560715_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก)โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่อง ไม่มีผัสสะ_ไม่รู้สภาวะรูป ๒๘ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560715 รายการเรียนอิสระ (ตามสำนึก) โดยพ่อครู และ อ.กฤษฎา เรื่อง ไม่มีผัสสะ_ไม่รู้สภาวะรูป 28
อ.กฤษฎา ว่า…วันนี้ วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม 2556 ดำเนิน รายการที่ปฐมอโศก วันนี้คงต้องให้พ่อครูขยายเพิ่มเติมในเรื่อง นาม_รูป กาย ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้ง พ่อครูเน้นคำว่า “กาย” ที่มีมิติรวมทั้งรูปและนาม ไม่ใช่หมายถึง “สรีระ” ในช่วงชีวิตที่ ผม ได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่ ก็มีการไปวัดไปวาเพื่อแก้บน มีการนุ่งขาวห่มขาว นั่งหลับตาทำสมาธิ แต่เราก็ยังมีเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว ผู้คนก็วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ แม้แต่พระก็มีคดีความกันมากมายในขณะนี้ ซึ่งวันนี้คนศึกษาธรรมก็ต้องมาทบทวนตนเอง ว่า เราเรียนธรรมะกันเราต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร ผมเคยเรียนนั่งสมาธิ นุ่งขาวห่มขาว เรียนมาหลายสำนัก เช่น แบบพุทโธ ผมเป็นไอ้เณรน้อย เรียนรู้ไป ต่อมาก็ได้เรียนรู้ ที่ พ่อครูว่า ให้เรียนรู้ผ่านอายตนะ 6 ก็ได้ทบทวน ที่ว่าไปนั่งก็ไปนั่งได้อะไร ก็เห็นว่ามันโงกง่วง มันเมื่อยเขาก็ให้มองเวทนาว่าให้ความเมื่อยเป็นเวทนาที่ต้องเรียนรู้ มันหายไปได้ ซึ่งก็เป็นการทรมานสังขารกายกันไปทำไม ซึ่งเมื่อดูอานาปสติว่าเราต้องเรียนรู้ปัจจุบัน พ่อครูว่า … ที่รู้ในปัจจุบัน คุณรู้รูป_นามในปัจจุบัน และเรียนรูป รูป_นามที่ไม่เป็นปัจจุบัน ประเด็นที่ว่านั่งได้อะไร ก็เห็นว่ามันโงกง่วง มันเมื่อยเขาก็ให้มองเวทนาว่าให้ความเมื่อยเป็นเวทนาที่ต้องเรียนรู้ อาตมา ก็เคยเรียนมา แต่มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ ...การไปนั่งแล้วมันเมื่อยก็ว่าเห็นทุกข์ แล้วก็ให้เรียนรู้มัน อาตมา ว่าเรานั่งเมื่อย เราก็ดัดตัวเปลี่ยนท่าก็หายเมื่อย มันคือกายิกทุกข์ คือทั้งมหาภูตรูป และนามรูป ประกอบกันเป็นกายิกทุกข์ มันปวดเมื่อย ตัวดินน้ำไฟลม ร่างมันไม่สมดุล การที่ไม่สบายกายนี้ คือกายิกทุกข์ ไม่ได้หม
อ่านต่อ
ายว่าคือสรีระอย่างเดียว ต้องประกอบด้วยนามด้วย ต้องมีธาตรู้ไปรับรู้จึงเรียกว่า “กาย” ถ้ามีแต่รูปรูป เช่น ฟักข้าวนี่ก็ไม่มีกาย มันไม่มีธาตุรู้ กระทบอะไรมันก็ไม่รู้เรื่อง แต่คนมีจิตวิญญาณจึงรู้เรื่อง ในหมวดจิตเจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร มันก็ทำงานเป็นธาตุรู้ เมื่อนั่งจนเมื่อยก็ทุกข์ก็พยายามเห็นความไม่เที่ยง หรือใช้วิธีใดๆก็ตาม มันปวดเมื่อยก็แก้ได้โดยการแก้ที่ร่าง แค่เปลี่ยนอิริยาบทก็หาย มันคือกายิกทุกข์ ส่วนทุกข์ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ดับคือเจตสิกทุกข์ คือทุกข์ทางใจ แม้ไม่มีร่างกายก็ทุกข์ได้ เป็นจิตสังขาร ไม่มีกายสังขาร ที่มีดินน้ำไฟลมด้วย แต่ถ้าแยกร่างกายอย่างเดียวก็ คือร่างกายคนตาย เราไม่เรียกว่า สังขาร หรือจะเรียกว่าสังขารของรูปเฉยๆคือ รูปสังขาร คือเหมือนดินน้ำไฟลม คือให้แก้ที่กายิกทุกข์ แต่ถ้าเผื่อว่าคุณเจ็บป่วย ร่างกายคุณป่วย ก็ต้องแก้ที่เหตุคือกาย แต่ทุกข์ที่พระพุทธเจ้าให้แก้ คือทุกข์ทางใจ คือร่างกายจะเกิดแก่เจ็บตายก็เป็นไป แต่ทุกข์ที่ให้เรียน คือปรมัตถทุกข์ คือนามรูป ไม่ใช่รูปนอก ถ้านามกายก็คือแต่ภายใน ถ้ารูปกายก็คือรวมทั้งภายในภายนอก คือส ิ่ งที่ถูกรู้ที่รวมทั้ง 5 ทวาร เมื่อเราสัมผัสอยู่ในปัจจุบัน คุณจะมีทั้งรูปกายและนามกาย แก้ไขเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างเป็นองค์รวม แต่ถ้าคนไปนั่งหลับตาดับ ก็มีแต่ปัจจุบันอยู่ข้างใน จึงไม่ครบ รูป_นาม ก็ไปรู้แต่รูปที่อยู่ข้างใน ที่เป็นนามรูปที่จะต้องมีปัจจุบัน เป็นอุปาทายรูป (แจกเป็น 24 รูป) ส่วนรูปนอกมีแจกไป 4 อย่างคือ ดินน้ำไฟลม ถ้า รูปรูป ก็คือไม่มีนาม ไม่รู้เรื่อง จะเรียนธรรมะไม่ได้ มันปรุงแต่งไปตามฟิสิกส์ไป มันเป็นอนุปาทินกสังขาร มันจะไม่มีอุปาทายรูป มีแต่มหาภูตรูป เช่นเดียวกันคนตาย หรือคนไม่ตาย แต่คุณตัดทวารนอกได้ มีแต่ข้างใน แต่ข้างในไม่ครบนามรูป เพราะอุปาทายรูปจะต้องมีทวาร 5 สัมผัส แล้วเนื่องไปสู่ภายในครบรูป 28 แต่ถ้าเอาแต่รูปข้างในก็เป็นรูปแค่ 24 เป็นคนพิการเป็นสภาวะพิการ เหมือนคนตาบอดหูหนวก ประสาทเสีย ไม่รับรู้อะไรครบ ดังนั้น คนตาบอดหูหนวก อายตนะไม่ดี ปฏิบัติธรรมไม่ได้ เรียกว่า รูปที่จะเป็น วิสัยรูป ปสาทรูป คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เมื่อนั่งหลับดับดิ่งจะไม่รู้ ปสาทรูป และ โคจรรูป (วิสัยรูป) เรียนรู้ อุปาทายรูปไม่ได้ คุณก็เป็นคนหูหนวก ตาบอด คุณก็ศึกษาอุปาทายรูป 24 ไม่ได้ ส่วนหท ั ยรูป คือที่อยู่ของจิตวิญญาณนั้น เป็นที่ตั้งซึ่งไม่มีดินนำ้ไฟลม ไม่มีสถานที่ อย่างในร่างกายเรามีจิตวิญญาณอยู่ในนี้ มันเข้าไปสัมผัสที่ไหนก็คือที่ตั้งความรู้สึกเกิดขึ้น เรียกว่า หทัยรูป เช่นตากระทบรูป นิ้วไปจิ้มตรงนี้ก็คือหทัยรูป คือที่ตั้งของเวทนานี้ แล้วก็ไปเข้าใจกันว่าอยู่ที่หัวใจ ห้องที่สี่ เป็นตัวเป็นตนไปหมดเลย ที่เรียนอภิธรรมกันเลย ที่ตั้งต้องเกิดจากผัสสะ แล้วจะเกิดที่ตั้งของหทัยรูป เมื่อเลิกสัมผัส หทัยรูปก็ไม่มี การที่ไปปิดทวาร 5 ปิดทางเรียนรู้ผัสสะจากกามาวจร แล้วไปอยู่กับภายใน คือไม่เรียนรู้ตัวช้างออกจากพว ย กา แล้วไปเรียนรู้หางช้างก่อน ก็ผิดทาง [40] อุปาทารูป หรือ อุปาทายรูป 24 (derivative materiality) ก. ปสาทรูป 5 (รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์: sensitive material qualities) 1. จักขุ (ตา - the eye) 2. โสต (หู - the ear) 3. ฆานะ (จมูก - the nose) 4. ชิวหา (ลิ้น - the tongue) 5. กาย (กาย - the body) ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป 5 (รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์ : material qualities of sense-fields) 6. รูปะ (รูป - form) 7. สัททะ (เสียง - sound) 8. คันธะ (กลิ่น - smell) 9. รสะ (รส - taste) 0. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย - tangible objects) ข้อนี้ไม่นับเพราะเป็นอันเดียวกับมหาภูต 3 คือ ปฐวี เตโช และ วาโย ที่กล่าวแล้วในมหาภูต อาตมา ว่า เริ่มต้นก็ไม่เรียนรู้ปสาทรูปและโคจรรูป ก็หลงไปเรียนรู้นามกายเลย ก็มีแต่มนายตนะเท่านั้นมันก็เรียนแบบจู๋เลย ต้องมีผัสสะเป็นปัจจุบันเสมอจึงเรียนรู้ของจริง ในปัจจุบันขณะใด ตาคุณก็ไม่กระทบรูปในปัจจุบัน ไม่มีสัมผัสทางทวาร 5 ในปัจจุบัน ปัจจุบันคุณก็ไม่มีรูปนาม มันจะมีอย่างเดียวคือ รูป ี รูปัง คือไม่มีนามมาร่วมด้วย แม้ตาสัมผัสหากไม่มีอายตนะไม่รับรู้มันก็เป็นการปฏิบัติที่ขาดจากรูป คุณตัดรูป 4 แล้วคุณก็ไปด้นเดาเอารูป ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ - material qualities of sex) 10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง - femininity) 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย - masculinity) ง. หทัยรูป 1 (รูปคือหทัย - physical basis of mind) (แปลตามทั่วไปตามพจนานุกรมประมวลศัพท์ฯ) 12. หทัยวัตถุ* (ที่ตั้งแห่งใจ, หัวใจ – heart-base)
จ. ชีวิตรูป 1 (รูปที่เป็นชีวิต - material qualities of life) 13. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต - life-faculty; vitality; vital force) ฉ. อาหารรูป 1 (รูปคืออาหาร - material quality of nutrition) 14. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน : edible food; nutriment) ช. ปริจเฉทรูป 1 (รูปที่กำหนดเทศะ : material quality of delimitation) 15. อากาสธาตุ (สภาวะคือช่องว่าง : space-element) ญ. วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย : material intimation; gesture) 16. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย : bodily intimation; gesture) 17. วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา : verbal intimation; speech) ฏ. วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ : material quality of plasticity or alterability) 18. (รูปัสส) ลหุตา (ความเบา - lightness; agility) 19. (รูปัสส) มุทุตา (ความอ่อนสลวย : elasticity; malleability) 20. (รูปัสส) กัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน, ใช้การได้ : adaptability; wieldiness) 0. วิญญัติรูป 2 ไม่นับเพราะซ้ำในข้อ ญ. ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด : material quality of salient features) 21. (รูปัสส) อุปจย (ความก่อตัวหรือเติบขึ้น : growth; integration) 22. (รูปัสส) สันตติ (ความสืบต่อ : continuity) 23. (รูปัสส) ชรตา (ความทรุดโทรม : decay) 24. (รูปัสส) อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลาย : impermanence)
ถ้าไม่มีผัสสะในปัจจุบันไม่มีทางเรียนรู้รูปนามที่ถูกต้อง ไม่มีทางบรรลุธรรมแน่ๆ และในรูปกับนามนั้นเมื่อคุณไม่รู้รูปที่ถูกต้อง อย่างที่คุณ 8705 ส่งมาท้าให้อธิบายรูป 28 ซึ่ง อาตมา ยังไม่ตอบทันทีเพราะว่าเดี๋ยวจะเป็นการให้ความสำคัญกับคุณทำให้อัตตาขึ้น ซึ่ง อาตมา ที่ตอบนี้ก็ไม่ได้หวังที่คุณหรอกแต่หวังที่คนอื่น ที่เขายังเข้าใจผิดๆแบบคุณ ซึ่งมีมากอยู่ แม้บรรลุเป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีทวาร 5 แต่คุณก็สัมผัสอยู่กับองค์ประชุมภายนอก ในกามาวจร ในกามภพ ชีวิตดำเนินไปอยู่ ยังมีอยู่ อวจรอยู่ขณะนี้ ถ้าอนาคามีขึ้นไป กิเลสในกามภพคุณก็ไม่มี คุณอยู่เหนือมันอยู่อย่างไม่สุขไม่ทุกข์ สบายๆ แต่กิเลสในรูปภพ เป็นรูปราคะ อรูปราคะคุณก็มีการกระทบทวาร 5 เพื่ออ่านรู้ว่ายังมีกิเลสเหลืออยู่ภายใน ให้เรียนรู้ หท ั ยรูป และให้เรียนรู้ภาวะที่ต่างกันของ ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ) อิตถีภาวะคือภาวะที่ไม่รู้จบ คือยังมีอาการที่ไม่จบง่ายๆ แต่ปุริสภาวะคือภาวะแข็งแรงจบบริบูรณ์ เด็ดขาดอรหัตผลเลย เป็นเอกกัคคตา เป็นภาวะของนามธรรมที่ประกอบด้วยการกระทบสัมผัส ถ้าคุณไม่มีก็ไม่ได้เรียนรู้ ลิงค นิมิตอุเทศของ ภวารูป 2 จนกว่าคุณจะมีภาวะหนึ่งเดียวเป็นเอกัคคตาไม่แวบไหว แต่คุณก็ไม่ได้เรียนรู้ภาวะ 2 ที่เป็นสภาวะภายใน มันไม่มีรูปร่างตัวตน สรีระ เขาเข้าใจคำว่า หทัยรูป ที่ว่าคือ หทัยวัตถุ* (ที่ตั้งแห่งใจ, หัวใจ – heart-base) แต่ที่จริง คือที่ตั้งของธาตุรู้ที่เกิดขึ้น ขณะสัมผัสเท่านั้น ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต - life-faculty; vitality; vital force) คุณไม่มีทวาร 5 จะไปรับรู้ชีวิตได้อย่างไร คือไม่มีอินทรีย์ให้รับรู้ คุณก็เหมือนมีแต่ดินน้ำไฟลม ส่วนนามธาตุคุณหายไปแล้ว คุณศึกษาไม่ได้ เราต้องอ่านรู้ในอารมณ์ที่เป็นทุกข์ คุณกำลังเห็นอาริยสัจ 4 คือควรกำหนดรู้ทุกข์ ด้วยการใช้สัญญากำหนดรู้ เป็นการกำหนดรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ เมื่อรู้อาการทุกข์ คุณกำลังเห็นทุกข์ ที่พระพุทธเจ้าว่ารู้ได้ยากกว่าจักเส้นผมเป็น 7 แฉกเท่ากัน การเห็นทุกข์อริยสัจ จึงเป็นอริยสัจข้อที่ 1 ผู้ที่เห็นอาการนี้แหละที่เข้าถึงปรมัตถธรรม และในความเป็นเวทนานั้นคือ กายสังขาร ที่ต่อเนื่องจากการกระทบภายนอก แล้วไปอ่านข้างใน แล้วจะรู้ทั้งเวทนา สังขาร แล้วใช้สัญญากำหนดรู้ในปัจจุบัน ถ้าไม่ปัจจุบัน คุณก็กำหนดรู้ในอรูปของคุณที่อยู่ภายใน เป็นนามธรรม อยู่ภายในแล้ว อ.กฤษฎาว่า … พอได้ยินคำด่า แล้วคำด่าก็เข้าไปสู่ภายใน แล้วเราก็เกิดอาการไม่ชอบ พ่อครูว่ามันมีการเคลื่อนไหว เรียกว่า วิญญัติรูป ซึ่งไม่มีดินนำ้ไฟลม แต่มันมีอาการที่เรากำหนดรู้ได้ หรือเรากำลังจะด่าออกไปเลย อย่างนี้เป็นต้น ในขณะที่เราอ่านตนเองออกว่ากำลังจะด่า นี่คือเรามีตาทิพย์อ่านรู้ภายในได้ พ่อครูว่า … แล้วก็จะรู้ไปทั้งหมดแม้แต่ วิการรูป คือรูปที่เราได้ดัดแปลงเปลี่ยนไปตามที่เราได้มนสิการ คือทำใจได้ เช่นกิเลสหนาก็ทำให้เบาลงได้ คือปรับปรุงจนกระทั่งจิตมี กัมมัญญตา คือกัมมัญญา เหมาะควรแก่การงาน ที่จะเป็นกรรมที่ทำทาง กาย วาจา และอาชีพ มันดีหมด เรียกกัมมัญญตา เร ิ่ มตั้งแต่ กัมมนียะ สะสมเป็นกัมมัญญตา จนเป็น กายปาคุญญตา หรือกายกัมมัญญตา มีองค์คุณอุเบกขา 5 อาการเคลื่อนไหวนี้เรียกว่า วิญญัติรูป 2 และมี วิการรูป 5 แต่ถ้าเอาแต่อยู่ในจิตก็อ่านวิการรูปไม่ได้ อ่านวิญญัติรูปไม่ได้ เพราะคุณหลับตาดับอยู่แต่ในจิต อ.กฤษฎา ว่า… นึกถึงที่มีนิทานว่า นักบวชสตรีไปปฏิบัติในป่าแล้วบอกตนว่าสำเร็จแล้ว ก็กลับไปหาอาจารย์แล้วบอกว่าตนเองสำเร็จมรรคผลแล้ว แต่อาจารย์บอกว่า ที่คุณหายไปเขานึกว่าคุณไปเป็นโสเภณี เท่านี้แหละของขึ้นเลยโกรธเลย พ่อครูว่า...เรื่องที่จะไปเห็นรูปอื่นอีกใน รูป 27 เช่น ลักขณรูป 4 คุณจะไม่เห็นไตรลักษณ์ได้เลย ถ้าคุณปฏิบัติอย่างมีผัสสะจึงจะชัดเจนในลักขณรูป 4 คือไม่มีสะพานในการรับรู้ สัญญาคุณก็กำหนดรู้ได้ไม่ครบ อ.กฤษฎาว่า … ก็เลยไปติดเสพความว่างๆเงียบๆนิ่งๆ พ่อครูว่า … แม้ไม่ติดเสพก็ไม่รู้ทุกข์อาริยสัจจ์ คือไปมัวเรียนเอาหางช้างออกจากพวยกา โดยไม่เรียนเอาตัวช้างออกจากพวยกาก่อน ซึ่งโบราณาจารย์เขาใช้คำนี้ ที่ว่าพวยกาคือ มันยืดหยุ่นได้ เช่น ยืดหยุ่นให้ใหญ่ ธรรมดาคุณจะยืดพวยกาไม่ได้ แต่ถ้าคุณสามารถยืดเอาช้างออกจากพวยกาได้ คุณจะยืดหยุ่นได้เก่ง จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า มุทุภูตธาตุ มุทุภูตธาตุ ที่เป็นองค์คุณอุเบกขา คือจะปรับตัวได้เร็วไวเก่ง เหมือนความยืดหยุ่นของพวยกา จะเก่งในกรรมต่างๆ ในกัมมัญญาที่สุด จะเกิดสภาวะวิการรูปได้อย่างนั้นจริงๆ การศึกษาที่ไม่ถูก ไปตัดผัสสะ 5 ทิ้ง ก็จะเรียนรู้ รูป 28 ไม่ได้เลย คือตัดทิ้งทวาร 5 เลย ไม่ได้รู้เลย ได้แต่เดาตามตรรกะ ไม่เกิดสภาวะจริงในนามธรรมเหล่านี้เลย ซึ่งไม่มีสรีระตัวตน ต้องอ่านโดยอาการ ลิงค นิมิต อุเทศ อ.กฤษฎาว่า … ภาษามคธ นั้นมีเพศ แต่มีแต่สองเพศ ทำไมไม่มีเพศกึ่งๆ ? พ่อครูว่า … ถ้าไม่รู้เพศยังงงอยู่ไม่ชัดก็เป็นสภาพกึ่งๆ แต่ว่าถ้าชัดเจนก็จะแยกเพศได้เป็นสอง ถ้าอย่างกึ่งๆไม่รู้ก็คือกระเทย เมื่อเป็นปุริสภาวะก็คือจบเลย ท่านเรียกว่า ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ - material qualities of sex) 10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง - femininity) 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย – masculinity) ภาวะที่จบไม่ได้คืออิตถีภาวะแม้จะเหลือน้อยเท่าใดก็คืออิตถีภาวะ เช่นเมื่อเสียงกระทบหู คนพูดเสียงมา เสียงกระทบหู พอได้ยินแล้วเสร็จ จิตของคุณ เมื่อเขาว่าคุณมาหรือด่าคุณมา แล้วอาการเรามีอิตถินทรีย์ เกิดไหม หรือว่าเราน ิ่ งเลย ไม่มีกระดิกเลย มันมีความปรากฏน ิ่ง เลยเด็ดเดี่ยวสูญเลย อย่างนี้คือไม่มี อิตถินทรีย์ เลย อ.กฤษฎาว่า … ผมชอบสอนลูกเสมอว่า โกหกอะไรก็ได้แต่อย่าโกหกใจตนเอง คือต้องรู้ภาวะเราเอง พ่อครูว่า … ต้องรู้ภาวะไหวของตนเอง มันออกมาเป็นองค์ประชุม คือกายวิญญัติ หรือวจีวิญญัติ ก็จะออกมาข้างนอกแล้ว จะเป็นกายกรรมหรือวจีกรรมก็เกิดจาก สังกัปปะ 7 ก่อน ถ้าเราจัดการตรงนี้ก่อนตั้งแต่ ตักกะ วิตักกะ ให้กำจัด กาม_พยาบาท_วิหิงสา สังกัปปะไม่ให้มันออกมา ทำให้กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารที่อยู่ภายในสะอาดได้ก่อนคือ การทำใจในใจ อ.กฤษฎาว่า … ถ้าเราเข้าใจกาย เราก็อ่านรู้ทั้งกรรม 3 ที่อยู่ตั้งแต่ภายในเป็นปรมัตถ์ อ่านเจตนาที่แท้จริงของเรา ถ้าเราอ่านออก เท่ากับเราอยู่ในสภาวะที่ชัดเจน พ่อครูว่า … อ่านปัจจุบันเลยขณะรับรู้ จิตเรามีมุทุภูเต ในวิการรูป จิตเราจะไวเร็ว มีชวนจิต เราจะรู้ปั๊ปเปลี่ยนแปลงปั๊บเป็นวิการรูป เร็วมาก เป็นมุทุตา ไวเร็ว แล้วตัวปัญญาก็เป็นชวนจิต อ่านได้เร็ว ถ้ามันจะแวบไหวเราก็อ่านได้ ในวิญญัติรูป หรือเรามีอิตถินทรีย์ เราก็รู้ แต่ถ้าใครทำได้เด็ดขาดไม่เปลี่ยนแปลงเป็นปุริสินทรีย์ ก็มีกายปัสสัทธิได้เลย จะน ิ่ งสงบไปของมันเลย หรือคุณจะยืดหยุ่นเป็นสัจจานุโลมิกญาณ ก็มีจิตตัวอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แน่วแน่ แนบแน่น เป็นแกนให้ว ิ่ งได้เร็วของ ชวน จิตสามารถอนุโลมปฏิโลมได้มาก มีความแข็งแรงเป็นสังขารุปเปกขาญาณ เป็นการเจริญสมบูรณ์ตามที่ได้สะสมมา นี่คือคุณสมบัติของทฤษฏีพระพุทธเจ้าที่ต้องเรียนให้รู้จริงได้จริง เมื่อเรียนรู้เข้าใจความหมายภาษาพยัญชนะก็เอาไปปฏิบัติ อาตมา ว่าถ้าได้เรียนบาลีจะอธิบายได้ดีกว่านี้มากเลย แต่เท่าที่มีก็เอาสภาวะไปเทียบเคียงได้ บางทีท่านแปลความหมายไว้หลายอย่าง อาตมา ก็ใช้สภาวะเทียบเคียงเลือกส ิ่ งที่ถูก อย่างหทัยรูปเป็นต้น ถ้าแปลว่า หทัยรูป 1 (รูปคือหทัย - physical basis of mind) ก็ไม่น่าจะถูกสถาวะเลย อ.กฤษฎาว่า … การกินโค้กกับกินเป๊บซี่เอส ก็ซ่าเหมือนกันแต่ซ่าคนละอย่าง พ่อครูว่า … ก็มีภาวะของธาตุที่ทำให้ซ่าต่างกัน อธิบายไม่ได้แต่มันซ่าทั้งคู่ การศึกษาที่ไม่ครบไม่มีผัสสะ คุณก็ได้แค่กดข่ม ไม่ได้ฝึกมาตั้งแต่โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ แต่เขาปฏิบัติกันก็ว่าไปเป็นอรหันต์เลย ซึ่งท่านเหล่านี้จะอธิบาย โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯไม่ออกหรอก หรืออธิบายได้เล็กน้อยเดาเอา ไม่ได้มีสภาวะตามขั้นตอนจริง แล้วได้อรหันต์เป็นการดับสุภกิณหะ เป็นอสัญญีสัตว์หรือไปหลงเนวสัญญาฯ เป็นการกำหนดหมายผิดว่าเป็นอรูปฌาน คือกายอย่างเดียวกันในอสัญญีสัตว์ สัญญาอย่างเดียวกัน ไม่ว่าจะอากิญจัญหรือเนวสัญญาฯ ของอาฬ า ร ดาบส หรืออุทกดาบ ส ก็เหมือนกัน อ.กฤษฎาว่า … ประเด็นที่ผมเห็นด้วยกับแนวทางนี้ คือ ถ้าเข้าใจคำว่า กาย ได้ถูกก็จะได้เข้าถึงสักกายทิฏฐิ พ่อครูว่า...ใครก็ตามสัมผัสนามรูปของตน รู้จักอาการทุกข์ของตนนี้เร ิ่ มรู้สักกายะของตนแล้ว อ.กฤษฎาว่า … มาทวนว่า พระพุทธเจ้าสอนท่านมีลำดับ เช่นปฏิจจสมุปบ า ท มีการไล่สาย แล้วโสดาบันเริ่มตรงไหน ก็เลยเข้าใจว่าต้องเห็นตั้งแต่ เร ิ่ มต้นก่อน พ่อครูว่า..ต้องเร ิ่ มต้นที่เห็นความเป็นสัตว์
ต่อไปพ่อครูอ่านบทความที่ได้เรียบเรียงมา
ผู้มีภูมิ “สัตตาวาส”ขั้นที่ ๑ นี้มีแค่สามัญสำนึก ยังไม่มีกฏเกณฑ์อะไร ในการเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ หรือเป็นสัตว์ทางจิตใจ (สัตว์โอปปาติกะ) โดยเฉพาะคนปุถุชนธรรมดาทั่วไป หรือแม้จะศึกษาธรรมะแต่ยังไม่ประสีประสา ก็กำหนดหมายความเป็นสัตว์ สะเปะสะปะไปตามอำนาจกิเลส ไม่มีความรู้ทางจิตหรือทางปรมัตถ์เลย ก็จะเชื่อว่า “กาย” ของความเป็น “สัตว์” เช่น สัตว์นรก หรือสัตว์วินิบาต จึงไม่ถูกต้องตามเป็นจริง เทพหรือพรหม ก็ไม่ถูกต้องตามเป็นจริง และส่วนมากมักจะมี “ทิฎฐิ” ว่า สัตว์ทางจิตใจ (สัตว์โอปปาติกะ) นี้ “กาย” (องค์ประชุมของรูป_นาม) จะมีรูปร่างหรือมีสรีระ เช่นเดียวกับที่คนมี สัตว์มี ซึ่งประกอบไปด้วย มหาภูตรูปอันมีรูปร่างตัวตนอยู่นั้นเอง ก็จะกำหนดรู้ รูป 28 ไม่ได้ เพราะกำหนดผิด กำหนดได้แค่สรีระไม่ได้อ่านเข้าถึงนามธรรม และอ่านนามธรรมก็กลายเป็นแบบมีรูปร่างตัวตนสีสัน เช่นบอกว่าไปถวายข้าวพระพุทธเจ้าได้ ก็งงๆว่าเขาสอนกันอย่างไร ผู้ที่อวิชชา หรือยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ จึงต่างก็มี “กาย” ใน”วิญาณฐิติ” หรือใน “สัตตาวาส” เป็น “กาย” ที่มีรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่ตนมี “การกำหนดหมาย” (สัญญา) ให้มันเป็นไปตามทิฏฐิ ที่ตนมิจฉาทิฏฐิ ก็ วนเวียนถูกผูก(สังโยชน์) อยู่กับ “ความเป็นสัตว์ในภพ” พ้น “ความเป็นสัตตาวาส 9 ” นี้ไม่หมดสิ้นไปสักที แม้คุณกำหนดกายและสัญญาอย่างเดียวกันก็ไม่จริงเพราะความไม่เท่ากันมีเสมอ แม้แต่แฝดก็ไม่เท่ากัน จะเท่ากันอย่างเดียวคือสภาวะนิพพาน คนโบราณจึงสร้างงาน “ศิลปะ” ต่างๆเป็นรูปคนมีศีรษะสัตว์ต่างๆ มีมือมีแขนมีขามีตัวตนเป็นรูปร่างสัตว์นานา อันแตกต่างไปจากความเป็น “คน” จึงดูแปลกปละหลาดไปจาก รูปร่างของความเป็น”คน” ซึ่งเป็นการสมมุติให้มีสรีระเป็นส ิ่ งแทน เพื่อสื่อให้รู้ว่า “สัตว์ทางจิตใจของตน” (สัตว์โอปปาติกะ) นั้น มีความลึกซึ้งแห่งองค์ประกอบแห่งกาย อันมีทั้งรูปกายข้างนอกและนามกายประชุมกันอยู่ ซึ่งสื่อให้รู้ว่า คนนั้นมีความเป็น “สัตว์” สารพัดอีกหลากหลาย ซึ่งลักษณะของสัตว์ก็มีความไม่ดีงามแตกต่างกันไป สื่อถึงความชั่วนั่นเอง หรือจิตเป็นเดรัจฉาน เป็น “นิยาย” เป็น “นิทาน” เป็นทั้งงานวรรณกรรม งานปั้น งานวาด ซึ่งเป็นทั้ง “งานศิลปะ” ของผู้รู้จริงที่เป็นศิลปินแท้ ทั้ง “งานที่เกิดจากผู้มิจฉาทิฏิฐิ” ปรุงแต่งเสริมเติมด้วยความไม่รู้จริงเข้าไปอีก จึงเลยกลายเป็น “สัตว์ทางจิตใจของคน” เละเทะสะเปะสะปะ ไม่เป็น “ศิลปะ” แต่เป็น “งานที่ผิดไปจากสัจธรรม” (อนาจาร,ข้าศึกแก่กุศล) มากมายขึ้นมาในโลก พวกนี้รวยนะ เอามาหากิน แต่ผู้ศิลปินแท้จะไม่เอาศิลปะมาหากิน เพราะมันมีค่ามากหาค่าบ่มิได้เลยล่ะ (งานศิลปะเป็นมงคลอันอุดม แต่ถ้าเป็นงานที่ไม่ใช่ “ศิลปะ” ก็เป็นการมอมเมา เป็นงาน “อนาจาร” เพราะเป็นข้าศึกแก่กุศล ทุกวันนี้มีกันอยู่เต็มโลก หลงว่าเป็น “ศิลปะ” ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา) ซึ่งผู้ยังไม่ประสีประสากับสัจธรรม ก็ หลงยึด ได้แค่ “รูป” (สรีระ) ของงาน “ศิลปะ” ไม่หยั่งลึกเข้าไปถึง “เนื้อแท้_สาระสำคัญ” ที่เป็น ธรรมาธิษฐาน จึงได้แค่บุคคลาธิษฐาน ของงาน “ศิลป์” ทั้งหลายเหล่านั้น ก็ได้เพียงเปลือกนอกซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญที่ชื่อว่าเป็น “มงคลอันอุดม” ที่แปลว่า สิ่งที่นำพาให้เจริญสู่ความสูงสุด หรือ ธรรมะที่นำพาไปสู่ความละหน่ายคลายจนถึงขั้นสูงสุด สุขเกษมคือนิพพาน ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่า “ศิลปะ” เป็น “มงคลอันอุดม” (ไม่ใช่ “ข้าศึกแก่กุศล” หรือไม่ใช่ “อนาจาร”) แต่ถ้าไม่ใช่งาน “ศิลป” ซึ่งคนที่ไม่ใช่ “ศิลปิน” อีกมากก็ช่วยกันจินตนาการของตนเอง เสกสรรปั้นแต่งตาม “อวิชชา” ของตนเสริมเข้าไปอีก ก็กลายเป็น ง านมอมเมา เต็มบ้านเต็มเมือง เต็มโลกกันจริงๆ ด้วย “อวิชชา” คือ ไม่รู้ลึกซึ้งถึงความเป็น “ศิลป์” ที่เข้าข่ายเป็น “มงคลอันอุดม” ส่วนมากจึงเป็นงาน ก่อนกิเลส ก่อให้หลงในรูป_รส_กลิ่น_เสียง_สัมผัส เพื่อเสพรสอัสสาทะ กันอย่างโลกีย์เกือบทั้งสิ้น หรือไม่ก็เป็นงานก่อให้เกิดอัตตา จึงเป็นงานที่เป็น “ข้าศึกแก่กุศล” ที่เรียกว่า “อนาจาร” คือ ไม่ควรทำ ศิลปะ ชั้น “อุดม” ซึ่งหมายถึงชั้นประเสริฐ เลิศ เข้าข่าย “อาริยะหรือโลกุตระ” จึงหาได้ยาก “ศิลปิน” ที่สัมมาทิฏฐิ สร้างงานเข้าข่ายเป็น “ศิลปะ” ที่เป็น “มงคลอันอุดม” ที่ว่านี้ หาได้น้อยมากในโลกปัจจุบันนี้ ส่วนมากก็ติดอยู่แค่รูปนอก แค่แสงสีเสียง หรือ รูป_รส_กลิ่น_เสียง_สัมผัส อันเป็นรสกามารมณ์ หรือไม่ก็เพ้อฝันปั้น “อัตตา 3 ” หนักหน้ากันไปจนอาตมาไม่สามารถจะสาธยายได้หมด ที่นับวันก็มอมเมากันหนักขึ้นๆแล้วหลอกกันว่า “ศิลปะ” งานที่จะนำพาให้เจริญทาง “จิตวิญญาณ” โดยเฉพาะถึงขั้นพาไปสู่ขั้น “อาริยะ”ที่เป็น “โลกุตระ” ซึ่งจะกำจัดความเป็น “สัตว์ทางจิตใจ” (สัตว์โอปปาติกะ) จึงหาไม่ค่อยได้ ผู้ที่ยังไม่มีสัมมาทิฏฐิ ในความเป็น สัตว์ทางจิตใจ ทั้งหลายดังกล่าวนี้เองที่จินตนาการของตนเอง เสกสรรปั้นแต่งให้ “จิต” ให้ “วิญญาณ” มี “รูป” มี “ร่าง” (สรีระ) ซึ่งค้านแย้งกับความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่ว่า จิต ,มโน,วิญญาณนั้น ไม่มี “รูปร่าง” (สรีระ) ดังนั้น “จิตวิญญาณ” จึงมีรูปมีร่างก็เกิดจากผู้มิจฉาทิฏฐิทั้งหลายสารพัดนี้เองที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้น มาสารพัดสัตว์ จากจินตนาการ มากขึ้นๆไม่มีลดลง ไม่มีจบสิ้น แถมพื้นฐานความเชื่อเดิมของชาวเทวนิยมก็เชื่อว่า จิตวิญญาณ มีรูปมีร่าง มาแต่ไหนแต่ไรอีกด้วย จึงย ิ่ งทำให้การชี้แจงสัจธรรมว่า จิตวิญญาณ ไม่มีรูป ไม่มีร่าง หรอกนะ นั้นยากสุดแสนยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา....จบ