สภาวะ 2 ของผู้ที่เป็นอภิภู.docx
เนื้อหาในไฟล์
สภาวะ 2 ของผู้ที่เป็นอภิภู _พ่อครูว่า... อยากจะพูดถึงเรื่องสังคมทั่วไปกว้างๆ ก็คงจะต้องพูดซ้ำซากกันอีก คือสังคมมนุษย์ มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาเป็นคน ไม่ว่าจะชาติไหน ไม่ว่าจะศาสนาไหน ไม่ว่าจะประเทศไหน จิตวิญญาณนี้ 1. มันเป็นโลกียะ 2. มันเป็นโลกุตระ มันมี 2 แบบใหญ่ๆ แบบโลกียะนั้น จะยืนหยัดอยู่ที่ดีและชั่ว จะยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องสุขและทุกข์ ส่วนโลกุตระนั้นจะเรียนรู้ดีและชั่วด้วย เรียนก่อน แล้วก็ปฏิบัติตนให้เป็นคนดี ไม่ทำชั่วเลย สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) จนมีพลังในจิตตัวเองเป็น อนุปคัมมะ หรือ เป็น วสวัตตี เป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือจิตตัวเอง ไม่ให้จิตตัวเองไปทำชั่วรู้สมมุติที่ชั่วแล้วไม่ทำ ทำแต่ดีถ่ายเดียว แข็งแรงมั่นคงถาวร นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) นี่เป็นคุณสมบัติอันวิเศษ เป็นคุณธรรมอันวิเศษของศาสนาพุทธ ที่รู้จักโลกียะ ทำดีไม่ทำชั่วเลย สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ก็เป็นหลักประกันของคน ที่ยังเป็นคนอยู่ คนคนนี้รับประกันว่าเกิดอีกกี่ชาติๆ ก็ไม่ทำชั่วไม่ทำบาปแล้ว ทำใจดีถ่ายเดียว ตลอดนิรันดร เท่าที่คุณจะยังเป็นชีวิตอยู่ 2. เหลือสุขทุกข์ คนติดสุขหรือติดทุกข์ก็จะเวียนวนอยู่ในโลกีย์ อยู่ในโลกวนเวียน คนที่ดับสุข ดับทุกข์ได้ในจิตเลย เป็นสภาวะ 2 หมดสุขหมดทุกข์เลย คนนี้คือคนที่ไม่มีวนเวียน ไม่มีบวก ไม่มีลบ แต่รู้สมมุติของโลกว่ามีบวก มีลบ แต่ตัวเองไม่ได้เข้าไปอยู่ในบวกในลบเขา จะอนุโลมรู้ ตอนนี้เราอยู่ในหมู่ของคนบวก ตอนนี้เราอยู่ในหมู่ของคนลบ หมู่ที่อยู่นี
อ่านต่อ
้ มีบวกเยอะ หมู่ที่อยู่นี้ มีลบเยอะ จะเข้าใจองค์ประกอบ องค์ประชุม ของมนุษย์ชาติ ยิ่งเป็นอภิภู ยิ่งเป็นผู้ที่รู้จักความแตกต่างที่ละเอียด มากชั้น มากขั้น มากเรื่องมากราว มากสภาวธรรม ใน อภิภายตนะ 8 ที่พระพุทธเจ้าขยายในของผู้ที่เป็นอภิภู คือผู้ที่เป็นเองเป็นใหญ่สูงกว่า สยังอภิญญา เป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 อาตมาก็ขึ้นระดับ 8 ก็พอจะพูดอภิภูได้บ้าง แต่ก่อนนี้ไม่ได้บังอาจจะพูด ตอนนี้ก็เริ่มพูดได้บ้าง อภิภายตนะ 8 มันเป็นความพิเศษเป็นเรื่องละเอียดของความต่าง เป็นคุณสมบัติ 1 2 3 4 เป็นคุณสมบัติของอภิภู คือจะเป็นผู้ที่มีจิต มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุจิตที่เร็วไวและรู้ได้มาก รวมทั้งจิตที่หยุดนิ่งและเคลื่อนที่ได้เยอะ ปรุงแต่งร่วมกัน อภิภายตนะข้อที่ 1 ท่านบอกไว้ว่า เป็นผู้ที่รู้รูปภายนอกและเห็นรูปภายใน เห็นรูปร่วมกันอยู่พร้อมกันเลยทั้งรูปและนาม ภายนอกภายในเป็นกาย ข้อที่ 1 มีเป็นรูปนะ ยังไม่ใช่ อรูป มีเหตุปัจจัยที่เป็นรูป ไม่ใช่ขั้นภายในเข้าไปลึกเข้าไปหาอรูป รูป ที่มีกามภพ มีภายนอกภายใน แล้วรู้จักรายละเอียดของ ปริตตัง หมายความว่า เป็นบริวาร เป็นเล็กๆน้อยๆ เป็นกระจัดกระจายอยู่เยอะ รูปข้างนอกข้างในนี้รวมกันอยู่มากมาย ถ้าเรียกว่า ปริตตะ คือเป็นก้อน ถ้าวรรณะก็เรียกรวมใหญ่ แต่บอกภายนอก เรียกว่าผิว พรรณะ สุพรรณะ ทุพรรณะ ก็เรียกแยก ผิว ชั้นต่ำและชั้นสูง สุ กับ ทุ ได้อีกคู่หนึ่ง แล้วยังรู้รายละเอียดอื่นไปเอง ในอภิภายตนะข้ออื่นๆ อภิภายตนะข้อที่ 2 เป็นเรื่องของ ปริตตังกับอัปปมาณา ปริตตังคือ รวมกันน้อยลงจนเป็นหนึ่ง อัปปมาณาคือ รวมกันมากจนนับไม่ถ้วน ข้อที่ 3 ถึงจะเป็น อรูป ละเอียดซอยเป็นเล็กลงไปอีกละเอียดอีกบางเบา ก็รู้ในนัยยะของ ตั้งแต่ รูปภายนอกรูปภายใน ปริตตัง อัปปมาณาภา ทุพรรณะสุพรรณะ อะไรไปอีกอย่างนี้เป็นต้น รวมแล้วมันเป็นอภิภายตนะทั้ง 4 แยกรูป ปริตตัง อัปปมาณาภา สองแล้ว 5 6 7 8 ท่านยกแต่เพียงเฉดของสีมาใช้ เขียวต่างกัน ข้อที่ 5 ข้อที่ 6 แดงต่างกัน ข้อที่ 7 เหลืองต่างกัน ข้อที่ 8 ขาวต่างกัน จบอภิภู อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งความรู้ที่เป็นความรู้ที่อาตมานำมาพูดนี้ สรุปแล้วคือ เห็นความแตกต่างกันของ 2 สภาพเท่านั้น หยาบ กลาง ละเอียด ภายนอกภายใน รวมเล็กใหญ่ เป็นรูปเป็นอรูป อีกต่างๆนานาประดาที่โลกมีสมมติ ก็สามารถรู้ความแตกต่างในสมมุติต่างๆได้เทียบกันทีละ 2 เห็นความแตกต่างได้ ละเอียดขึ้นนั่นแหละ คือการรู้ที่รู้ในโลกนี้ _สู่แดนธรรม... แม้โลกจะมีนิทานนิยาย เป็นร้อยเรื่องพันเรื่องสรุปก็เหลือ 4 อย่างนี้ พ่อครูว่า... ได้ แปดอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ไม่รู้สภาวะพวกนี้แล้ว เป็นสมมติที่พระพุทธเจ้าท่านกำหนดมิติต่างๆกัน ประเด็นต่างๆกัน นัยยะต่างๆกัน ภาษาว่า นัยยะ มิติ ก็คือสิ่งที่ต่างกัน เอามาเทียบตั้งแต่ 2 อันมันก็ต่างกันได้ จนกระทั่งถึงที่สุดเส้นตรงเส้นเดียวกัน มันก็คือจุดสองจุดที่ห่างกันด้วยเส้นตรง มีความต่างกันเท่านั้นเอง แต่ถ้ามันมีองศาขึ้นเมื่อไหร่มันเป็น 3 แล้ว องศาขึ้น .0001 สามารถแยกออกไหมล่ะ ความต่างอันนี้คุณสามารถแยกออกไหมล่ะ ไม่ใช่ 0 แล้วนะ ไม่ใช่ 1 แล้วนะ ถ้าคุณจะนับเป็น 2 เหลี่ยม มันก็คูณ 2 ข้าง ถ้าคุณมีอีก คุณก็เป็น 3 ข้าง เพราะฉะนั้นในความรู้ต่างๆพวกนี้มันก็รู้กันไปไม่จบ ไม่มีสิ้นง่ายๆ เสียเวลา มารู้ทุกข์รู้สุขนี้ ทุกข์สุขเป็นนามธรรม เพราะฉะนั้น โลกุตระเทวนิยมจึงเรียนรู้สุขเรียนรู้ทุกข์ เป็นสุขนิยม สุดท้ายแสวงสุข ไม่รู้ทุกข์อริยสัจ ผู้ที่เจริญก็ต้องเรียนรู้ทุกข์แล้วก็จะรู้ว่าความทุกข์กับความสุขเป็นของปรุงแต่งกันอยู่เท่านั้นเอง ไปยึดมั่นถือมั่นข้างใดข้างหนึ่ง คุณก็ทุกข์อยู่อย่างนั้น มันต้องมี 2 ข้างอยู่เท่านี้ มันก็มีสุขกับทุกข์ มีรูปกับนาม มีการปรุงแต่งกันเป็นความมีปุริสภาวะกับอิตถีภาวะ คุณก็ทำจิตของคุณให้เป็น นปุงสกลิงค์ เป็นผู้รู้จัก 2 เพศ แต่คุณก็รู้จักสมมุติกับปรมัตถ์ คุณรู้ 2 เพศแล้วก็ไม่ต้องไปเป็นสักเพศเลย คุณก็เป็น นปุงสกลิงค์ ของคุณได้ คุณก็สบาย ไม่ต้องไปมีเพศ แต่คุณจะยังอยู่กับเพศเดียวคุณก็ดี ก็อยู่กับเพศหนึ่ง จะไปสับสนสลับไปสลับมาวนเวียนปวดหัวทะเลาะกัน สรุปง่ายๆก็แค่นี้ และเราจะรู้ว่า ไอ้ที่มันปรุงแต่งกันอยู่ 2 ภาวะนี้แหละ แยกออกจาก ตั้งแต่มันจับตัวกันเป็นชีวะขั้นสัตว์ จนกระทั่งถึงขั้นพืช ขั้นพืช มันก็ปรุงแต่งกันเป็นภาวะพลังงาน 2 แต่มันไม่มีสุข มันไม่มีทุกข์ มันไม่มีจองเวรจองกรรม ไม่มีวิบาก มันไม่มีกรรม ไม่มีอะไร มันปรุงแต่งเป็นธาตุพีชะ ชีวะในตัวมันเอง เพราะฉะนั้นในขณะที่เป็นจิตนิยามเป็นอรหันต์ ก็ทำจิตให้มันไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีคู่ ไม่มีปรุงแต่งอะไร รู้ว่ามันปรุงแต่งแต่ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ ก็อาศัยพีชะ มาทำให้แก่ตัวเอง และรู้ยิ่งกว่านั้นรู้อุตุ รู้ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วสามารถทำจิตให้เป็นดินน้ำไฟลมไปได้เลย ไม่ต้องมีการปรุงแต่งอะไรกันอย่างเป็นชีวะเลย มันจะปรุงแต่งก็เป็นความร้อน แสง เสียงแม่เหล็กไฟฟ้า มันก็ต้องใช้งานในร่างกายของคุณ คุณใช้ความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า ก็อาศัยมันอยู่เท่านั้นเอง แล้วมันก็ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่มีบาปไม่มีเวรไม่มีภัยอะไร นี่คือความรู้สุดยอดของธรรมะนิยาม 5 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ผู้เป็นอรหันต์ก็สามารถทำจิตให้เป็นอุตุ ทำจิตให้เป็นพืชได้ก็จบ สามารถแยกธาตุ กายแตกตาย แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลม ไปเลย. ก็จบเลย นั้นคือที่จบ เป็นอรหันต์ของพระพุทธเจ้า ส่วนจะรู้มากอย่างที่อาตมาพูดแล้วเอามาพูดอธิบายสู่คนอื่นฟัง สอนคนอื่นให้รู้ตามอย่างนี้ได้ ก็เป็นการสืบทอดธรรมะพุทธเจ้า 650829 อรหันต์คือราชาแห่งแผ่นดินที่ไร้โจร รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 52