10 บทที่ 5.pdf
เนื้อหาในไฟล์
73 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การด าเนินงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียว เก็บข้อมูล 2 ครั้งก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม (One Group Pre-Test Post-Test Design) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เปรียบเทียบระดับดัชนีมวลกายและระดับความดันโลหิต เปรียบเทียบผลการปฏิบัติตามโปรแกรมฯ ก่อนและหลังการทดลองของผู้ที่มีภาวะน้ าหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ที่มีภาวะน้ าหนักเกินและโรคอ้วน ที่มาเขาค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมในเดือนธันวาคม 2560 จ านวน 234 คน โดยคัดกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 40-59 ปี มีดัชนีมวลกายเกินมาตรฐาน (BMI เกิน 23) และความดันโลหิตไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจ านวน 117 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบวัดพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ซึ่งสามารถสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะของการวิจัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้ สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยสรุปได้ว่า โปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม มีประสิทธิภาพต่อ การเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้ าหนักเกินและโรคอ้วน โดยใช้เวลาในการเข้ารับโปรแกรมฯ น้อยที่สุด คือ ใช้เวลาเพียง 9 วันเท่านั้น ซึ่งสามารถสรุปผลได้ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ที่มีภาวะน้ าหนักเกินและโรคอ้วนในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ กลุ่มตัว
อ่านต่อ
อย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 76.10 มีอายุระหว่าง 55-59 ปี คิดเป็นร้อยละ 42.73 และอายุเฉลี่ย 51.91 ปี (S.D. = 5.971) 2. ผลการเปรียบเทียบภาวะสุขภาพทางกาย ได้แก่ น้ าหนักตัว ระดับดัชนีมวลกาย ระดับความดันโลหิตตัวบน และความดันโลหิตตัวล่างก่อนและหลังการทดลอง พบว่า หลังการทดลอง น้ าหนักตัว ระดับดัชนีมวลกาย ระดับความดันโลหิตตัวบน และความดันโลหิตตัวล่างลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ผลการเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมหลังการทดลอง พบว่า ระดับการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม สูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 74 อภิปรายผลการวิจัย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้ าหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างชัดเจน เนื่องจากผู้วิจัยเลือกเทคนิค 9 ข้อ (ยา 9 เม็ด) ตามแนวคิดของใจเพชร กล้าจน (2558) มาสร้างเป็นโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม เพื่อใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ส่งผลให้ผู้ที่มีภาวะน้ าหนักเกินและโรคอ้วน ได้เรียนรู้ และลงมือฝึกปฏิบัติจนเห็นผลจริง ในเรื่องการรับประทานอาหารและสมุนไพรปรับสมดุล การเดินเร็วและการใช้แรงบ าเพ็ญฐานงานต่าง ๆ การเอาพิษออกจากร่างกายด้วยการสวนล้างล าไส้ใหญ่ การใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญกุศล ท าจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ควบคุมสิ่งเร้า และลดละเลิกการบริโภคสิ่งที่เป็นโทษต่อสุขภาพขณะลดน้ าหนัก ด้วยการสวดมนต์ ทบทวนธรรม ฟังธรรม และการสนทนาธรรม ซึ่งเป็นแนวทางส าคัญที่จะควบคุมเร้าหรือสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอก รวมถึงการพากเพียรตัดวงจรหรือลดละเลิกพฤติกรรมที่ท าให้เกิดความรู้สึกหิว เบื่อหน่าย หรือท้อแท้ และการรู้เพียรรู้พักให้พอดีระหว่างการพักผ่อนและการพากเพียรในการปฏิบัติตามกิจกรรมของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ผู้วิจัยจึงขออภิปรายผลดังนี้ 1. หลังได้รับโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีภาวะน้ าหนักเกินและโรคอ้วน มีน้ าหนักตัว ระดับดัชนีมวลกาย ระดับความดันโลหิตตัวบน และความดันโลหิตตัวล่างลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สามารถอภิปรายผลได้ว่า 1.1 ด้านน้ าหนักตัว พบว่าหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยน้ าหนักตัวลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างได้รับประทานสมุนไพรและอาหารปรับสมดุลที่ให้พลังงานต่ า ได้ฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน และได้ออกก าลังกายด้วยการเดินเร็วและใช้แรงบ าเพ็ญกุศลอย่างเพียงพอ สอดคล้องกับนันทิชา แปะกระโทก (2554 : 15) พบว่าการศึกษาเชิงปฏิบัติการที่ใช้เวลา 2 เดือน ผู้ที่มีภาวะอ้วนสามารถป้องการมิให้น้ าหนักตัวเพิ่มขึ้นและสามารถลดน้ าหนักได้ด้วยการเพิ่มการเคลื่อนไหวออกแรงหรือออกก าลังกายร่วมกับการลดการบริโภคอาหาร รู้จักเลือกรับประทานอาหารอย่างฉลาด เพื่อลดพลังงานท าให้น้ าหนักตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยผู้รับบริการมีค่าเฉลี่ยน้ าหนักตัวก่อนเข้าโปรแกรมเท่ากับ 77.47 กิโลกรัมและหลังเข้าโปรแกรมเท่ากับ 75.46 กิโลกรัม นอกจากนั้นการรับประทานอาหารสูตร 2 น้องพุทธกลุ่มตัวอย่างได้ฝึกเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน ซึ่งมีส่วนท าให้การเผาผลาญอาหารดีขึ้น อิ่มนานขึ้นและน้ าหนักลดลง สอดคล้องกับการศึกษาที่พบว่า การเคี้ยวอาหารแต่ละครั้งเผาผลาญพลังงานประมาณ 1-2 แคลอรี หากเคี้ยวเร็วกลืนเร็วแคลอรี่ที่เผาผลาญจะน้อยลงไปด้วย ดูเหมือนการเคี้ยวจะใช้พลังงานเพียงน้อยนิด แต่เมื่อสะสมกันทุกวัน วันละหลาย ๆ มื้อ ค านวณได้ว่า อาจเทียบเท่ากับการเดินเร็ว 2 ไมล์ต่อชั่วโมง เดือนละ 3 ครั้ง ๆ ละ 20 นาที ปภังกรกิจ (Paphangkorakit J., et al. 2013 : 1-4) เช่นเดียวกับการศึกษาของสุมาลี เกียรติชนก (2558 : 112) ที่พบว่าการพัฒนาสูตรอาหารลดพลังงานแคลอรี่ต่ า 1,200 กิโลแคลอรี่ต่อวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ และการน าคู่มือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารลดพลังงานไปใช้ท าให้น้ าหนักตัวลดลง โดยก่อนทดลองมีน้ าหนักเฉลี่ย 89.94±21.73 กิโลกรัม หลังทดลอง 88.80±21.76 กิโลกรัม นอกจากนั้นยังมีการศึกษาเรื่องอาหารของ พีเค, แคทเธอรีน, และอลิจา (PK, N., Katherine, L.T., and Alicja, W. 2005 : 1267-1274) ที่ได้ออกแบบมาเป็น 75 อย่างดีเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการรับประทานอาหารมังสวิรัติและค่าดัชนีมวลกายโดยตรง พบว่า อาหารที่อุดมด้วยเส้นใยอาหารจากพืช เช่น ผัก ผลไม้ธัญพืช และพืชตระกูลถั่วมีความเกี่ยวข้องกับดัชนีมวลกาย (BMI) โดยสตรีชาวสวีเดนอายุระหว่าง 57-91 ปีที่ทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจ ามีความเสี่ยงต่อการมีน้ าหนักเกินและโรคอ้วนต่ ากว่าผู้หญิงที่กินเจ และมีค าแนะน าในการบริโภคอาหารจากพืชและผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้อย อาจช่วยให้ควบคุมน้ าหนักได้ ยังสอดคล้องกับเมนซ่า และคนอื่น ๆ (Menza, M., et al. 2004) ที่ได้กล่าวไว้ในการศึกษาเรื่อง Managing Atypical Antipsychotic-Associated. Weight Gain : 12-Month Data on a Multimodal Weight Control Program ว่าหลังได้รับโปรแกรมควบคุมน้ าหนักหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการปรับเปลี่ยนโภชนาการและการออกก าลังกายเป็นเวลา 52 สัปดาห์ เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีน้ าหนักเกินและเป็นโรคอ้วนที่มีน้ าหนักตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ใช้ยาลดความอ้วน และผู้ป่วยโรคจิตเภท หรือโรค Schizoaffective ที่ได้รับการรักษาด้วยยารักษาโรคจิตแบบผิดปกติ จ านวน 36 คนและกลุ่มเปรียบเทียบที่เป็นผู้ป่วยในคลินิกเดียวกัน (กลุ่ม “การดูแลตามปกติ”) ผลลัพธ์หลักคือกลุ่มทดลองมีน้ าหนักตัวลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p = 0.01) ในขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบมีน้ าหนักเพิ่มขึ้น การศึกษาของดีเลีย และคนอื่น ๆ (Delia E.S., et al. 1997) เรื่อง Motivational Interviewing to Improve Adherence to a Behavioral Weight-Control Program for Older Obese Women with NIDDM : A pilot study ก็ได้ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 ได้รับโปรแกรมควบคุมน้ าหนักตามพฤติกรรมกลุ่มอายุ 16 สัปดาห์ ที่ให้ค าแนะน าในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรับประทานอาหาร การออกก าลังกาย และกลุ่มที่ 2 ได้รับโปรแกรมการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจเป็นรายบุคคล 3 ช่วงเวลา ผลปรากฏว่า ทั้งสองกลุ่มมีน้ าหนักตัวลดลงอย่างมีนัยส าคัญ แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม นอกจากนั้นการศึกษาของ เบคเกอร์, มิลเนอร์ และแคมป์เบล (Baker, H.E., Milner, N.A and Campbell, D.A. 2015 : 822-824) เรื่อง Walking Programs to Promote Weight Loss Among Obese and Overweight Individuals : Walking Buses for Adults เป็นการศึกษาการใช้โปรแกรมส่งเสริมการเดินให้เป็นรูปแบบของการขนส่งแทนการใช้ยานพาหนะ เป็นการผสมผสานการเดินเข้าสู่วิถีชีวิตของแต่ละบุคคล พบว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดการออกก าลังกายและเพิ่มการสูญเสียน้ าหนักของผู้ที่มีอายุระหว่าง 23 - 63 ปี (มี BMI เกิน 25 ขึ้นไป) ในรัฐแอละแบมา โดยในช่วงเวลาที่ศึกษาผู้เข้าร่วมมากกว่าครึ่ง (54.5%) มีน้ าหนักลดลง 1.2 ด้านดัชนีมวลกาย การศึกษานี้พบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยระดับดัชนีมวลกายลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เนื่องจากการรับประทานอาหารปรับสมดุลสูต 2 น้องพุทธ การใช้พลังงานที่เหมาะสม การเอาพิษออกจากร่างกายด้วยการสวนล้างล าไส้ใหญ่ และการเรียนรู้การใช้ธรรมะเพื่อลดละเลิกสิ่งที่เป็นโทษภัยต่อชีวิต เพียง 9 วัน สามารถช่วยให้ระดับดัชนีมวลกายลดลงได้ หากกลุ่มตัวอย่างน าไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องก็จะสามารถลดระดับดัชนีมวลกายลงได้อย่างถาวร ตรงกับการศึกษาของนิตยาภรณ์ สุระสาย (2558 : 113) ได้ศึกษาผลการใช้โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมต่อสุขภาวะ ของผู้ต้องขังหญิง โดยให้ผู้ต้องขังหญิงฝึกปฏิบัติตามหลักเทคนิค 9 ข้อหรือยา 9 เม็ดของการแพทย์วิถีธรรม 28 สัปดาห์ พบว่าระดับดัชนีมวลกายของผู้ต้องขังหญิงก่อนและหลังการทดลองลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 สอดคล้องกับการศึกษาที่เน้นการเปลี่ยนแปลงในด้านโภชนาการและ 76 กิจกรรมที่เพียงพอ จะช่วยระงับการเพิ่มขึ้นของค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายได้ของคณะเอ็นซีดี ริส (NCD - RisC 2016) เรื่องแนวโน้มของค่าดัชนีมวลกายทั่วโลกเพิ่มขึ้นใน 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกายและความอ้วนในเด็กและวัยรุ่นอายุ 5-19 ปี เพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคและทุกประเทศ ส่งผลกระทบด้านสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ไปตลอดชีวิต การศึกษานี้คาดว่าปี พ.ศ. 2565 โรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นจะสูงเกินระดับความหนักปานกลางและรุนแรง สอดคล้องกับกาญจนา ศักดิ์ชลาธร (2558 : 90) ได้ท าการศึกษาผลของโปรแกรมสุขศึกษาต่อค่าดัชนีมวลกายของ อสม. 26 คน มีการบรรยายให้ความรู้ประกอบสไลด์เรื่องพฤติกรรมการควบคุมน้ าหนักด้วยหลัก 3 อ และเรื่องภาวการณ์เจ็บป่วยที่เกิดจากโรคอ้วน ท าให้ตระหนักถึงโรคร้ายแรงที่จะตามมา เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต รวมทั้งการให้ความรู้เรื่องพลังงานแคลอรี่ของอาหารแต่ละประเภท วิธีค านวณแคลอรี่ และความรู้ในการออกก าลังกายอย่างง่าย ๆ ให้อสม.น าไปปฏิบัติ 4 สัปดาห์ พบว่าก่อนการทดลองมีดัชนีมวลกาย 27.31 หลังการทดลอง 26.94 เมื่อเปรียบเทียบทางสถิติพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p=0.000) สอดคล้องกับการศึกษาของสุดารัตน์ วาเรศ (2556 : 38) ท าการศึกษาผลการออกก าลังกายด้วยเดินต่อดัชนีมวลกายของนักเรียนมัธยมศึกษาที่มีน้ าหนักเกินเกณฑ์ พบว่าดัชนีมวลกายก่อนการฝึกกับหลังการฝึกมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เนื่องจากกลุ่มทดลอง ออกก าลังกายด้วยการเดินตามโปรแกรม 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน ซึ่งเป็นไปตามหลักการออกก าลังกายแบบแอโรบิคที่ชนิด ความถี่ ความนาน และความหนักถูกต้องและเหมาะสม สามารถท าให้ดัชนีมวลกายของนักเรียนลดลงได้จริง ความรุนแรงของปัญหาน้ าหนักเกินและโรคอ้วน มีการศึกษาที่ชัดเจนของแบนเวล และลิม(Banwell, C. and Lim, L. 2009, January) เรื่อง Body Mass Index and Health-Related Behaviors in a National Cohort of 87, 134 Thai Open University Students พบว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย 16% เป็นโรคอ้วน (ดัชนีมวลกาย>หรือ= 25) และ 15% มีน้ าหนักเกิน (BMI> หรือ = 23-24.9) ผู้ชายมีน้ าหนักเกินและอ้วนกว่าผู้หญิงเป็นสองเท่า เป็นผู้ที่พักอาศัยอยู่ในเมืองใช้พลังงานในการท างานบ้านหรือท าสวนเพียงเล็กน้อย และใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวันในการดูโทรทัศน์หรือใช้คอมพิวเตอร์ และพบว่านักศึกษาบริโภคอาหารทอดเป็นประจ าทุกวัน เป็นสาเหตุท าให้เกิดภาวะน้ าหนักเกินและโรคอ้วน การลดปริมาณพลังงานและสารอาหารในผู้ที่มีภาวะน้ าหนักเกินและโรคอ้วน มีผลต่อการลดน้ าหนักโดยตรง 1.3 ด้านระดับความดันโลหิต การศึกษานี้พบว่า ระดับความดันโลหิตตัวบนและระดับความดันโลหิตตัวล่าง หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ย ลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เนื่องจาก 9 วันของการเข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม กลุ่มตัวอย่างสามารถปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพแพทย์วิถีธรรมด้านการรับประทานอาหารปรับสมดุลได้ในระดับมาก ทั้งนี้ผู้วิจัยมิได้เน้นการลดระดับความดันโลหิตเป็นหลัก แต่การรับประทานอาหารปรับสมดุลที่ให้พลังงานต่ าและปรุงรสไม่จัด เน้นปรุงอาหารจากความหวาน ความเปรี้ยวของผัก สมุนไพรที่หลากหลาย จากนั้นปรุงด้วยเกลือปริมาณเล็กน้อย โดยไม่ต้องใช้ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว กะปิ น้ าปลา ปลาร้า หรือเครื่องปรุงรสใด ๆ แต่อาหารกลับมีรสชาติกลมกล่อมใกล้เคียงกับรสธรรมชาติ ท าให้กลุ่มตัวอย่างได้รับโซเดียมในปริมาณน้อยลง เป็นผลให้ความดันโลหิตลดลง สอดคล้องกับสิรญา ธาสถาน (2557 : 44) เรื่องผลของ 77 โปรแกรมการก ากับตนเองที่ประยุกต์การแพทย์วิถีพุทธต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับความดันโลหิตในผู้ที่เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เป็นการศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับความดันโลหิตของผู้ที่เสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงในระยะก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการก ากับตนเองที่ประยุกต์การแพทย์วิถีพุทธ (วิถีธรรม) และระหว่างกลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมฯและไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมฯ พบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการก ากับตนเองฯ กลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมฯ มีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีกว่าก่อนทดลอง และมีระดับความดันโลหิตช่วงบนและช่วงล่างลดลงกว่าก่อนทดลอง ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรม ฯ พบว่า มีระดับความดันโลหิตช่วงบนและช่วงล่างลดลงน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ จากการค้นคว้าพบว่า หากบุคคลมีน้ าหนักตัวลดลงจะท าให้ระดับความดันโลหิตลดลงด้วย ตรงกับการศึกษาของนิตยาภรณ์ สุระสาย (2558 : 134) เรื่องผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื่อการพึ่งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงต่อพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพและสุขภาวะของผู้ต้องขังหญิง เรือนจ ากลางนครพนม อ าเภอเมือง จังหวัดนครพนม ที่ศึกษาเปรียบเทียบผลการใช้โปรแกรมฯในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ พบว่า ภายในกลุ่มทดลองหลังการทดลองมีน้ าหนักตัวและค่าเฉลี่ยของระดับความดันโลหิตตัวบน (Systolic Blood Pressure) ต่ ากว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และภายในกลุ่มเปรียบเทียบหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยของระดับความดันโลหิตตัวบน (Systolic Blood Pressure) ไม่แตกต่างจากก่อนการทดลองที่ระดับนัยส าคัญ 0.01 2. หลังได้รับโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการปฏิบัติตามโปรแกรม ฯ สูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องจากทั้ง 9 วันกลุ่มตัวอย่างได้รับประโยชน์จากการฟังองค์ความรู้การแพทย์วิถีธรรมและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากคณะจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ที่เป็นตัวแบบที่มีประสบการณ์ในการลดน้ าหนัก รวมถึงการปฏิบัติตามโปรแกรม ฯ นี้ สามารถแก้ปัญหาน้ าหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างแท้จริง และสามารถปฏิบัติตามได้โดยไม่ยาก ไม่ล าบาก ท าให้กลุ่มตัวอย่างมีความมั่นใจในการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น และการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ภายในกลุ่มที่ปฏิบัติแนวทางเดียวกันจ านวนมาก เป็นพลังหมู่สนับสนุนให้เกิดพลังในการปฏิบัติได้มากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง แบดูรา (Bandura : 1997) เมื่อกลุ่มตัวอย่างได้สัมผัสกับตัวแบบที่เป็นบุคคลผู้มีประสบการณ์ในการลดน้ าหนักได้ด้วยวิธีการนี้จริง กลุ่มตัวอย่างจึงมีความมั่นใจในการปฏิบัติตามจนเห็นผลประจักษ์ด้วยตัวเขาเอง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในกลุ่มผู้ปฏิบัติและการปฏิบัติตามโปรแกรมฯ พร้อมเพรียงกันเป็นหมู่ใหญ่ สามารถท าให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงได้สูงขึ้นกว่าการปฏิบัติเพียงล าพัง ทั้งในเรื่องของการออกก าลังกายและการลดละเลิกการบริโภคอาหารอร่อยแต่เป็นโทษภัยต่อสุขภาพ สอดคล้องกับการศึกษาของอี๊ดยังวัน ยงย่วน และคนอื่น ๆ (2555 : 245) เรื่องผลของโปรแกรมประยุกต์ใช้กระบวนการจิตตปัญญาศึกษาในการสร้างความตระหนักรู้และพฤติกรรมการควบคุมน้ าหนัก พบว่า กิจกรรมสุนทรียสนทนาและการสนทนากลุ่ม กระบวนการจิตตปัญญาศึกษา ช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงสาเหตุและแนวทางการควบคุมน้ าหนัก รวมทั้งเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารและการออกก าลังกาย ได้แก่ การหลงติดในรูปลักษณ์และรสอาหาร ความหิว ความโลภท าให้ตักอาหารมากเกินไป การควบคุมจิตใจให้กินอย่างมีสติ เคี้ยวช้า ๆ ใช้ปัญญาในการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ การใช้สติแยกแยะ 78 ระหว่างความหิวกับความอยาก เลือกปรุงอาหารด้วยการต้ม ลวก และนึ่ง หลังจากเข้าร่วมโครงการ 3 เดือนน้ าหนักตัว รอบเอว และดัชนีมวลกายลดลงอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (P <0.001) เช่นเดียวกับการศึกษาของใจเพชร กล้าจน และจิรวัฒน์ เวชแพศย์ (2554 : 26) พบว่า หลักการแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ (แพทย์วิถีธรรม) ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ง่ายต่อการน าไปปฏิบัติในชีวิตประจ าวัน เป็นการพึ่งพาตนเอง ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ประหยัด เรียบง่ายตามวิถีไทย มีความปลอดภัย เน้นแก้ปัญหาที่จิตใจและพฤติกรรมการบริโภคซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของโรคต่าง ๆ ที่ส าคัญเป็นการใช้ทรัพยากรโดยเฉพาะผักพื้นบ้านและสมุนไพรในท้องถิ่นที่ประชาชนผลิตได้เอง เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ลดการพึ่งพาผู้อื่นหรือการเป็นภาระของสังคม จากการที่ตนพึ่งตนเองได้แล้วยังสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นต่อไปได้ ย่อมส่งผลให้ภาระของประเทศด้านการดูแลสุขภาพของประชาชนลดลงด้วย การอภิปรายผลสามารถแยกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้ 2.1 ด้านการรับประทานสมุนไพรและอาหารปรับสมดุล เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้ ใช้อาหารปรับสมดุลสูตร 2 น้องพุทธให้กลุ่มตัวอย่างรับประทานทั้ง 9 วัน ๆ ละ 3 มื้อ ซึ่งค านวณคุณค่าสารอาหารด้วยโปรแกรมส าเร็จรูป INMUCAL-N Version 3 เป็นโปรแกรมส าหรับการประเมินภาวะโภชนาการด้วยน้ าหนัก ส่วนสูง (สถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล. 2559) พบว่า มีพลังงานเฉลี่ย 1,010.88 กิโลแคลอรี่ต่อวัน (รายละเอียดศึกษาได้ในภาคผนวก ฉ) แต่ท าให้กลุ่มตัวอย่างมีความรู้สึกสบายเบากายและมีก าลังมากกว่าเดิม เนื่องจากเป็นอาหารที่ใช้ผัก ผลไม้ สมุนไพรไร้สารพิษ ปรุงรส ไม่จัด ไม่ใช้น้ ามันพืช ใช้เกลือปริมาณเล็กน้อย ใช้ธัญพืชแทนเนื้อสัตว์ และใช้ไฟปานกลาง ซึ่งตรงกับการศึกษาของลี และซาบาเต้ (Le, L.T. & Sabate, J. 2014 : 2131-2147) ที่ศึกษาเรื่องการบริโภคอาหารมังสวิรัติและมังสวิรัติแบบเคร่งต่อสุขภาพและความเป็นโรคในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าอาหารมังสวิรัติแบบเคร่งที่ละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ ไข่ นมและเนย สามารถช่วยป้องกันโรคความอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานประเภทสอง และลดอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังสอดคล้องกับการศึกษาของนวลรัดดา ประเปรียว (2555 : 110) เกี่ยวกับผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การเคลื่อนไหวออกก าลังกายในผู้รับบริการภาวะอ้วนลงพุง ที่โรงพยาบาลอ านาจเจริญ วางแผนให้โภชนบ าบัดแก่ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง อายุระหว่าง 18- 59 ปี คือ ลดพลังงานในอาหารลง 500-1,000 กิโลแคลอรี่/วัน และเพิ่มการออกก าลังกาย พบว่า หลังทดลองกลุ่มทดลองได้รับพลังงานและสารอาหารลดลงเฉลี่ย 1255.62 กิโลแคลอรี่ต่อวันมีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย 29.6 และหลังทดลอง 27.18 2.2 ด้านการเดินเร็ววันละ 30-50 นาที รวมถึงการอบอุ่นร่างกาย มีผลต่อการเผาผลาญพลังงาน สอดคล้องกับการศึกษาของเกศินี แซ่เลา และวิชิต คะนึงสุขเกษม (2555 : 92) เรื่องผลของการออกก าลังกายด้วยการแกว่งแขน การเดิน และการเดินตามด้วยการแกว่งแขนที่มีต่อสุขสมรรถนะของผู้สูงอายุหญิง พบว่า ก่อนการฝึกเดินเร็วกลุ่มตัวอย่างมีดัชนีมวลกายเฉลี่ย 24.37 หลังการฝึก 4 สัปดาห์ดัชนีมวลกายลดลงเหลือ 23.83 (SD=2.55) รวมถึงการใช้แรงบ าเพ็ญประโยชน์ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ เช่น กลุ่มฐานงานท าความสะอาดห้องน้ า ท าความสะอาดศาลาอบรม ท ากสิกรรมไร้สารพิษ ท าอาหาร และแยกขยะ วันละ 1-2 ชั่วโมง เป็นการท างานด้วยจิตอาสา นอกจากจะมีส่วนในการเผาผลาญพลังงานในร่างกายแล้วยังท าให้รู้สึกสดชื่นเบิกบานใจ ส่งผลให้เกิดพลังในการปฏิบัติตามโปรแกรม ฯ ได้มากขึ้นสอดคล้องกับการศึกษา 79 ของใจเพชร กล้าจน (2558 : 516) เรื่องจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ พบว่า การได้มาเสียสละและแบ่งปัน ได้เป็นผู้ให้และได้ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่คิดจะเอาอะไรตอบแทน จะท าให้สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้สูงสุด และจะเป็นกุศลสูงสุด จะท าให้มีสุขภาพกายที่แข็งแรงที่สุดและสุขภาพใจที่ เบิกบานแจ่มใสสูงสุด 2.3 การเอาพิษออกจากร่างกาย ด้วยการสวนล้างล าไส้ใหญ่ด้วยตนเอง มีผลให้เกิดการเผาผลาญพลังงานในร่างกายดีขึ้น เนื่องจากการสวนล้างล าไส้ใหญ่เป็นการปรับสมดุลด้วยการล้างพิษ สอดคล้องกับการศึกษาของใจเพชร กล้าจน (2553 : 75) เรื่องความเจ็บป่วยกับการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ ของศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร พบว่า การล้างพิษ 3 อย่างออกจากล าไส้ใหญ่ ได้แก่ พิษของเนื้ออุจจาระที่หมักหมม น้ าที่เป็นพิษอันเกิดจากทุกอวัยวะในร่างกายส่งสิ่งที่เป็นพิษมาก าจัดที่ตับ ตับก็ระบายพิษบางส่วนส่งไปที่ล าไส้เล็ก พิษบางส่วนระบายไปที่ล าไส้ใหญ่โดยตรง และพิษของพลังงานความร้อนที่เป็นของเสียจากทุกอวัยวะในร่างกาย ส่วนใหญ่ส่งมาระบายที่ล าไส้ใหญ่ ดังนั้นการสวนล้างล าไส้ใหญ่ด้วยน้ าสมุนไพรที่ถูกกับสภาพร่างกาย และในปริมาณที่พอเหมาะส่งผลให้รู้สึกสบาย เบากาย และมีก าลัง นอกจากนั้นยังสอดคล้องกับการศึกษาของอุ่นเอื้อ สิงห์ค า (2556 : 171) พบว่า การสวนล้างล าไส้ใหญ่มีส่วนท าให้น้ าหนักตัวลดลง 2.4 ด้านการใช้ธรรมะ ละบาป บ าเพ็ญบุญกุศล ท าจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ควบคุมสิ่งเร้า และลดละเลิกการบริโภคสิ่งที่เป็นโทษต่อสุขภาพขณะลดน้ าหนัก ด้วยการสวดมนต์ ทบทวนธรรม ฟังธรรม สนทนาธรรม ซึ่งเป็นแนวทางส าคัญที่จะควบคุมสิ่งเร้า หรือสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอก รวมถึงการพากเพียรตัดวงจรหรือลดละเลิกพฤติกรรมที่ท าให้เกิดความรู้สึกหิว เบื่อหน่าย หรือท้อแท้ และการรู้เพียรรู้พักให้พอดีระหว่างการพักผ่อนและการพากเพียร ในการปฏิบัติตามกิจกรรมของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม สอดคล้องกับการศึกษาของใจเพชร กล้าจน (2558 : 367, 538) เรื่องจิตอาสาแพทย์วิถีพุทธเพื่อมวลมนุษยชาติ พบว่า การใช้แพทย์วิถีพุทธ (แพทย์วิถีธรรม) ช่วยท าให้กิเลสลด คือ การออกจากสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย ตัดสิ่งที่ติดยึดได้ สามารถลดละเลิกสิ่งที่ติดยึดได้อย่างมั่นใจและสุขใจ ด้วยการฝึกฝืนลดละเลิกการบริโภค เนื่องจากอาหารเป็นหนึ่งในโลก การหมั่นพิจารณาประโยชน์ของอาหารสุขภาพและโทษของอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การฝึกทานอาหารปรับสมดุลตามล าดับ การฝึกกินผักให้ได้มากขึ้น การพยายามลดเนื้อสัตว์ การไม่ทานอาหารรสจัด เน้นรสจืดและท าอาหารทานเอง การพยายามลดมื้ออาหารลง และไม่ทานขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ท าให้สามารถรับประทานอาหารสุขภาพได้อร่อยยิ่งขึ้น เป็นการบดการสะสมพิษในร่างกายลงเรื่อย ๆ จะท าให้สุขภาพดี และหัวใจส าคัญของการลดกิเลสให้ส าเร็จต่อเนื่องอย่างยั่งยืน คือ การรู้เพียรรู้พักให้พอดี จากงานวิจัยพบว่า เมื่อก่อน จิตอาสาแต่ละคนไม่รู้จักการประมาณ มุ่งแต่ท างานหาเงินเลี้ยงชีพ สุดท้ายก็ป่วย พอมารู้จักการแพทย์วิถีธรรม ตอนนี้รู้จักประมาณในการใช้ชีวิตมากขึ้น รู้สึกดีต่อสุขภาพ ไม่เครียดกับงานที
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive