5. CHAP 3 editแล้ว.docx

โฟลเดอร์65 นางสาวอรุณรัตน์ ไกรลาศศิริ เรื่อง โมเดลการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ในภาคกลาง
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์94 KB
วันที่แก้ไข1 มกราคม 2523

เนื้อหาในไฟล์

2428875 -495300 0 0 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัย เรื่อง โมเดล การจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารในภาคกลาง เป็นการวิจัยและพัฒนา แบบผสม วิธี ( Mixed method research ) ซึ่งเป็นการใช้เทคนิควิธีการวิจัยเชิงปริมาณ ( Quantitative Research ) และการวิจัยเชิงคุณภาพ ( Qualitative Research ) มีขั้นตอนการดำเนินการวิจัยตามวัตถุประสงค์ออกเป็น 4 ระยะ แต่ละ ระยะ มีวิธีการดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับประชากร กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล มีรายละเอียดดังนี้

วัตถุประสงค์ ที่ 1 ศึกษาสภาพพื้นฐานทั่วไป การได้รับการจัดการความรู้ การได้รับ ความรู้ ความต้องการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร และ สภาพความมั่นคงทางอาหาร ของผู้ปลูกพืชในภาคกลาง

1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

1 . 1 ประชากร ( Population ) ประชากร คือ ผู้ปลูกพืชที่ผ่านการอบรม ค่ายกสิกรรมไร้สารพิษของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย สังกัดภาคกลาง คือสวนป่านาบุญ 3 จังหวัดปทุมธานี ในระหว่างวันที่ 1 มกราคม 256 1 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565 จำนวน 3,088 คน 1 . 2 กลุ่มตัวอย่าง ( Sample ) กลุ่มตัวอย่างและการคัดเลือกตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้มี 4 ขั้นตอนดังนี้ 1.2.1 การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง สำหรับการตอบแบบสอบถาม กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรคำนวณของทาโร ยามาเน ( Yamane, Taro . 1973, น. 727-728) ที่ระดับความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 จากจำนวนประชากร 3,08 8 คนจะได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 354 คน ดังนี้

สูตร n = N 1 + N e 2 เมื่อ n = จำนวนตัวอย่างที่จะต้องทำการสุ่ม N = จำนวนประชากรทั้งหมด e = ค่าความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่าง แทนค่าจากสูตร

อ่านต่อ

n = 3,088 1 + 3,088 ( 0 . 05 ) 2

n = 354 . 13

ในที่นี้จึงกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 354 คน 1.2. 2 คัดเลือกจังหวัด โดยเจาะจงจากจังหวัดที่มีจำนวนผู้ปลูกพืช ที่ผ่านการอบรมค่ายกสิกรรมไร้สารพิษ สูงสุด 7 อันดับแรกคือ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม สุพรรณบุรีและกำแพงเพชร 1.2. 3 ทำการสุ่มผู้ปลูกพืชใน 7 จังหวัด ดังกล่าว ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ ( Systematic Sampling ) โดยแบ่งตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละจังหวัด แล้วสุ่มตัวอย่างแ บบเจาะจง ให้ได้จำนวนตัวอย่างตามที่กำหนด มีรายละเอียดดังตารางที่ 3. 1

ตารางที่ 3. 1 จำนวนประชากร และกลุ่มตัวอย่างผู้ปลูกพืช จังหวัด ประชากร กลุ่มตัวอย่าง กรุงเทพมหานคร 1 ,3 80 157 ปทุมธานี 46 9 51 นนทบุรี 367 47 สมุทรปราการ 248 30 นครปฐม 233 29 สุพรรณบุรี 201 23 กำแพงเพชร 190 17 รวม 3,08 8 354

2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

2.1 ชนิดและลักษณะของเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่ ประกอบด้วยคำถามให้เลือกตอบและคำถามที่ให้ผู้ปลูกพืชแสดงความคิดเห็น มี 6 ตอนดังนี้ ตอนที่ 1 สภาพพื้นฐาน ทั ่ วไป ของผู้ปลูกพืชในภาคกลาง ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ปลูกพืช จำนวนครั้งที่เข้า อบรม เหตุผลในการปลูกพืช แหล่งข้อมูลการอบรมค่าย การเป็นอาสาสมัคร/ผู้นำชุมชน การเป็นสมาชิกกลุ่ม/องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร สมาชิกสื่อสังคมออนไลน์ จำนวนสมาชิกในครัวเรือน จำนวนแรงงาน ความพอเพียงของรายได้ ลักษณะการใช้พื้นที่ปลูกพืช ขนาดพื้นที่ปลูกพืช ประเภทของพืชที่ปลูก ปริมาณพืชอาหารที่ซื้อบริโภคต่อเดือนหลังการได้รับการอบรม ตอนที่ 2 ความคิดเห็นของผู้ปลูกพืชต่อ ข้อควรปฏิบัติ ของผ จ. ความรู้ ใน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ปัจจัย ด้านคน ประกอบด้วย 1. การกำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรตามโครงสร้างองค์กร 2. มีเกณฑ์คุณสมบัติบุคลากร 3. มีการเสริม สร้าง ศักยภาพบุคลากร 2) ด้านกระบวนการจัดการความรู้ 8 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1. การระบุเป้าหมายการจัดการความรู้ 2. การกำหนดหัวข้อความรู้ 3.การสร้างและแสวงหาความรู้ 4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ 5. การจัดระบบคลังความรู้ 6.การแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 7.การประเมินผลการจัดการความรู้ 8.การเผยแพร่ขยายผลการจัดการความรู้ และ 3) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย เทคโนโลยีในการสื่อสาร เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานร่วมกัน เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล และสังคมเครือข่าย โดยคำถามแบ่งเป็น 5 ระดับความคิดเห็น ในแต่ละ ระ ดับมีเกณฑ์ ดังนี้ 1 หมายถึง มีการปฏิบัติระดับน้อย ที่สุด 2 หมายถึง มีการปฏิบัติระดับน้อย 3 หมายถึง มีการปฏิบัติระดับปานกลาง 4 หมายถึง มีการปฏิบัติมาก 5 หมายถึง มีการปฏิบัติมากที่สุด ตอนที่ 3 การได้รับและความต้องการความรู้ที่ เกี่ยวข้องกับการปลูกพืชเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ในด้านหลักการผลิตพืชและการจัดการผลผลิตจากพืช โดยแบบ สอบถามแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 3.1 การได้รับ และความต้องการความรู้ เรื่อง การผลิตพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารขั้นพื้นฐานและขั้นก้าวหน้า (เทคโนโลยีทันสมัย) 3.2 การได้รับและความต้องการความรู้ เรื่อง การจัดการผลผลิตจากพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารด้านการบริโภคและด้านเศรษฐกิจ ( เพิ่ม รายได้หรือลดรายจ่าย) คำถามการได้รับความรู้ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะดังนี้ 0 หมายถึง ไม่ได้รับความรู้ 1 หมายถึง ได้รับความรู้ คำถามความต้องการความรู้ แบ่งเป็น 5 ระดับ ในแต่ละระดับมีเกณฑ์ ดังนี้ 1 หมายถึง ความต้องการระดับน้อยที่สุด 2 หมายถึง ความต้องการระดับน้อย 3 หมายถึง ความต้องการระดับปานกลาง 4 หมายถึง ความต้องการระดับมาก 5 หมายถึง ความต้องการระดับมากที่สุด ตอนที่ 4 การประเมินสภาพความมั่นคงทางอาหารใน 4 มิติ ได้แก่ มิติอาหารที่เพียงพอ มิติการเข้าถึงอาหาร มิติการใช้ประโยชน์ และมิติการมีเสถียรภาพด้านอาหาร โดยแบ่งเป็น 5 ระดับคว ามมั่นคงทางอาหาร ในแต่ละดับมีเกณฑ์ ดังนี้ 1 หมายถึง มีความมั่นคง ทางอาหาร ระดับน้อยที่สุด 2 หมายถึง มีความมั่นคง ทางอาหาร ระดับน้อย 3 หมายถึง มีความมั่นคง ทางอาหาร ระดับปานกลาง 4 หมายถึง มีความมั่นคง ทางอาหาร ระดับมาก 5 หมายถึง มีความมั่นคง ทางอาหาร ระดับมากที่สุด ตอนที่ 5 ปัญหาของผู้ปลูกพืชที่ได้รับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารใน 3 องค์ประกอบ คือ 1) ปัจจัย ด้านคน 2) ด้านกระบวนการจัดการความรู้ 8 ขั้นตอน และ 3) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยแบ่งเป็น 5 ระดับ ปัญหา ในแต่ละระดับมีเกณฑ์ ดังนี้ 1 หมายถึง มีปัญหา ระดับน้อยที่สุด 2 หมายถึง มีปัญหาระดับน้อย 3 หมายถึง มีปัญหาระดับปานกลาง 4 หมายถึง มีปัญหาระดับมาก 5 หมายถึง มีปัญหาระดับมากที่สุด ตอนที่ 6 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการความความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ใน 3 องค์ประกอบ คือ 1) ปัจจัย ด้านคน 2) ปัจจัย ด้านกระบวนการจัดการความรู้ 8 ขั้นตอน และ 3) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยแบ่งเป็น 5 ระดับความคิดเห็น ในแต่ละระดับมีเกณฑ์ ดังนี้ 1 หมายถึง เห็นด้วยระดับน้อยที่สุด 2 หมายถึง เห็นด้วยระดับน้อย 3 หมายถึง เห็นด้วยระดับปานกลาง 4 หมายถึง เห็นด้วยระดับมาก 5 หมายถึง เห็นด้วยระดับมากที่สุด 2.2 การสร้างและการทดสอบสอบเครื่องมือ 2.2.1 การสร้างเครื่องมือแบบสอบถาม ( Questionnaires ) ดำเนินการสร้างเครื่องมือ เพื่อสอบถามผู้ปลูกพืชในภาคกลาง โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้ 1) กำหนดสิ่งที่ต้องการวัด โดยศึกษา แนวคิด ทฤษฎี ผลงานวิจัย ที่เกี่ยวข้อง และ บริบทการจัดการความรู้ของค่ายกสิกรรมไร้สารพิษมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย นำมากำหนดเป็นข้อคำถาม 2) การกำหนดประเด็นคำถามในการวิจัย ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และ ครอบคลุมในประเด็นที่ต้องการศึกษา 3) กำหนด รูปแบบ ของคำถาม โดยมี คำถาม ปลายป ิ ดและปลายเป ิด 4) การจัดทำแบบสอบถามฉบับร่าง นำแบบสอบถาม เสนออาจารย์ที่ปรึกษา ดุษฎี นิพนธ์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อคำถาม ตรวจแก้ไขเนื้อหาให้ครอบคลุมประเด็นในเนื้อหาและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย และการใช้ภาษา ตลอดจนพิจารณาความเหมาะสมโดยทั่วไปของแบบสอบถาม 5 ) การตรวจสอบคุณภาพแบบสอบถาม และปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือ นำแบบสอบถามเสนอผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา 5 คน ตรวจพิจารณาว่าข้อคำถามวัดได้ตรงและครอบคลุมเนื้อหา และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยแล้ว ดำเนินการปรับแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ จึง นำแบบสอบถามไปทำการทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 30 คน ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับประชากรของการวิจัย แล้วนำมาหาค่าความเชื่อมั่น ของแบบสอบถามต่อไป 6) จัดทำแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ ซึ่งประกอบด้วย ชื่อแบบสอบถาม คำชี้แจง เนื้อหาคำถามตามประเด็นที่ต้องการศึกษา จัดลำดับข้อความให้เหมาะสม ก่อนที่จะนำไปใช้ในการเก็บข้อมูลจริง

2 . 2 . 2 การทดสอบเครื่องมือ 1) การตรวจสอบความตรง ( Content Validity ) ดำเนินการก่อนการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม เพื่อตรวจสอบว่า แบบสอบถามที่สร้างขึ้นมานั้นสามารถวัดผลได้ตรงตามที่ต้องการ ครอบคลุมเนื้อหาขอบเขตของเนื้อหาการวิจัย ความถูกต้องของภาษา ความเข้าใจตรงกับข้อคำถาม โดยใช้วิธีการทางสถิติตรวจสอบค่าความเที่ยงตรง คือ ค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามแต่ละข้อกับวัตถุประสงค์ ( Index of Item Objective Congruence : IOC ) โดยมีวิธีการดังนี้ (1) นำแบบสอบถามกับวัตถุประสงค์ที่ปรับปรุงตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา ดุษฎี นิพนธ์ เสนอผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา จำนวน 5 คน เพื่อพิจารณาว่าแบบสัมภาษณ์สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยกำหนดคะแนนความเห็น ดังนี้ +1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบสัมภาษณ์สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแบบสัมภาษณ์สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ -1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบสัมภาษณ์ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ (2) นำคะแนนของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนมาคำนวณจากสูตรดังนี้

เมื่อ IOC แทน แบบวัดความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับนิยามปฏิบัติการ แทน ผลบวกของคะแนนผู้เชี่ยวชาญ n แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

ผู้วิจัยได้ทำการหาค่าความตรง ( Content Validity ) ในแบบ สอบถาม ตามเทคนิค Index of Item Objective Congruence ( IOC ) โดยข้อคำถามแต่ละข้อควรมีค่า IOC ตั้งแต่ 0.6-1.00 จึงจะทำการคัดเลือกข้อคำถามนั้นไว้ สำหรับข้อคำถามที่มีค่า IOC น้อยกว่า 0.6 0 ให้พิจารณาปรับปรุงหรือตัดออก เพื่อที่จะได้ตรงตามวัตถุประสงค์แล้วจึงนำไปใช้ในการวัดความเชื่อมั่น ผลการทดสอบคุณภาพแบบสัมภาษณ์มีค่า IOC มากกว่า 0.60 ทุกข้อ โดยแบบสอบถามที่สร้างขึ้นได้ ค่า IOC ของเนื้อหารวม เท่ากับ 0 . 9 9 แสดงว่าข้อคำถามเหล่านั้น วัดตรงกับเนื้อหาที่กำหนด สามารถนำข้อคำถามนั้นไป ใช้ได้ ( Rovinelli and Hambleton, 1977 ) ( รายชื่อผู้เชี่ยวชาญใน ภาคผนวก ) 2) การทดสอบความเที่ยง ( Reliability ) โดยการนำแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบแก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์และผู้เชี่ยวชาญ ไปทำการทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 30 คน ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับประชากรของการวิจัย จากนั้นนำข้อมูลมา วิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหา ค่า ความเที่ยง ( Reliability consistency ) ตามวิธีการ หาค่าสัมประสิทธิ์ แอลฟา Cronbach ’ s Alpha ของ ครอนบาค ( Cronbach, 1970 , pp . 161) โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามดังนี้ ตอนที่ 2 ความคิดเห็นของผู้ปลูกพืชต่อ ข้อควรปฏิบัติใน การจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารของผู้จัดการความรู้ มีค่า Cronbach ’ s Alpha เท่ากับ 0 . 97 ตอนที่ 3 การได้รับความรู้และความต้องการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกพืชเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร มีค่า Cronbach ’ s Alpha เท่ากับ 0 . 82 ตอนที่ 4 การประเมินสภาพความมั่นคงทางอาหาร มีค่า Cronbach ’ s Alpha เท่ากับ 0 . 81 ตอนที่ 5 ปัญหาของผู้ปลูกพืชที่ได้รับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร มีค่า Cronbach ’ s Alpha เท่ากับ 0 . 9 0 ตอนที่ 6 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการความความรู้การปลูกพืชเพื่อ ความมั่นคงทางอาหาร มีค่า Cronbach ’ s Alpha เท่ากับ 0 . 9 5 สำหรับเกณฑ์ความเชื่อมั่นของเครื่องมือวิจัย กัลยา วานิชย์บัญชา (25 61 , น. 159 ) ระบุว่า ควรมีค่าสูงกว่า 0. 7 0 จึงจะถือว่าเครื่องมือวิจัยนั้นมีผลการวัดที่มีความเชื่อมั่นและน่าเชื่อถือได้ จากการวิเคราะห์ความเชื่อมั่นแบบส อบถาม มีค่าความเชื่อมั่น รายประเด็นย่อยสูงกว่า 0. 7 0 ในทุกประเด็น และ มีค่าความเชื่อมั่นรวมทั้งฉบับ เท่ากับ 0 . 92 ดังนั้นสามารถ นำ แบบสอบถามไ ปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลได้

3. การเก็บรวบรวมข้อมูล

ใช้ 2 ช่องทางดังนี้ 3.1 ช่องทางเก็บข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก ผู้ปลูกพืช โดย 3.1 .1 ผ่าน ออนไลน์ ใน รูปแบบ Google Form 3. 1. 2 ผ่านการแจกแบบสอบถาม ในค่ายกสิกรรมไร้สารพิษ ของมูลนิธิฯ 3.2 ขั้นตอนเก็บข้อมูล 3. 2 .1 กำหนดช่วงเวลาในการเก็บข้อมูล กำหนดแผนการเก็บรวบรวมข้อมูล และเก็บข้อมูลตามแผน 3.2. 2 เตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดย สร้างแบบสอบถามใน รูปแบบ Google Form และแบบสอบถามที่ พิมพ์กระดาษ 3. 2 .3 การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เพื่อ ใช้ประกอบการแจกแบบสอบถาม ได้แก่ ซองจดหมายที่จ่าหน้าถึงผู้รับพร้อมสแตมป์ให้เพียงพอ ปากกา 3.2. 4 ดำเนินการแจกแบบสอบถาม มีขั้นตอน ดังนี้ 1) แนะนำตัวผู้เก็บข้อมูล โดยแนะนำชื่อ นามสกุล และแจ้งว่าเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอก ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง โมเดล การจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารในภาคกลาง 2) ชี้แจงวัตถุประสงค์ ของการศึกษาวิจัย 3) อธิบายวิธีการทำแบบสอบถาม 4) มอบซองจดหมายที่จ่าหน้าถึงผู้รับพร้อม ติด สแตมป์ สำหรับส่ง แบบสอบถาม คืน 5) กล่าวขอบคุณ ผู้ศึกษาวิจัยกล่าวขอบคุณผู้ปลูกพืช 6) รวบรวม ตรวจนับจำนวน ความถูกต้องครบถ้วน และสรุปแบบสอบถา ม

4 . การวิเคราะห์ข้อมูล

เมื่อได้แบบส อบถาม ครบตามจำนวนที่กำหนด ผู้วิจัยได้ดำเนินการตรวจสอบ ความถูกต้องของข้อมูล และลงรหัสเพื่อประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้สถิติ ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูล สภาพพื้นฐาน ทั่วไป ของผู้ปลูกพืชในภาคกลาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ( descriptive statistics ) คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตอนที่ 2 ความ คิ ดเห็นของผู้ปลูกพืช ต่อ ข้อควรปฏิบัติใน การจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารของผ จ. ความรู้ ใน 3 องค์ประกอบ ใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดอันดับ นำค่าเฉลี่ยของคะแนนมาประเมินระดับ ความคิดเห็น มี 5 ระดับ ตามเกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย ดังนี้ 1 . 00 - 1 . 80 หมายถึง เห็นด้วยระดับ น้อยที่สุด 1 . 81 - 2 . 60 หมายถึง เห็นด้วยระดับน้อย 2 . 61 - 3 . 40 หมายถึง เห็นด้วยระดับปานกลาง 3 . 41 - 4 . 20 หมายถึง เห็นด้วยระดับมาก 4 . 21 - 5 . 00 หมายถึง เห็นด้วยระดับมากที่สุด ตอนที่ 3 การได้รับความรู้และความต้องการความรู้ เรื่อง การผลิตพืชและการจัดการผลผลิตจากพืช โดยแบบสอบถามแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 3.1 การได้รับและความต้องการความรู้ในด้านหลักการผลิตพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารขั้นพื้นฐานและขั้นก้าวหน้า (เทคโนโลยีทันสมัย) 3.2 การได้รับและความต้องการความรู้ของผู้ปลูกพืชเรื่องการจัดการผลผลิตจากพืชด้านการบริโภคและด้านเศรษฐกิจ (เพิ่มรายได้/ลดรายจ่าย) คำถามการได้รับความรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยพิจารณาจากคะแนนความรู้ที่ได้รับ คือ ได้รับความรู้ = 1 คะแนน และไม่ได้รับความรู้ = 0 คะแนน และจัดช่วงคะแนนเพื่อให้เป็นเกณฑ์การประเมินผลระดับในเชิงการได้รับ โดยจัดช่วงคะแนนแบ่งออกเป็นช่วง ๆ ดังนี้ ช่วงคะแนน = คะแนนสูงสุด – คะแนนต่ำสุด 1842704 16733 0 0 จำนวนระดับ = 2 0 – 0 2299970 11429 0 0 5 = 2 0 2265045 3809 0 0 5 = 4 โดยจัดช่วงคะแนนเฉลี่ยแบ่งออกเป็นช่วงๆ ดังนี้ 1 . 00 - 4 . 99 คะแนน หมายถึง มีความรู้ ระดับน้อยที่สุด 5.00 - 8.99 คะแนน หมายถึง มีความรู้ระดับน้อย 9.00 - 12.99 คะแนน หมายถึง มีความรู้ระดับ ปานกลาง 13.00 - 16.99 คะแนน หมายถึง มีความรู้ระดับ มาก 17.00 - 20.00 คะแนน หมายถึง มีความรู้ระดับ มากที่สุด

คำถาม ความต้องการความรู้ วิเคราะห์โดย แบ่งเป็น 5 ระดับความต้องการตามเกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย ดังนี้ 1 . 00 - 1 . 80 หมายถึง ระดับ ความต้องการ น้อยที่สุด 1 . 81 - 2 . 60 หมายถึง ระดับความต้องการน้อย 2 . 61 - 3 . 40 หมายถึง ระดับความต้องการปานกลาง 3 . 41 - 4 . 20 หมายถึง ระดับความต้องการมาก 4 . 21 - 5 . 00 หมายถึง ระดับความต้องการมากที่สุด ตอนที่ 4 การประเมินสภาพความมั่นคงทางอาหารใน 4 มิติโดยแบ่งเป็น 5 ระดับความ มั่นคงทางอาหาร ในแต่ละดับมีเกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย ดังนี้ 1 . 00 - 1 . 80 หมายถึง มีระดับความมั่นคงน้อยที่สุด 1 . 81 - 2 . 60 หมายถึง มีระดับความมั่นคงน้อย 2 . 61 - 3 . 40 หมายถึง มีระดับความมั่นคงปานกลาง 3 . 41 - 4 . 20 หมายถึง มีระดับความมั่นคงมาก 4 . 21 - 5 . 00 หมายถึง มีระดับความมั่นคงมากที่สุด ตอนที่ 5 ปัญหาของผู้ปลูกพืชที่ได้รับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร วิเคราะห์โดยใช้สถิติ คือ วิธีการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดอันดับ นำค่าเฉลี่ยของคะแนนมาประเมินระดับความคิดเห็น มี 5 ระดับ ตามเกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย ดังนี้ โดยจัดช่วงคะแนนเฉลี่ยแบ่งออกเป็นช่วงๆ ดังนี้ 1 . 00 - 1 . 80 หมายถึง มีปัญหาในระดับน้อยที่สุด 1 . 81 - 2 . 60 หมายถึง มีปัญหาในระดับน้อย 2 . 61 - 3 . 40 หมายถึง มีปัญหาในระดับปานกลาง 3 . 41 - 4 . 20 หมายถึง มีปัญหาในระดับมาก 4 . 21 - 5 . 00 หมายถึง มีปัญหาในระดับมากที่สุด ตอนที่ 6 ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับ การจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร วิเคราะห์โดยใช้สถิติ คือ วิธีการแจกแจงความถี่ ด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดอันดับ โดยนำค่าเฉลี่ยของคะแนนมาประเมินระดับข้อเสนอแนะมี 5 ระดับ ตามเกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย ดังนี้ 1 . 00 - 1 . 80 หมายถึง เห็นด้วย ในระดับน้อยที่สุด 1 . 81 - 2 . 60 หมายถึง เห็นด้วย ในระดับน้อย 2 . 61 - 3 . 40 หมายถึง เห็นด้วย ในระดับปานกลาง 3 . 41 - 4 . 20 หมายถึง เห็นด้วยใน ระดับมาก 4 . 21 - 5 . 00 หมายถึง เห็นด้วย ใน ระดับมากที่สุด

วัตถุประสงค์ ที่ 2 ศึกษ า การปฏิบัติ และปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติ ในการจัดการความรู้ การปลูกพืช เพื่อความมั่นคงทางอาหารของผู้จัดการความรู้ในภาคกลาง

1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

1 . 1 ประชากร ผ ู้จัดการค วามรู้ ของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทยสังกัดภาคกลางสวนป่านาบุญ 3 จังหวัดปทุมธานีจำนวน 201 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรคำนวณของทาโร ยามาเน ( Yamane, Taro . 1973 , น. 727-728) ที่ระดับความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 134 คน และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ( Simple Random Sampling ) โดยใช้วิธีการ จับสลากตามรายชื่อในทะเบียน ดังนี้ สูตร n = N 1 + N e 2 QUOTE n = N1 + Ne 2 เมื่อ n = จำนวนตัวอย่างที่จะต้องทำการสุ่ม N = จำนวนประชากรทั้งหมด e = ค่าความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่าง แทนค่าจากสูตร n = 201 1 + 201 ( 0 . 05 ) 2 QUOTE n = 139 1 + 139 ( 0 . 05 ) 2 QUOTE n = 103 QUOTE n = 139 1 + 139 ( 0 . 05 ) 2 n = 134 QUOTE n = 103 ในที่นี้จึงกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 1 34 คน

2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

2.1 ชนิดและลักษณะของเครื่องมือ คือแบบสอบถามที่ประกอบด้วยคำถามให้เลือกตอบ คำถามปลายปิดและคำถามปลายเปิดที่ให้ผ จ.ความรู้ แสดงความคิดเห็นมี 4 ตอนดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของผู้จัดการความรู้ ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพเดิม อาชีพปัจจุบัน ระดับการศึกษา ประสบการณ์ปลูกพืช เหตุผลในการปลูก พืช ตอนที่ 2 การปฏิบัติการจัดการความรู้ ใน 3 องค์ประกอบได้แก่ 1) ปัจจัย ด้านคน ประกอบ ด้วย 1. มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของบุคลากรตามโครงสร้างองค์กร 2. มีเกณฑ์คุณสมบัติบุคลากร 3. มีการสร้างเสริมศักยภาพบุคลากร 2) ปัจจัย ด้านกระบวนการจัดการความรู้ 8 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1. การระบุเป้าหมายการจัดการความรู้ 2. การกำหนดหัวข้อความรู้ 3.การสร้างและแสวงหาความรู้ 4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ 5. การจัดระบบคลังความรู้ 6.การแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 7.การประเมินผลการจัดการความรู้ 8.การเผยแพร่ขยายผลการจัดการความรู้ และ 3) ปัจจัย ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย เทคโนโลยีในการสื่อสาร เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล และสังคมเครือข่าย โดยคำถามแบ่งเป็น การปฏิบัติ 5 ระดับ เช่นเดียวกันกับของผู้ปลูกพืช ตอนที่ 3 ปัญหา การปฏิบัติในการจัดการความรู้ การปลูกพืชเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ใน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ปัจจัย ด้านคน 2) ด้านกระบวนการจัดการความรู้ 8 ขั้นตอน และ 3) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยแบ่งเป็นระดับ ปัญหา 5 ระดับ เช่นเดียวกันกับของผู้ปลูกพืช ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการความความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร ใน 3 องค์ประกอบ คือ 1) ปัจจัย ด้านคน 2) ด้านกระบวนการจัดการความรู้ 8 ขั้นตอน และ 3) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยแบ่งเป็น 5 ระดับความคิดเห็น เช่นเดียวกันกับของผู้ปลูกพืช 2.2 การสร้างและการทดสอบสอบคุณภาพของเครื่องมือ 2.2.1 การสร้างเครื่องมือแบบสอบถาม ( Questionnaires ) ดำเนินการสร้างเครื่องมือโดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน เช่นเดียวกับการสร้างแบบสอบถามสำหรับผู้ปลูกพืช 2 . 2 . 2 การทดสอบเครื่องมือ ผู้วิจัยดำเนินการ ตรวจสอบ ค่า ความตรง ( Content Validity ) และ การทดสอบความเที่ยง ( Reliability ) ของแบบสอบถามโดยอ้างอิงและใช้วิธีการเดียวกันกับการดำเนินการของชุดแบบสอบถามสำหรับผู้ปลูกพืชข้างต้น ซึ่งได้ค่า IOC = 0.9 9 และทำการทดสอบแบบสอบถาม กับผู้จัดการความรู้ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 ราย หาค่าความเที่ยง (สัมประสิทธิ์อัลฟา) ในแต่ละตอนได้ค่าสัมประสิทธิ์ระหว่าง 0 . 9 0 - 0 . 9 7 สรุปภาพรวมของค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา ของแบบสอบถามทั้งฉบับ มีค่า เท่ากับ 0.9 3 ซึ่ง แสดงว่ามีค่าความเที่ยงอยู่ในระดับสูงจึงสามารถนำไป ใช้ เก็บรวบรวมข้อมูลได้

3. การเก็บรวบรวมข้อมูล

ใช้ 2 ช่องทางดังนี้ 3.1 ช่องทางเก็บข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผ จ. ความรู้โดย 3.1.1 ผ่าน ออนไลน์ ใน รูปแบบ Google Form 3.1.2 ผ่านการแจกแบบสอบถามในค่ายกสิกรรมไร้สารพิษของมูลนิธิฯ 3.2 ขั้นตอนเก็บข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเช่นเดียวกับของผู้ปลูกพืช

4 . การวิเคราะห์ข้อมูล

เมื่อได้แบบสอบถามครบตามจำนวนที่กำหนด ผู้วิจัยได้ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และลงรหัสเพื่อประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้สถิติ ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมู ล พื้นฐาน ทั่วไป วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตอนที่ 2 การปฏิบัต ิ การจัดการความรู้ ใน 3 องค์ประกอบ ใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดอันดับ นำค่าเฉลี่ยของคะแนนมาประเมินระดับ การปฏิบัติ มี 5 ระดับ โดยใช้ เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย เช่นเดียวกันกับผู้ปลูกพืช ตอนที่ 3 ปัญหาการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร วิเคราะห์โดยใช้สถิติ และ เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย เช่นเดียวกันกับผู้ปลูกพืช ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร วิเคราะห์โดยใช้สถิติ และเกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ย เช่นเดียวกันกับผู้ปลูกพืช

วัตถุ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน