) หรือความรู้ในตัวคน ความรู้ซ่อนเร้น ความรู้ฝังลึก ความรู้ประเภทนี้จัดเป็นความรู้ที่ไม่เป็นทางการ หากแต่เป็นความรู้ที่อยูในตัวของแต่ละบุคคล แฝงอยู่ในความคิด ความเชื่อ และค่านิยม ของบุคคล ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ การสังเกต การเรียนรู้ พรสวรรค์ต่าง ๆ และภูมิปัญญา เฉพาะบุคคลที่สั่งสมมานาน เป็นความรู้ที่มีคุณค่าสูง 19 2) ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ความรู้เด่นชัด ความรู้เปิดเผย ความรู้ที่ชัดเจน ความรู้ประเภทนี้เป็นความรู้เชิงทฤษฎี หรือความรู้ที่เป็นเหตุและผลที่สามารถเขียนบรรยาย อธิบายผ่านภาษาที่เหมาะสมได้โดยการพูดแสดงอาการ หรือโดยวิธีใดๆ ให้ปรากฏแก่ผู้อื่น ออกมาเป็นความรู้แบบรูปธรรม เมื่อพิจารณาสัดส่วนความรู้ทั้ง 2 ประเภทนี้ในองค์กรต่างๆ พบว่า มีความรู้ฝังลึกมากกว่าความรู้ชัดแจ้ง โดยมีอยู่ในอัตราส่วน 80:20 เปรียบเสมือนภูเขาน ้าแข็ง (ภาพที่ 2.3) ซึ่งเปรียบความรู้ชัดแจ้งเป็นน ้าแข็งส่วนที่โผล่พ้นน ้าขึ้นมา และความรู้ฝังลึกเป็นน ้าแข็งส่วนที่จมอยู่ใต้น ้า (สุวรรณ เหรียญเสาวภาคย์และคณะ, 2548) อ้างถึงใน ภรณี ต่างวิวัฒน์ (2561, น. 14) โดยความรู้ทั้ง 2 ประเภทนี้ สามารถเปลี่ยนสถานภาพ ปรับเปลี่ยนสลับไปมาได้ตลอดเวลา ภาพที่ 2.3 การเปรียบเทียบสัดส่วนความรู้ฝังลึกที่มีมากกว่าความรู้ชัดแจ้ง เสมือนกับส่วนที่อยู่ใต้น ้า และส่วนที่โผล่พ้นน ้าของภูเขาน ้าแข็ง ที่มา : ภรณี ต่างวิวัฒน์. 2561, น.1-15 2.2.2 การยกระดับความรู้ ความรู้ใหม่เริ่มต้นที่ปัจเจกบุคคลเสมอ จากนั้นจึงถูกแปรเปลี่ยนเป็นความรู้ขององค์กร ความรู้ใหม่ขององค์กรนี้จะเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างความรู้ชัดแจ้ง กับความรู้ฝังลึก ในกระบวนการที่ต่อเนื่องเป็นวงจร โดยความรู้ชัดแจ้ง และความรู้ฝังลึก สามารถถ่ายเท เปลี่ยนสถานะระหว่างกัน และหลอมรวมกัน แล้วยกระดับขึ้นไปเป็นความรู้ที่สูงขึ้นได้ตลอดเวลา โดยผ่านกระบวนการหรือวงจรความรู้ที่เรียกว่า “เกลียวความรู้” (knowledge spiral) ซึ่งเสนอโดยโนนากะและทาเคอุชิ (Nonaka & Takeuchi) “เกลียวความรู้” ที่เรียกว่า “เซกิ” (SECI Model) นี้ เป็นกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงความรู้ระหว่างความรู้ฝังลึกกับความรู้ชัดแจ้ง ที่มี 20 การแปรเปลี่ยนถ่ายทอดไปตามกลไกต่างๆ (Nonaka & Takeuchi, 1995, p. 12 อ้างถึงใน ไพโรจน์ ชลาลักษณ์, 2551, น. 40) ดังนี้ ภาพที่ 2.4 เกลียวความรู้ที่เรียกว่า “เซกิ” (SECI Model) 3 ที่มา: ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ, ม.ป.ป 1) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (socialization) คือ การถ่ายโอนหรือแบ่งปันและสร้างความรู้จากความรู้ฝังลึกในคนไปสู่คนหรือกลุ่มคน โดยไม่ผ่านการเขียน แต่อาศัยการปฏิสัมพันธ์กันในรูปแบบต่างๆ 2) การสกัดความรู้ออกจากตัวคน (externalization) คือ การสร้างและแบ่งปันความรู้จากการแปลงความรู้ ฝังลึกในคนออกมาเป็นความรู้ชัดแจ้งหรือความรู้ที่เข้ารหัส (codified knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้โดยง่าย ขั้นตอนนี้นับเป็นหัวใจส าคัญของกระบวนการสร้างความรู้ เพราะเป็นขั้นที่ความรู้ฝังลึกถูกท าให้ชัดเจนโดยการน าเสนอออกมาในรูปแบบการเล่าเรื่อง การเปรียบเทียบ ใช้ตัวอย่าง หรือตั้งสมมติฐาน โดยการสื่อความรู้ออกมาเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียนเผยแพร่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร 3) การผนวกรวมความรู้ชัดแจ้งเข้าด้วยกัน (combination) คือ การแบ่งปันและสร้างความรู้จากความรู้ชัดแจ้งไปสู่ความรู้ชัดแจ้ง โดยรวบรวมความรู้ชัดแจ้งซึ่งได้เรียนรู้มาจากการแลกเปลี่ยนของบุคคลเป็นหลัก รวมกับความรู้ที่ได้รับผ่านสื่อหรือช่องทางความรู้ต่างๆ 4) การฝังหรือผนึกความรู้ (internalization) คือ การถ่ายโอนหรือแบ่งปันและสร้างความรู้จากความรู้ชัดแจ้งไปสู่ความรู้ฝังลึก โดยมักจะเกิดจากการน าความรู้ที่ได้เรียนรู้มาพิสูจน์ ตรวจสอบ และคัดเลือกความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กรไปปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นการ "จารึก" ความรู้ชัดแจ้งฝังเข้าไปในสมองคนหรือในผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการท างาน แล้วผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการนี้จะไปสัมพันธ์กับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ หรือกลุ่มบุคคล เป้าหมาย และเกิด "ข้อมูล" ความพึงพอใจหรือประสบการณ์ในการใช้ผลิตภัณฑ์หรือใช้ 21 กระบวนการท างานนั้น เป็นข้อมูลใหม่เพิ่มเติมเข้ามาในกระบวนการจัดการความรู้ ผู้ปฏิบัติเกิดการเรียนรู้เป็นความรู้ฝังลึกที่ยกระดับเกลียวความรู้ขึ้นไปอีกในตัวบุคคล กลายเป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้แต่มีค่ายิ่งขององค์กร วงจรความรู้จะด าเนินการต่อเนื่องเรื่อยไปไม่มีสิ้นสุด สรุปส าหรับความรู้ที่น ามาใช้ในงานวิจัยนี้เป็นการผสมผสานความรู้ชัดแจ้งผสมกับความรู้ฝังลึกที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของบุคคลต้นแบบและจากการทดลองปฏิบัติจริงจนเกิดผลเชิงประจักษ์แล้ว เป็นความรู้ที่สอดคล้องกับ แนวคิดBCG Model แนวคิดกสิกรรมไร้สารพิษ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการดูแลสุขภาพพึ่งตนตามหลักการแพทย์วิถีธรรม กล่าวคือเป็นความรู้การปลูกพืชผักอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่ใช้สารเคมี ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ รักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการใช้น ้าของครัวเรือน/ชุมชนอย่างคุ้มค่า โดยใช้สิ่งที่ประหยัด เรียบง่าย พึ่งตนเองเป็นหลักก่อน โดยเป็นการปลูกพืชในฐานะที่เป็นส่วนสร้างหรือหนุนเสริมให้เกิดความมั่นคงทางอาหารใน 4 มิติ ประกอบด้วยเนื้อหาความรู้เรื่องหลักการผลิตพืช และการจัดการผลผลิตจากพืช 2.3 ความหมายของการจัดการความรู้ การจัดการความรู้เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการสารสนเทศและการบริหารบุคลากร ซึ่งอาศัยความรู้จากหลายศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพและความก้าวหน้าขององค์กร โดยมีพื้นฐานมาจากแนวคิดของการน าเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือในการจัดการ ประกอบกับความรู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เป็นประโยชน์และส าคัญและใช้ความสามารถของบุคลากรในการด าเนินงานตามกระบวนการ ได้มีค าจ ากัดความเกี่ยวกับการจัดการความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิไว้ดังนี้ O'Dell, Grayson, & Nilly (1998) อ้างใน บุญดี บุญญากิจและคณะ (2547, น. 21) การจัดการความรู้ เป็นกลยุทธ์ในการที่จะท าให้คนได้รับความรู้ที่ต้องการภายในเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งช่วยท าให้เกิดการแลกเปลี่ยนและน าความรู้ไปปฏิบัติเพื่อยกระดับและปรับปรุงการด าเนินงานขององค์กร โดยการจัดการความรู้ไม่ใช่เครื่องมือที่จัดการกับตัวของความรู้โดยตรง แต่เป็นวิธีการที่ท าให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ที่มีระหว่างกันได้ ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (2560, น. 2) ได้สรุปจุดร่วมของความหมายที่หลากหลายไว้ว่า “การบริหารจัดการความรู้ คือกระบวนการใดๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรวบรวมและจัดเก็บความรู้ภายในองค์กรซึ่งเปรียบเสมือนสินทรัพย์ (asset) อย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะน ามาใช้หรือถ่ายทอดกันได้ภายในองค์กร อันจะเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน หรือเพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในเชิงธุรกิจ และความรู้ที่ได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบนี้จะคงอยู่เป็นความรู้ขององค์กรตลอดไป” 22 วิจารณ์ พานิช (2546, น. 2-5) อ้างในบุญดี บุญญากิจ และ คณะ (2547, น. 22-23) กล่าวไว้ว่า การจัดการความรู้หมายถึงการยกระดับความรู้ขององค์กรเพื่อสร้างผลประโยชน์จากต้นทุนทางปัญญา โดยเป็นกิจกรรมที่ซับซ้อนและกว้างขวาง ต้องให้นิยามหลายข้อจึงจะครอบคลุมความหมาย ได้แก่ 1) การจัดการความรู้มีความหมายรวมถึง การรวบรวม การจัดระบบ การจัดเก็บ และการเข้าถึงข้อมูล เพื่อสร้างเป็นความรู้ โดยมีเทคโนโลยีด้านข้อมูลและด้านคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มพลังในการจัดการความรู้ 2) การจัดการความรู้เกี่ยวข้องกับการแบ่งปันความรู้ (knowledge sharing) ความพยายามในการจัดการความรู้จะไม่ประสบผลส าเร็จถ้าหากไม่มีการแบ่งปันความรู้ วัฒนธรรมและสังคมมีความส าคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการความรู้ 3) การจัดการความรู้ต้องอาศัยผู้รู้ในการตีความและปรับใช้ความรู้ ในการสร้างนวัตกรรมและเป็นผู้น าทางในองค์กร รวมทั้งต้องการผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่งช่วยแนะน าวิธีปรับใช้การจัดการความรู้ 4) การจัดการความรู้เป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิผลขององค์กร การจัดการความรู้เกิดขึ้นเพราะมีความเชื่อว่าจะช่วยสร้างความมีชี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน