Dynamic vs Static ใน นิยาม 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
Dynamic vs Static ใน นิยาม 5 _พ่อครูว่า... อุตุนิยาม วัตถุ มันไม่มีธาตุรู้ มันมีแต่พลังงานของมัน พลังงานของมันมี 2 เหมือนกันแต่มันเป็นบวกลบ มันไม่เป็นชีวะ สิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีธาตุรู้ พอเริ่มมี ธาตุรู้ในตัวเองขึ้นมาก็เรียกว่า พีชะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่นำมาอธิบาย วิทยาศาสตร์ทั่วไปในโลกนี้ของไอน์สไตน์เป็นต้น ก็เป็นความรู้ยอดของภาวะ 2 ของสภาวะอุตุนิยาม ก็ไม่ได้เน้น พีชะเท่าไหร่ มีความรู้บ้าง เริ่มขึ้นมาทางชีวะเขาเรียกว่า Biology แต่ก็ยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ไม่เก่ง ก็เลยไม่ค่อยจะเน้นกันแม้แต่ไอน์สไตน์ก็ไม่เน้น เป็นเรื่องวัตถุ แล้วก็ใช้ทางวัตถุตลอด ใช้พลังงานที่แตกต่างกันของวัตถุ มาทำประโยชน์ ส่วนของ พีชะ ก็เริ่มรู้ขึ้นไปบ้างก็พยายามพัฒนารู้ภาวะของพืชที่จะต้องมีธาตุอะไรขึ้นมา ก็เลยพัฒนาขึ้น ส่วน จิตนิยาม ทางโลกเขาไม่มีความรู้กันเลย ทางวิทยาศาสตร์ของโลก เขาไม่มีความรู้เรื่องนี้กันเลย เพราะฉะนั้นในมนุษย์นี้มีตัวสำคัญ มีจิตเป็นประธานหรือจิตนิยาม มนุษย์ทุกคนเป็นสัตว์โลก ในระดับ ชั้นจิตนิยามไม่ใช่พืช ต่างกันแล้วนะ 1. อุตุนิยาม 2.พีชะ 3.จิต พีชะ มีความรู้ในตัวของมันเองเท่านั้น มี ISH ตัว I คือ ประธาน แล้วมี S คือเพศหญิง H คือเพศชาย แต่มันรู้ตัวมันเองเท่านั้น พีชนิยาม มีความรู้อยู่ในกรอบของตัวเองพัฒนาตัวเองขึ้นไป จนกว่าจะพัฒนาขึ้นไปเป็นจิตนิยาม ซึ่งอันนี้อาตมาอธิบายไม่ไหว มันจะพัฒนาจากพืชแต่เป็นสัตว์น้ำและสัตว์บก พัฒนาตนเองตลอดเวลา เกินความรู้ที่อาตมาจะขยายตรงนี้ ก็ขอผ่าน ทีนี้เมื่อรู้แล้ว แยกได้ว่า อุตุนั้นกรอบหนึ่ง พีชะอีกกรอบหนึ่ง จิตนิยามอีกกรอบหนึ่ง ความรู้ พีชนิยาม ไม่มีบาปบุญคุณโทษ ไม่มีความรู้สึก ไม่มีความพยาบาทจองเวร ยังไม่มีวิบากถ่ายทอดวิบากไม่ได้ เพราะฉะ
อ่านต่อ
นั้นความรู้ในระดับพืชจึงเป็นความรู้ที่ปลอดภัยในเรื่องของกรรมวิบาก ที่นี่จิตนิยามสามารถฉลาดในระดับโลกุตระ ระดับปัญญา รู้เรื่องกรรม เรื่องธรรมะ รู้พฤติกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม รู้การทรงไว้เรียกว่าธรรมะ เป็นกรรมนิยาม ธรรมนิยาม ใน อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม เอากรรมนิยาม สองตัวนี้มาธรรมนิยามเป็นกระแสธรรมนิยามกรรมเป็นแรงเคลื่อนธรรมะเป็นกระแสธรรมะ เป็นสแตติค กรรมะเป็นไดนามิคผู้ที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับใช้กันอยู่ ธรรมนิยาม มาใช้เพื่อให้เกิดสภาพ 2 กรรมนิยามเป็นสภาพ Dynamic ธรรมนิยามเป็นสภาพ Static กรรมนิยาม เป็นแรงเคลื่อน ธรรมนิยามเป็นกระแส ธรรมนิยาม เป็น Static กรรมนิยามเป็น Dynamic เป็นคู่ที่ยิ่งใหญ่ นักวิทยาศาสตร์เขาก็ใช้งานกันอยู่แล้ว ก็เอามาใช้งานว่า เมื่อทำแค่พีชะ พลังงานบวกลบนี่แหละทำแค่พีชะ มันไม่มีภัยไม่มีโทษไม่มีวิบาก ไม่มีบาปไม่มีบุญปลอดภัย ฐาน พลังงานระดับนี้ จิตนิยามรู้และทำได้ ถึงอาศัยกรรมกิริยา โดยกำหนดกรรมกิริยาของตนว่าทำประมาณ พีชะ อย่าไปก่อ ให้เกิดกับใครอีก คนผู้นี้จึงไม่สร้างวิบากที่ไประรานใคร เบียดเบียนใคร ทำโทษทำภัยกับใคร จิตนิยามที่ได้รับการฝึกฝนอบรมดีมาอยู่ในฐานของ พีชะดีแล้ว จึงเป็นคนลดภัยลดโทษหรือปลอดภัย ไม่มีภัยต่อใคร เพราะฉะนั้นพืชพันธุ์ธัญญาหารไม่มีภัยต่อใคร มีแต่ประโยชน์ให้แก่ทั้งสัตว์ ทั้งแผ่นดิน เป็นปุ๋ยให้แผ่นดินเองด้วยนะ ทั้งสัตว์ คน มนุษย์ เป็นแต่ประโยชน์อย่างเดียวเลย พืชนี่ ยิ่งใหญ่มากเลยเป็นประโยชน์ในโลก เป็นเครื่องอาศัยที่พระพุทธเจ้ายกย่องว่าเป็นหนึ่งในโลก พืชพันธุ์ธัญญาหารนี้เป็นหนึ่งในโลก แต่คนก็พยายามไปแยกว่าเป็นสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์อากาศ กินกันไปหมด ซึ่งเป็นวิบาก คนไม่เข้าใจไม่รู้เรื่องกรรมวิบาก สัตว์มันมีกรรมวิบากมันยึดถือวิบาก แต่พีชะไม่มีวิบาก ผู้ที่รู้แล้วไม่สร้างวิบากต่อ รู้ว่า พีชะ ไม่มีวิบากต่อ ก็ไม่เป็นไร เราจะกินเราจะฆ่า เราก็จะทำจะปลูกจะทำอะไรกับมันได้ แต่ สัตว์ไม่ต้องไปเลี้ยงมัน มันก็ไปตามยถากรรมของมัน ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกัน ก็หลุดพ้นกันไป แต่ถ้าไม่รู้ก็ไปเกี่ยวข้อง แม้จะไม่ฆ่าก็ไปกิน เขาก็จะเกี่ยวโยงกันไป อย่าว่าแต่ฆ่าแต่กินเลย พระพุทธเจ้าถึงตรัสถึงขนาดว่า ในชีวกสูตร 5 ข้อ 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 650831 สภาพ 2 ของ กฎหลักเกณฑ์กับพฤติกรรมจริง พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ