7 CHAP 5 editแล้ว.pdf
เนื้อหาในไฟล์
192 บทที่ 5 สรุปการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง โมเดลการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารในภาคกลาง ผู้วิจัยได้น าเสนอเป็นประเด็นส าคัญ โดยจ าแนกเป็น 3 ส่วน คือ สรุปการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ มีรายละเอียดดังนี้ 1. สรุปการวิจัย ผลการวิจัยด้านวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีด าเนินการวิจัย และผลการวิจัยโดยสรุปมีดังนี้ 1.1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพพื้นฐานทั่วไป การได้รับการจัดการความรู้ การได้รับความรู้ ความต้องการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารและสภาพความมั่นคงทางอาหารของผู้ปลูกพืชในภาคกลาง ศึกษาการปฏิบัติและปัจจัยที่มีผลต่อปฏิบัติในการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารของผู้จัดการความรู้ในภาคกลาง ศึกษาการจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกพืชความมั่นคงทางอาหารของตัวแทนจากหน่วยงานและองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน สร้างและพัฒนาโมเดลการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารในภาคกลาง 1.2 วิธีการด าเนินการวิจัย 1.2.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย 3 กลุ่มตัวอย่างหลักได้แก่ 1) ผู้ปลูกพืชภาคกลาง แบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ ส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามคือประชาชนทั่วไปที่มีการปลูกพืช หลังจากผ่านการอบรมค่ายกสิกรรมไร้สารพิษของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย สังกัดภาคกลางสวนป่านาบุญ 3 จังหวัดปทุมธานี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565 และอยู่ใน 7 จังหวัดภาคกลาง คือ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม สุพรรณบุรีและก าแพงเพชร จ านวน 3,088 คน ก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรค านวณของทาโร ยามาเน (Yamane, Taro. 1973, น. 727-728) ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 ได้ขนา
อ่านต่อ
ดของกลุ่มตัวอย่าง 193 จ านวน 354 คน คิดเป็นร้อยละ 11.49 ของผู้ปลูกพืชที่ลงทะเบียน จากนั้นท าการสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ (Systematic Sampling) โดยแบ่งตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละจังหวัด แล้วสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงให้ได้จ านวนตัวอย่างตามที่ก าหนดเพื่อตอบแบบสอบถาม ส่วนของการท าการสนทนากลุ่ม (Focus group) คัดเลือกผู้ปลูกพืชที่มีความรู้เป็นผู้เชี่ยวชาญการปลูกพืชมีความมั่นคงทางอาหารพึ่งตนได้จากการปลูกพืชบริโภคเองและมีการขยายผลความรู้ด้านการผลิตพืชหรือการจัดการผลผลิตจากพืช รวมถึงได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลต้นแบบในชุมชน จ านวน 8 คน เพื่อวิพากษ์และเสนอแนะโมเดลต้นแบบ 2) ผู้จัดการความรู้ แบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ ส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามคือจิตอาสาผู้ให้การอบรมในค่ายกสิกรรมไร้สารพิษของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทยสังกัดภาคกลางสวนป่านาบุญ 3 จังหวัดปทุมธานี จ านวน 201 คน ก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรค านวณของทาโร ยามาเน (Yamane, Taro. 1973, น. 727-728) ที่ระดับความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่างที่ 0.05 ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 134 คน คิดเป็นร้อยละ 66.66 ของจ านวนจิตอาสาที่ขึ้นทะเบียนภาคกลาง และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้วิธีการจับสลากตามรายชื่อในทะเบียนให้ได้จ านวนตัวอย่างตามที่ก าหนดเพื่อตอบแบบสอบถาม ส่วนของการสนทนากลุ่ม (Focus group) คัดเลือกผู้จัดการความรู้ที่มีคุณสมบัติเป็นจิตอาสาประจ ามีฐานะเป็นหัวหน้าและพี่เลี้ยงจ านวน 8 คน ในค่ายกสิกรรมไร้สารพิษ เพื่อร่วมกันวิพากษ์และเสนอแนะโมเดล 3) ตัวแทน/หน่วยงานจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารโดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะ เจาะจง (purposive sampling) แบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ ส่วนของการท าการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) จ านวน 10 คน (ภาครัฐ 4 คน ภาคเอกชน 3 คนและ ภาคประชาชน 3 คน) จากภาครัฐคือกรมพัฒนาที่ดิน ส านักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตรกรมส่งเสริมการเกษตร และกองพัฒนาเกษตรกรมส่งเสริมการเกษตรโครงการส่งเสริมเคหกิจเกษตรเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร จากภาคเอกชนคือศูนย์ส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษวังน ้าเขียว เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติชุมชนอโศกสวนบุญผักพืชและเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย และจากภาคประชาชนคือ ปราชญ์ชาวบ้านและเกษตรกรต้นแบบในชุมชน ส่วนของการประเมินโมเดลครั้งที่ 2 จ านวน 36 คน คัดเลือกจาก 3 แหล่งได้แก่ 1) ผู้ทรงคุณวุฒิ/นักวิชาการ 9 คน 2) ผู้จัดการความรู้จาก 3 องค์กร (มูลนิธิแพทย์วิถีธรรม 9 194 คน โรงเรียนสัมมาสิกขาชุมชนอโศก 2 คนและศูนย์ส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษวังน ้าเขียว 2 คน) รวม 13 คน และ 3) ผู้ปลูกพืชที่มีการขยายผลในการส่งเสริมการปลูกพืชในกลุ่มไลน์กสิกรรมไร้สารพิษ ไลน์อาหารพืช จืด สบาย ห่างไกลโรคและไลน์พึ่งตนเรียบง่ายสไตล์พวธ. รวม 9 คนและเกษตรกรจากเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษวังน ้าเขียว 5 คน รวมทั้งสิ้น 14 คน 1.2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 5 เครื่องมือดังนี้ 1) แบบสอบถามส าหรับปลูกพืช และผู้จัดการความรู้ ที่ประกอบด้วยลักษณะค าถามให้เลือกตอบและค าถามที่ให้แสดงความคิดเห็น โดยน าแบบสอบถามเสนอผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาจ านวน 5 ท่าน น าไปหาค่าความตรง IOC น าแบบสอบถามไปปรับปรุง และน าไป Tryout กับกลุ่มผู้ปลูกพืช และกลุ่มผู้จัดการความรู้ จ านวนกลุ่มละ 30 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จากนั้นน าแบบสอบถามไปสอบถามกับกลุ่มผู้ปลูกพืชจ านวน 354 คนและกลุ่มผู้จัดการความรู้134 คน 2) แบบสอบถามความคิดเห็น เรื่องปัจจัยสู่ความส าเร็จภายในและภายนอก ส าหรับตัวแทน/หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาชน ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร 3) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ส าหรับตัวแทน/หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาชน ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร โดยเป็นลักษณะค าถามปลายเปิดแบบกึ่งโครงสร้าง 4) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ส าหรับบันทึกข้อมูลความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ปลูกพืช และผู้จัดการความรู้ในขั้นการประเมินโมเดลครั้งที่ 1 5) แบบประเมินโมเดล เป็นรูปแบบความคิดเห็น 5 ระดับเกี่ยวกับการประเมิน ความเป็นไปได้ การน าไปใช้ประโยชน์ ความเหมาะสมและความถูกต้องครอบคลุมของโมเดล ในส่วนของปัจจัยน าเข้า กระบวนการ ผลผลิตและเป้าหมาย ในขั้นการประเมินโมเดลครั้งที่ 2 1.2.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1) แบบสอบถามส าหรับผู้ปลูกพืช และผู้จัดการความรู้ ใช้ 2 ช่องทางผ่านออนไลน์ในรูปแบบ Google Form และการแจกแบบสอบถามในค่ายกสิกรรมไร้สารพิษของมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทยจนครบตามจ านวน 2) แบบสอบถามความคิดเห็น เรื่องปัจจัยสู่ความส าเร็จสอบถามพร้อมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกตัวแทน/หน่วยงานจากภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาชน 3) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้วิจัยเดินทางไปสัมภาษณ์ด้วยตนเอง 195 4) แบบบันทึกการสนทนา (Focus Group) กลุ่มผู้ปลูกพืช ผู้วิจัยจัดให้มีการสนทนากลุ่มผ่าน Zoom และกลุ่มผู้จัดการความรู้จัดให้มีการสนทนากลุ่มแบบพบปะในค่ายกสิกรรมไร้สารพิษ สวนป่านาบูญ 3 5) แบบประเมินโมเดล ผู้วิจัยเดินทางไปมอบเอกสารด้วยตนเอง ส่งแบบประเมินทางไปรษณีย์ และผ่านห้อง Line ส่วนตัว จากนั้นติดตามทางโทรศัพท์ 1.2.4 การวิเคราะห์ข้อมูล ลงรหัสเพื่อประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าต ่าสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดอันดับ โดยแปลความหมายตามเกณฑ์ที่ก าหนด สถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ 1.3 ผลการวิจัย 1.3.1 สภาพพื้นฐานทั่วไป การได้รับการจัดการความรู้ การได้รับความรู้และความต้องการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร และสภาพความมั่นคงทางอาหารของผู้ปลูกพืชในภาคกลาง 1) สภาพส่วนบุคคล สังคม เศรษฐกิจ ของผู้ปลูกพืช พบว่า ผู้ปลูกพืชส่วนมากเป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 53.79 ปี โดยเป็นพนักงานบริษัท จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและไม่เคยมีประสบการณ์ปลูกพืชมาก่อนเข้าค่ายกสิกรรมไร้สารพิษ มาเข้ารับการอบรบเฉลี่ย 3.62 ครั้ง มีการปลูกพืชด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ และส่วนมากได้รับทราบข่าวสารการอบรมจากเพื่อน/ญาติ ผู้ปลูกพืชส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่ม มูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทยได้แก่ไลน์กสิกรรมไร้สารพิษ ไลน์อาหารพืช จืด สบายห่างไกลโรค ไลน์พึ่งตนเรียบง่ายสไตล์พวธ.และเป็นสมาชิกสื่อสังคมออนไลน์ได้แก่ ไลน์ เฟสบุ๊ค สภาพเศรษฐกิจของผู้ปลูกพืชส่วนใหญ่มีจ านวนสมาชิกเพศชายเฉลี่ยครัวเรือนละ 1.39 คนและหญิงครัวเรือนละ 1.64 คน สถานะความพอเพียงของรายได้อยู่ในสถานะพอใช้ไม่มีหนี้สิน รองลงมาอยู่ในสถานะพอใช้เหลือเก็บออม พี้นที่ส าหรับปลูกพืชส่วนใหญ่ใช้พื้นที่บริเวณรอบๆบ้านที่อาศัย โดยมีขนาดพื้นที่ในการปลูกพืชประมาณ 10 ตารางเมตร รองลงมามีขนาดพื้นที่ในการปลูกพืชน้อยกว่า 10 ตารางเมตร และส่วนใหญ่ปลูกพืชสมุนไพร รองลงมาคือพืชพื้นบ้าน โดยผู้ปลูกพืชส่วนใหญ่ซื้อพืชอาหารบริโภคต่อเดือนหลังได้รับการอบรมน้อยลง 2) การได้รับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร พบว่าประเด็นความคิดเห็นจากผู้ปลูกพืชเรื่องข้อควรปฏิบัติในการจัดการความรู้ของผู้จัดการความรู้ใน 3 องค์ประกอบได้แก่ปัจจัยด้านคน ด้านกระบวนการ 8 ขั้นตอน และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในระดับมากที่สุดเท่ากันทั้ง 3 องค์ประกอบ ประเด็นเรื่องการได้รับความรู้หลักการผลิตพืชขั้นพื้นฐานพบว่า ความรู้ที่ผู้ปลูกพืชได้รับมากที่สุดได้แก่ความรู้เรื่องการท าปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุเหลือใช้รอบตัว 196 รองลงมา คือความรู้เรื่องการปรุงดิน ส่วนหลักการผลิตพืชขั้นก้าวหน้าพบว่า ผู้ปลูกพืชไม่ได้รับความรู้หลักการผลิตพืชขั้นก้าวหน้าในทุกหัวข้อ ประเด็นเรื่องระดับความต้องการความรู้เรื่องหลักการผลิตพืชขั้นพื้นฐานในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยผู้ปลูกพืชมีความต้องการความรู้ในระดับมากที่สุด ได้แก่ความต้องการความรู้เรื่องการปรุงดิน รองลงมาการท าปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุเหลือใช้ ส่วนความต้องการความรู้หลักการผลิตพืชขั้นก้าวหน้าในภาพรวมอยู่ระดับน้อยที่สุด ประเด็นเรื่องการได้รับความรู้เรื่องการจัดการผลผลิตจากพืชด้านการบริโภคพบว่าผู้ปลูกพืชทุกคน ร้อยละ 100ได้รับความรู้เรื่องเทคนิคการรับประทานอาหารได้แก่การรับประทานอาหารตามล าดับการย่อย การเคี้ยวให้ละเอียดและปริมาณอาหารบริโภคที่พอเหมาะ รองลงมาร้อยละ 99.7 คือการปรุงอาหารบริโภค ได้แก่วัตถุดิบไร้สารพิษ ใช้พืชหลากหลาย ปรุงรสไม่จัด ประเด็นเรื่องการได้รับความรู้การจัดการผลผลิตจากพืชด้านเศรษฐกิจ (เพิ่มรายได้/ลดรายจ่าย) พบว่าร้อยละ 96.6 คือการได้รับความรู้การท าน ้ายาเอนกประสงค์จากพืช รองลงมาร้อยละ 92.7 คือการได้รับความรู้การท าปุ๋ยจากเศษขยะอาหาร เศษใบไม้กิ่งไม้ในบ้าน ประเด็นเรื่องระดับความต้องการความรู้การจัดการผลผลิตจากพืชด้านการบริโภค พบว่าในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ความต้องการความรู้เทคนิคการปรุงอาหารบริโภค รองลงมาความต้องการความรู้เทคนิดการรับประทานอาหาร ประเด็นเรื่องระดับความต้องการความรู้การจัดการผลผลิตจากพืชด้านเศรษฐกิจพบว่าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้ปลูกพืชมีความต้องการความรู้การจัดการผลผลิตจากพืชด้านเศรษกิจในระดับมากที่สุดได้แก่ความต้องการความรู้การท าปุ๋ยจากเศษขยะอาหาร เศษใบไม้กิ่งไม้ในบ้าน รองลงมาการท าน ้ายาเอนกประสงค์จากพืช 3) สภาพความมั่นคงทางอาหารของผู้ปลูกพืช พบว่าในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีสภาพความมั่นคงทางอาหารมิติการมีเสถียรภาพด้านอาหารและมิติการใช้ประโยชน์จากอาหารในระดับมาก มิติการมีอาหารที่เพียงพอและมิติการเข้าถึงอาหารในระดับปานกลาง 4) ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร พบว่า ปัญหาของผู้ปลูกพืชที่ได้รับเกี่ยวกับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารใน 3 องค์ประกอบได้แก่ปัจจัยด้านคน ด้านกระบวนการ 8 ขั้นตอนและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าผู้ปลูกพืชมีปัญหาปัจจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศประเด็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและหลากหลายอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.80) 5) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการความความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร พบว่าผู้ปลูกพืชมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารใน 3 องค์ประกอบได้แก่ปัจจัยด้านคน ด้านกระบวนการ 8 ขั้นตอนและด้านเทคโนโลยี 197 สารสนเทศในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าผู้ปลูกพืชมีข้อเสนอแนะปัจจัยด้านกระบวนการ 8 ขั้นตอนในประเด็นการก าหนดหัวข้อความรู้ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.58) ได้แก่ในการอบรมควรเพิ่มหลักหลักธรรมต่างๆ ที่ท าให้ใจไร้ทุกข์หากเผชิญกับภาวะวิกฤติ และควรก าหนดหัวข้อความรู้เสริมได้แก่หลักการดูแลสุขภาพพึ่งตน กายบริหารกดจุด โยคะ โดยตั้งอยู่บนหลักวิชาการ นอกเหนือจากความรู้เรื่องกระบวนการผลิตพืช และการจัดการผลผลิตจากพืช 1.3.2 การปฏิบัติในการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารของผู้จัดการความรู้ในภาคกลาง 1) ข้อมูลพื้นฐานของผู้จัดการความรู้ ผู้จัดการความรู้ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 52 ปี อาชีพหลักก่อนเข้ามาเป็นจิตอาสามีอาชีพรับจ้าง/พนักงานบริษัท รองลงมาประกอบอาชีพค้าขาย/กิจการส่วนตัว ปัจจุบันผู้จัดการความรู้ส่วนใหญ่มีอาชีพหลักเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม จบการศึกษาระดับปริญญาตรี รองลงจบการศึกษาระดับปริญญาโท จ านวนปีที่เข้าร่วมเป็นทีมงานจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมเฉลี่ย 6.45 ปี ผู้จัดการความรู้ส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์ปลูกพืชเฉลี่ย 6.65 ปีก่อนเข้าร่วมทีมงานจิตอาสา และปลูกพืชด้วยเหตุผลด้านสุขภาพเป็นส่วนใหญ่ 2) การปฏิบัติในการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร พบว่าการปฏิบัติของผู้จัดการความรู้ใน 3 องค์ประกอบ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีการปฏิบัติต่อปัจจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับมากที่สุด เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยดังนี้ มีการใช้สังคมเครือข่ายในการสื่อสารและเผยแพร่องค์ความรู้ ได้แก่ไลน์กสิกรรมไร้สารพิษ ยูทูป เฟสบุ๊คกสิกรรมไร้สารพิษ และTikTok รองลงมาผู้จัดการความรู้มีการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการท างานร่วมกันได้แก่ Zoom meeting และ Line chat มีการใช้เทคโนโลยีช่วยการจัดเก็บข้อมูล ได้แก่การจัดเก็บทะเบียนผู้ปลูกพืชด้วยระบบ QR Code และการจัดเก็บองค์ความรู้ได้แก่ Website ยูทูป วิดีทัศน์ ส่วนการปฏิบัติต่อปัจจัยด้านคนในภาพรวมอยู่ในระดับมากโดย ประเด็นการปฏิบัติตามเกณฑ์คุณสมบัติบุคลากรอยู่ระดับมากที่สุด รองลงมามีการปฏิบัติระดับมาก เท่ากันใน 2 ประเด็นได้แก่การปฏิบัติตามบทบาท/หน้าที่ของโครงสร้างบุคลากรในองค์กรและการปฏิบัติตามกระบวนการเสริมสร้างศักยภาพ ส่วนการปฏิบัติต่อปัจจัยด้านกระบวนการ 8 ขั้นตอนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย 3 ล าดับต้นดังนี้ การปฏิบัติขั้นตอนการแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การปฏิบัติขั้นตอนการสร้างและแสวงหาความรู้และการปฏิบัติขั้นตอนการก าหนดหัวข้อความรู้ 3) ปัญหาการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร พบว่าผู้จัดการความรู้มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารทั้ง 3 198 องค์ประกอบได้แก่ปัจจัยด้านคน ด้านกระบวนการ 8 ขั้นตอนและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย โดยมีปัญหาการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารในประเด็นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่ในระดับปานกลางได้แก่ปัญหาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและหลากหลาย และปัญหาผู้จัดการความรู้ขาดทักษะในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ ส าหรับความคิดเห็นต่อปัญหาในประเด็นปัจจัยด้านคนและด้านกระบวนการ 8 ขั้นตอนอยู่ในระดับน้อยเท่ากัน 4) ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารพบว่า ผู้จัดการความรู้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารต่อองค์ประกอบ 3 ด้านในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยปัจจัยด้านคน เรียงล าดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยดังนี้ ควรมีการพูดคุยสื่อสารในทีมงานอย่างสม ่าเสมอ รองลงมาควรมีการพัฒนาทักษะการมองโลกอย่างเป็นระบบด้วยหลักอริยสัจ 4 (ใช้หลักธรรมเสริม) และควรมีการพัฒนาความรู้ความสามารถและสร้างความรู้ใหม่ ปัจจัยด้านกระบวนการ 8 ขั้นตอน เรียงล าดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยดังนี้ ประเด็นการก าหนดหัวข้อความรู้ได้แก่ควรก าหนดหัวข้อความรู้เสริมที่สนับสนุนความรู้หลักได้แก่หลักการดูแลสุขภาพพึ่งตน กายบริหารกดจุด โยคะ และในการอบรมควรเพิ่มหลักธรรมที่ท าให้ใจไร้ทุกข์หากเผชิญกับภาวะวิกฤติต่างๆ รองลงมาประเด็นการระบุเป้าหมายการจัดการความรู้ ได้แก่ควรมีการสื่อสารเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นที่เข้าใจตรงกันระหว่าง ผู้น า ทีมงาน ผู้จัดการความรู้รวมถึงผู้ปลูกพืช และเป้าหมายการจัดการความรู้ควรเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และคุณค่าในการปฏิบัติต่อตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ล าดับที่3 ประเด็นการประเมินผลการจัดการความรู้ ได้แก่ มีบรรยากาศพูดคุยที่เป็นมิตรให้เกียรติ จริงใจและใช้มติของกลุ่ม (หมู่มิตรดี) หากเกิดปัญหาในการปฏิบัติงาน องค์ประกอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีข้อเสนอแนะในระดับมากที่สุดคือควรจัดอบรมวิธีใช้งาน/การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศในแต่ละชนิดให้ผู้จัดการความรู้ 5) การทดสอบสมมุติฐานความต้องการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารของผู้ปลูกพืชมีผลต่อความมั่นคงทางอาหาร ใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) โดยมีตัวแปรอิสระ (X) ทั้งหมด 4 ตัวแปรได้แก่ 1) ความต้องการความรู้หลักการผลิตพืชขั้นพื้นฐาน 2) ความต้องการความรู้หลักการผลิตพืชขั้นก้าวหน้า 3) ความต้องการความรู้การจัดการผลผลิตจากพืชด้านการบริโภค และ4) ความต้องการความรู้การจัดการผลผลิตจากพืชด้านเศรษฐกิจ และตัวแปรตาม (Y) 1 ตัวคือความมั่นคงทางอาหาร 4 มิติ โดยน าตัวแปรอิสระทั้ง 4 ตัวแปรเข้าไปในสมการแล้วเลือกตัวแปรโดยใช้วิธี enter พบว่า มีตัวแปรอิสระ (X) 3 ตัวแปร ที่ร่วมกันท านายความมั่นคงทางอาหาร (Y)ได้อย่างมีนัยส าคัญยิ่งทางสถิติที่ระดับ 0.01และมีผลในเชิง 199 บวก คือความต้องการความรู้หลักการผลิตพืชขั้นพื้นฐาน ความต้องการความรู้การจัดการผลผลิตจากพืชด้านการบริโภค มีตัวแปรอิสระ 1 ตัวแปรที่มีผลในเชิงลบ คือความต้องการความรู้เรื่องการจัดการผลผลิตจากพืชด้านเศรษฐกิจ ซึ่งตัวแปรทั้ง 3 ตัวมีอ านาจพยากรณ์ประมาณร้อยละ 39.0 (R2 = 0.390) สรุปเป็นสมการท านายได้ ดังนี้ Y = 0.950 + 0.622 X1+ 0.053X2 + 0.170 X3 – 0.182X4 (3.966) (12.357) (1.488) (5.025) (-3.127) 6) การทดสอบสมมุติฐานปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติตามกระบวนจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร (ประเด็นรวม) ใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) โดยมีตัวแปรอิสระ (X) ทั้งหมด 2 ตัวแปรได้แก่การปฏิบัติปัจจัยด้านคน (ค่าเฉลี่ยการปฏิบัติ) การปฏิบัติปัจจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ค่าเฉลี่ยการปฏิบัติ) และตัวแปรตาม (Y) 1 ตัว คือการปฏิบัติตามกระบวนการจัดการความรู้ (ค่าเฉลี่ยการปฏิบัติ) โดยน าตัวแปรอิสระทั้ง 2 ตัวแปรเข้าไปในสมการแล้วเลือกตัวแปรโดยใช้วิธี enter พบว่าตัวแปรอิสระ (X) 2 ตัวแปรร่วมกันท านายการปฏิบัติตามกระบวน การจัดการความรู้ (Y) ได้อย่างมีนัยส าคัญยิ่งทางสถิติที่ระดับ 0.01 และมีผลในเชิงบวก โดยมีอ านาจพยากรณ์ประมาณร้อยละ 73.1 (R2 = 0.731) สรุปเป็นสมการท านายได้ ดังนี้ Y = 0.598 + 0.265X1 + 0.571X2 (3.070) (5.013) (12.154) 1.3.3 การจัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารของตัวแทนจากหน่วยงานและองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จากข้อมูลการสัมภาษณ์สรุปดังนี้ ปัจจัยด้านคนโดยภาพรวม พบว่าหน่วยงานภาครัฐ แบ่งบุคลากรเป็นส่วนกลางและภูมิภาค มีการก าหนดเกณฑ์คุณสมบัติ และมีสายงานบังคับบัญชาเป็นล าดับโดยระบุอย่างชัดเจนแตกต่างจากภาคเอกชนที่มีลักษณะที่ยืดหยุ่นกว่าโดยเฉพาะเรื่องเกณฑ์คุณสมบัติของบุคลากรให้ความส าคัญกับเรื่องของการมีทัศนคติ แนวคิดและอุดมการณ์ในทิศทางเดียวกันมากกว่าคุณสมบัติด้านวุฒิการศึกษาและอายุ ส าหรับภาคประชาชนมีลักษณะโครงสร้างบุคลากรเป็นลักษณะของสมาชิกครอบครัวพ่อ แม่ ลูก ท างานร่วมกัน ประเด็นกระบวนการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร ภาครัฐและเอกชนมีส่วนเหมือนและแตกต่างกันกล่าวคือการเข้ารับการอบรมเพิ่มเติม การศึกษาดูงานและการศึกษาวิจัยเหมือนกัน แตกต่างกันคือภาคเอกชนและภาคประชาชนมีความจริงจากการลงมือปฏิบัติเรื่องการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับตนเองโดยตรงในชีวิตประจ าวันเป็นลักษณะ Learning by doing มีการพัฒนา เรียนรู้จากการลงมือปลูกพืชจริง หากแต่ภาครัฐ 200 บุคลากรผู้จัดการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหารมีบทบาทในฐานะของนักส่งเสริม ประสานงาน ผู้น าความรู้ไปให้ประชาชนเกิดความมั่นคงทางอาหารมากกว่าการเป็นผู้สร้างความมั่นคงทางอาหารโดยการปลูกพืชเอง โดยมีการพัฒนา เรียนรู้ ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญหรือบุคคลต้นแบบด้านความมั่นคงทางอาหารทั้งในและนอกหน่วยงาน ปัจจัยด้านกระบวนการ 8 ขั้นตอน พบว่าโดยภาพรวมกระบวนการจัดการความรู้มีประเด็นโครงสร้างหลักของกระบวนการคล้ายคลึงกันแต่จัดเรียง แยกย่อยหัวข้อและรายละเอียดเนื้อหาความรู้ที่แตกต่างกันบ้าง ภาครัฐเป็นการด าเนินการตามขั้นตอนในคู่มือการจัดท าแผนการจัดการความรู้ของส านักงาน ก.พ.ร. ในลักษณะที่เป็นมาตราฐานเดียวกัน ได้แก่การก าหนดความรู้ที่ต้องการ การสร้างและแสวงหาความรู้ การจัดระบบความรู้ การประมวลและกลั่นกรองความรู้ การเข้าถึงความรู้ การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ การเรียนรู้ ส่วนภาคเอกชนขั้นตอนกระบวนการจัดการความรู้มีความยืดหยุ่นโดยจะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ปัญหา และความพร้อมของทีมงานไม่ได้อิงต าราหรือทฤษฎีเป็นหลักแต่ให้ความส าคัญกับการปฏิบัติตามประสบการณ์ที่ผ่านมา ที่เกิดจากการท าจริงในชีวิต โดยสามารถจัดรวมเป็นกรอบล าดับกระบวนการหลักได้แก่กระบวนการจัดการความรู้ก่อนค่าย ระหว่างค่าย และหลังจบค่าย และแตกต่างจากกระบวนการจัดการความรู้ของภาคประชาชนที่ไม่ต้องมีคู่มือและขั้นตอนที่ระบุชัดเจน เน้นการปฏิบัติการอย่างง่ายๆตามต้นแบบที่ตนเชื่อถือ ศรัทรา ประกอบกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมาและข้อมูลหลักที่จะบอกว่าใครท าอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร จากข้อมูลดังกล่าวผู้วิจัยน ามาใช้ยืนยันการปฏิบัติกระบวนการจัดการความรู้การปลูกพืชเพื่อความมั่นคงทางอาหาร 8 ขั้นตอนว่ามีความครอบคลุมและเป็นไปได้ ส่วนเนื้อหาองค์ความรู้ได้ก าหนดเป็นกรอบหัวข้อความรู้หลักโดยในรายละเอียดต้องมีการประยุกต์ตามจุดเด่นของแต่ละองค์กร บริบทของพื้นที่และตามความต้องการหรือปัญหาของผู้ปลูกพืช ปัจจัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่าทั้งภาครัฐและเอกชน มีการน าเทคโนโลยีสารสนเทศ มาช่วยสนับสนุนเพื่อเพิ่มประสิทธิในการจัดการความรู้โดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องทั้ง 4 อย่างได้แก่ เทคโนโลยีในการสื่อสารได้แก่ การจัดตั้งระบบอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีสนับสนุนการท างานร่วมกัน ได้แก่ Zoom Meeting และ Line Chat เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล ได้แก่ Website ยูทูป วิดีทัศน์ ฮาร์ดดิสก์ และสังคมเครือข่ายได้แก่ ไลน์ เฟสบุ๊ค ยูทูป แตกต่างจากภาคประชาชนที่มีการน าเพียงเทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสาร ได้แก่ โทรศัพท์ เทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล ได้แก่เฟซบุ๊ก ยูทูบ และสังคมเครือข่าย ได้แก่ไลน์ เฟสบุ๊ค ยูทูป มาใช้ในการจัดการความรู้ 201 ปัจจัยสู่ความส าเร็จ พบว่าโดยภาพรวมความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีปัจจัยสู่ความส าเร็จภายในอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 5 ประเด็น ได้แก่ประเด็นผู้น ามีวิสัยทัศน์ รองลงมาการท างานเป็นทีม การมีหมู่มิตรดี/ภาคีเครือข่าย การมีต้นแบบเป็นตัวอย่างความส าเร็จที่เป็นรูปธรรมจริงและ องค์กรมีวัฒนธรรมของการแบ่งปันตามล าดับ ปัจจัยสู่ความส าเร็จภายนอก พบว่าภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีประเด็นปัญหาสุขภาพอยู่ในระดับมากที่สุด มีปัจจัยสู่ความส าเร็จภายนอกในระดับมาก 3 ประเด็นได้แก่ภาวะโรคระบาด รองลงมาราคาอาหารที่แพง กระแสใส่ใจเรื่องสุขภาพของสังคมตามล าดับ และมีแหล่งทุนสนับสนุนการด าเนินงานในระดับปานกลาง สรุป โดย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive