สภาพ 2 ของ กฎหลักเกณฑ์กับพฤติกรรมจริง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข1 กันยายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

สภาพ 2 ของ กฎหลักเกณฑ์กับพฤติกรรมจริง _พ่อครูว่า... มาเข้าถึงมุมที่อาตมาอยากจะพูดให้ฟังจริงๆก็คือมุมที่ว่า กฎหลักเกณฑ์ กับพฤติกรรมจริง คนที่ไม่รู้ คือมองไม่ออกหรือเข้าใจผิด ทั้งหลักเกณฑ์กฎหมายและพฤติกรรมของตนของคน ใครก็แล้วแต่ แม้แต่ของตัวเอง เป็นความไม่รู้เลยไม่มีความรู้เลยทั้งคู่ ทั้งหลักเกณฑ์ก็ไม่รู้หลักเกณฑ์ พฤติกรรมของตนก็ไม่รู้ นี่คือมันโง่ครบ โง่ครบสูตร โง่บริบูรณ์แบบ โง่สมบูรณ์แบบ ทั้งๆที่ตัวเองผิดไปทั้ง 2 เรื่อง 2 แบบ เรื่องความรู้หรือปัญญา และก็ความโง่ และเรื่องที่ตนมีพฤติกรรมที่ทำอยู่ ดำเนินอยู่ มีอยู่ เป็นอยู่ ตามที่ตนทำด้วยความรู้หรือความโง่ เขาจะนึกว่าเขาโง่หรือเขารู้ เขาก็จะนึกว่าเขารู้ เขาจะไม่นึกว่าเขาโง่ ก็มี 2 ภาวะทั้งนั้น หลักเกณฑ์กับพฤติกรรมก็สอง ความรู้กับความโง่ก็ 2 ทั้งนั้น ที่คนจะต้องมี ปัญญารู้จักรู้แจ้งความจริงของจิตให้ตรงให้ชัดให้แม่นทั้งสอง จับคู่กันมาทีละ 2 ทีละ 2 เพราะฉะนั้น ในความเป็นทีละ 2 นี้แหละ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุด ทุกอย่างในมหาจักรวาลนี้อีก พยัญชนะบาลีเรียกว่า เทฺว อ่าน ทะเว หรือดะเว ก็แล้วแต่ แปลว่า 2 เรื่องยิ่งใหญ่ในมหาจักรวาลนี้คือเรื่องความเป็น 2 ทีนี้ คนที่ไม่เคยแยก 2 เลยหรือแยก 2 ไม่ออก 1.แยกไม่ออก 2.แม้แยกออกก็ไม่แยก สรุปแล้วก็คือ แยกไม่ออกก็คือ 1, 2. รู้แต่แยกไม่ออก ก็คือ 1 เพราะฉะนั้นคนที่ดันทุรังเป็น 1 ไม่มี 2 เป็นคนมองเป็นคนโง่ตลอดนิรันดร ในความเป็นจริงของความเป็นคน คนจะต้องมีรูปกับนาม คนจะต้องมีจิตกับอีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องรู้ด้วยกันเป็น 2 เกิดเป็นคนมี 1 ไม่ได้ สภาพ 2 ของ กฎหลักเกณฑ์กับพฤติกรรมจริง (ต่อท่อน2) _พ่อครูว่า... เข้ามาสู่หลักเกณฑ์ กฎหลักเกณฑ์กับพฤติกรรมจริง เพราะฉะนั้นจะสับสนวนเวียนวุ่นวาย

อ่านต่อ

อยู่กับกฎหลักเกณฑ์กับสภาวะพฤติกรรมจริง เจาะลงไปที่ตัวจริง ผู้ที่มีพฤติกรรมจริงๆผิด ผิดหลักเกณฑ์ คนที่พฤติกรรมจริงผิดหลักเกณฑ์ แล้วก็บิดเบี้ยวหลักเกณฑ์ก็คือผิดอีกนั่นแหละ แล้วก็พยายามบิดเบี้ยวหลักเกณฑ์ว่า ฉันไม่ผิด อย่างทักษิณกับพลเอกประยุทธ์ อันนี้เรียกถูกนะ เพราะว่าทักษิณเขาถูกริบยศหมดแล้ว แม้แต่พันโทเขาก็ถูกริบ แต่พลเอกประยุทธ์ไม่ได้ถูกริบอะไร นายทักษิณกับพลเอกประยุทธ์ คนหนึ่งไม่ได้ผิดหลักเกณฑ์เลยแล้วก็เป็นพฤติกรรมจริง พฤติกรรมจริงกับหลักเกณฑ์อันเดียวกัน ไม่ผิด แต่ทักษิณนี้พฤติกรรมจริงผิดหลักเกณฑ์ แล้วพยายามจะเบี้ยวหลักเกณฑ์ เป็นสิ่งที่ผิดกับความจริงที่ตนเองเป็น เถียงอยู่ทุกวันนี้นั่นแหละ ดิ้นอยู่พราดๆ คนหนึ่งนั้นสงบแล้ว นิ่งอยู่กับความจริงจึงหยุด แต่นี่ดิ้นจนไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบสำหรับทักษิณ ซึ่งตรงกับคำตรัสพระพุทธเจ้าที่บอกว่า เราหยุดแล้ว แต่เธอสิยังไม่หยุด ทักษิณเอ๋ย โกงไปชาตินี้ มีบาปจะกินหัวต้องเกิดมาใช้หนี้อีกไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์ เสวยเถอะ เสวยเงิน กองนั้นไม่ต้องมาตอแยไม่ต้องสร้างวิบากบาปมาบิดเบี้ยวกฎหลักเกณฑ์กับพฤติกรรม ยัดเยียดพฤติกรรมจริงของตนมาใช้หลักเกณฑ์ที่ผิด แล้วก็พยายามจะตั้งหลักเกณฑ์ ที่ผิดให้เป็นหลักเกณฑ์ที่ถูกให้แก่ตนเอง พยายามทำอยู่ตลอดเวลาเลย เช่น ให้ สส. ให้คณะลิ่วล้อทั้งหลายแหล่ พยายามที่จะปรับกฎหมายให้เขายอมรับเอาทักษิณเข้ามา พยายามจะแก้กฎหมายที่จะยอมรับเพื่อที่จะให้ทักษิณเข้ามาได้ หรือสร้างอำนาจให้ยิ่งใหญ่ คณะเพื่อไทยนี่แหละ ที่อุ๋งอิ๋งกำลังไปเสริมทัพ เพื่อจะให้ตนเองมีอำนาจ เอาทักษิณเข้ามา แล้วจะมาแก้กฎหมายให้ทักษิณหลุดพ้นหมด โดยอ้างอิงว่าจะเข้ามายกเลิกกฎหมาย ทั้งหมดเลย ล้มล้างหมดเลยไม่มีใครผิด (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... พลเอกประยุทธ์หรือเหมือนพ่ายแพ้ตอนนี้ แต่ทำไมเขาตามจิกตามจิกตลอด แสดงว่าคุณทักษิณกลัวพลเอกประยุทธ์ อยู่ไม่น้อย พ่อครูว่า... อาตมาก็ขอกลับไปพูดคำภาษา ที่คุณทิพานันใช้ภาษากฎหมาย บอกว่า วาระตามรัฐธรรมนูญกับวาระสุดท้าย ต่างกันไหม ต่างกันคนละเรื่องเลย ทักษิณนั้นจบด้วยวาระสุดท้ายแล้ว แต่พลเอกประยุทธ์นั้นเขาตามวาระของ รัฐธรรมนูญ สมมุติอย่างเลวร้าย สมมุติว่าวาระตามรัฐธรรมนูญ คณะองค์ผู้พิพากษา ของศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่าพลเอกประยุทธ์ต้องหยุดเป็นนายก พลเอกประยุทธ์ก็หยุดได้ แล้วพลเอกประยุทธ์ก็ยังอยู่ในบ้านเมืองไทยสบาย เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน พักงาน แต่ยังเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอยู่ มีตำแหน่งเบ้อเหิ้มเลย รัฐมนตรีกลาโหม ทักษิณเป็นอะไรวะ ในประเทศไทย อย่าตีตนเสมอเลยทักษิณเอ๋ย มันคนละรุ่น คนละอย่างในสัจจะความจริง ว่าความถูกต้องความดีงามกับความคดโกงทุจริตนี้ มันคนละขั้วคนละฝาเลย ทักษิณกับพลเอกประยุทธ์ นี่เป็นตัวอย่างของประเทศไทย คนไทย พฤติกรรมในเมืองไทย ให้ศึกษาทั้งทางกฎหมาย ทั้งพฤติกรรมจริง ในความเป็นคนที่มี 1. พฤติกรรมจริง 2. กฎ หลักเกณฑ์ของโลก ไม่ว่าประเทศไหนก็มีหลักเกณฑ์ตามสมมุติ หลักเกณฑ์นั้นไม่แน่นอน แต่พฤติกรรมจริง เป็นของจริง ของแน่นอนของคน เพราะฉะนั้น ที่สุดแห่งที่สุดแล้วหลักเกณฑ์ไม่เที่ยง พฤติกรรมจริงของคนนี่เที่ยง พฤติกรรมจริงที่ทำแล้ว จบเป็นวาระสุดท้ายแล้วตามสำนวนของคุณทิพานัน จบแล้วไม่ได้แก้ไขแล้ว เป็นอดีตไปแล้วจบแล้ว ถ้าเรื่องนี้จบแล้วมันก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ผิด มันก็คือความไม่ผิด แต่ถ้าสิ่งนี้จบแล้วเป็นวาระที่ผิด จะเป็นอย่างไร มันก็จบเหมือนกันแต่ผิด ยิ่งไปเทียบกับวาระตามรัฐธรรมนูญ ยังไม่ตัดสิน อาจจะได้ถูกก็ ได้ไม่ถูกก็ได้ แต่แค่วาระตามรัฐธรรมนูญ ทีนี้เนื้อหาของวาระตามรัฐธรรมนูญนั้นมีว่าอย่างไร ก็มีว่าแค่ในมาตรานั้น อาตมาจำไม่ได้แล้วที่บอกว่า 8 ปีจบ ต่อไปไม่ได้ นี่แหละ องค์ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญจะต้องถกกัน ในรายละเอียดซึ่งมันละเอียดมากเลยว่า จะต้องนับเริ่มวาระเป็นตั้งแต่เมื่อใดต่างๆนานา สมณะฟ้าไท... เขาบอกว่าถ้าปี 57 เป็นครบ ถ้าปี 60 ก็ต่ออีก 2 ปี เขาบอกว่าอย่างมากก็ 60 หรือ 62 พ่อครูว่า... สรุปแล้ว ถึงแม้ว่าตามวาระของรัฐธรรมนูญประยุทธิ์ก็ยังต่อไปอยุ่ แม้วาระตามรัฐธรรมนูญ แต่ทีนี้พวกที่จะให้หยุดมันจะให้หยุดเลย ซึ่งมันผิด เรื่องนี้ก็เอาเถอะ เดี๋ยวก็มีสัจธรรมออกมาเอง อาตมายังขอย้ำว่า ประเทศไทยนี้เป็นประเทศที่เจริญมากๆเลย เจริญนำโลกเลยนะ แต่คนเขาว่าอาตมาพูดนี้มันเวอร์ มันเจริญนำโลกเพราะมันเป็นโลกุตรธรรม แต่คนเขาไม่เข้าใจโลกุตรธรรม ทุกวันนี้ก็ยากมากเลยที่คนจะเข้าใจโลกุตรธรรม ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นอาตมาจึงตายไม่ลง เพราะเหตุนี้ เพราะเหตุตรงที่ว่า เมืองไทยมีรากของโลกุตรธรรมแล้ว มีเชื้อแล้วก็มีความเจริญของโลกุตรธรรมขึ้นมาประมาณหนึ่งแล้ว ซึ่งมันเป็นจริง มันต้องต่อความเจริญของอันนี้ไปได้อีกเพื่อมนุษยชาติทั้งโลก มันยิ่งใหญ่ แต่คนไม่รู้ความยิ่งใหญ่เพราะว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจยาก มันเป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นโลกุตระ เป็นอัญญะ เป็นความรู้อื่น ที่คนในโลกยังรู้ไม่ได้ มันเป็นภาวะที่ย้อนทวนกระแส มันย้อนทวนกลับเลย ทางโลกียะเขาไปทิศเดียว แต่ของโลกุตระธรรมนั้นเป็น dialactic ทางโลกียะทางเทวนิยมเขาก็มีภาวะ dialactic ย้อนแย้ง แต่เขาตัดสินไม่ได้ว่าย้อนแย้งอันไหนและจะไปจบตรงไหน เท่านั้นเอง แต่ของพระพุทธเจ้านี้สุดยอดอันนี้แหละ ภาวะที่ย้อนแย้ง ลงด้วยการจบ ตรงที่รู้จัก กาละ เทศะ ฐานะ ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในความเที่ยงแต่ขึ้นด้วยองค์ประกอบ คำว่า กาละ เทศะ ฐานะ อาตมาย่นย่อมาสั้นที่สุดแล้วคือ หนึ่งคือการเคลื่อนของเวลาคือ กาละ เทศะคือ สถานที่ สถานที่ในโลกนี้ไม่ตรงกันนะ จุดแต่ละจุดไม่ตรงกัน มีองค์ประกอบต่างกัน มีความร้อนความหนาว มีความเจริญความเสื่อม อย่าง ขั้วโลกเหนือ ปลูกต้นหมากรากไม้ไม่ได้ เป็นต้น อยู่ตะวันออกกลางก็ปลูกต้นหมากรากไม้ยาก แถวเอเชีย ปลูกได้ดี มันมีอีกเยอะแยะ และฐานะของบุคคล กาละ เทศะ ฐานะ ที่ ไม่เท่าเทียมกันเลย มีต่างกัน ฉลาดมากฉลาดน้อย ขี้โกงมากขี้โกงน้อย แค่ 2 คู่นี้ก็เหลือกินแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ยิ่งเป็นโลกุตระกับโลกียะ ยิ่งเป็นคู่ที่ยิ่งใหญ่เลย 650831 สภาพ 2 ของ กฎหลักเกณฑ์กับพฤติกรรมจริง พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน