16 610420 ภาคผนวก ช คู่มืออาหารปรับสมดุลตามหลักแพทย์วิถีธรรม.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ภาคผนวก ช คู่มืออาหารปรับสมดุลตามหลักแพทย์วิถีธรรม 212 คู่มืออาหารปรับสมดุลตามหลักแพทย์วิถีธรรม จัดท ำโดย นำงเอมอร แซ่ลิ้ม นักศึกษำปริญญำโท วิทยำศำสตรมหำบัณฑิต สำขำสำธำรณสุขศำสตร์ มหำวิทยำลัยรำชภัฏสุรินทร์ เอกสารประกอบ : งานวิจัยเรื่อง ผลของการเสริมพลังต่อพฤติกรรม ลด ละ เลิกการบริโภคเนื้อสัตว์และภาวะสุขภาพ ของผู้เข้าอบรมแพทย์วิถีธรรม 213 ค าน า อำหำรเป็นยำ “อำหำรเป็นหนึ่งในโลก” กำรที่เรำจะมีสุขภำพที่ดี เรำเริ่มต้นจำกอำหำร อำหำรเป็นรำกฐำนของกำรมีสุขภำพที่ดีตลอดชีวิตมนุษย์ กำรบริโภคอำหำรที่ถูกสมดุลร้อนเย็น ช่วยท ำให้กำรท ำงำนของร่ำงกำยมีประสิทธิภำพ อำหำรตำมหลักแพทย์วิถีธรรมนั้น เป็นอำหำรแนวธรรมชำติบ ำบัด ปรับสมดุล รักษำโรค ย่อมเกิดผลต่อดีต่อสุขภำพ ท ำให้ร่ำงกำยมีควำมเจ็บป่วยน้อย ควำมล ำบำกกำยน้อย เบำกำย มีก ำลัง เป็นอยู่ผำสุก อำหำรตำมหลักแพทย์วิถีธรรม เป็นอำหำรปรำศจำกเนื้อสัตว์ เป็นอำหำรธรรมชำติ ผักสด หำกมีกำรประกอบอำหำรก็จะมีกำรปรุงด้วยไฟปำนกลำง และเน้นกำรปรุงอำหำรด้วยเกลือเป็นหลัก โดยใช้วัตถุดิบให้เหมำะกับร่ำงกำยของเรำ ณ เวลำนั้น ผู้จัดท ำหวังเป็นอย่ำงยิ่งว่ำ คู่มือกำรบริโภคอำหำรตำมหลักแพทย์วิถีธรรม จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ท่ำนมีสุขภำพที่ดี และส่งผลให้ท่ำนสำมำรถลด ละ เลิก กำรบริโภคเนื้อสัตว์ได้ ไม่มำกก็น้อย หำกมีข้อผิดพลำดประกำรใด ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ผู้จัดท ำ เอมอร แซ่ลิ้ม 10 กรกฏำคม 2560 214 สารบัญ หน้ำ อำกำรหรือโรคที่เกิดจำกภำวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน 1 อำกำรหรือโรคที่เกิดจำกภำวะไม่สมดุลแบบเย็นเกิน 3 อำกำรหรือโรคที่เกิดจำกภำวะร้อนเย็นเกิดขึ้นพร้อมกัน 4 อำหำรฤทธิ์เย็น 4 อำหำรฤทธิ์ร้อน 6 อำหำรฤทธิ์ร้อนมำก 7 เทคนิคกำรรับประทำนอำหำรตำมล ำดับ 8 อำหำรรสจัดทุกชนิดท ำลำยเซลล์เนื้อเ
อ่านต่อ
ยื่อในร่ำงกำย 10 กำรไม่เบียดเบียนท ำให้มีโรคน้อยและอำยุยืน 12 เทคนิคกำรกินอำหำรที่ปรุงรสทั่วไป 13 กำรรับประทำนอำหำรแบบย่ ำยีมำร 16 อำหำรย่ ำยีมำร สูตร 1 พลังพุทธ 19 อำหำรย่ ำยีมำร สูตร 2 น้องพุทธ 21 ข้ำวต้ม (ถอนพิษ) 22 ข้ำวต้มทรงเครื่อง 23 สลัดสุขภำพ 24 น้ ำสลัด (งำด ำ) 25 หมวดต้ม ต้มย ำหัวปลีใส่ยอดมะขำม 26 แกงเขียวหวำน 27 แกงส้มผักรวม 28 แกงเลียงผักหวำนป่ำ 29 ต้มส้มมะละกอ (อำหำรเหนือ) 30 หมวดย า ต ำแตงนิพำน 31 หมวดย า ย ำมังคุด 32 ย ำผักรวมข้ำงบ้ำน 33 215 ซุปมะเขือเปรำะ 33 ย ำวุ้นเส้น 34 ย ำเห็ด 35 ห่อหมกหัวปลี 36 น้ ำพริกเต้ำเจี้ยว 37 น้ ำพริกอ่อง 38 หมวดผัด มะระหวำนผัดน้ ำ 39 ผักรวมผัด 40 ผัดเห็ดวุ้นเส้นสุขภำพ 41 ผัดวุ้นเส้นมังสวิรัติ 44 ผัดเห็ดกับพริกหวำน 45 ผัดฟักทอง 47 เต้ำหู้อ่อนทรงเครื่อง 48 ผักรวมผัดขิง 48 ข้ำวผัดสุขภำพ 49 รำดหน้ำเส้นหมี่ 50 สุกี้แห้งสุขภำพ 51 หมวดเครื่องดื่ม และธัญพืช ผักผลไม้ปั่น 52 น้ ำนมข้ำวโพด 53 ต้มถั่วเขียวใส่ลูกเดือย 54 น้ ำนมธัญพืช 54 ตัวอย่ำงเมนูอำหำร 3 แบบ 3 วัน 56 บรรณำนุกรม 58 216 อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน อำกำรหรือโรคที่เกิดจำกภำวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน สำมำรถใช้อำหำรปรับสมดุล และกำรฝึกจิตบ ำบัดหรือบรรเทำได้มีดังต่อไปนี้ 1. ตำแดง ตำแห้ง แสบตำ ปวดตำ ตำมัว ขี้ตำข้นเหนียวหรือไม่ค่อยมีขี้ตำ หนังตำตก ขนคิ้ว-ร่วง ขอบตำคล้ ำ 2. มีสิว ฝ้ำ 3. มีตุ่มแผลในช่องปำกด้ำนล่ำง ร้อนในช่องปำก เหงือกอักเสบ 4. นอนกรน ปำกคอแห้ง ริมฝีปำกแห้งแตกเป็นขุย 5. ผมร่วง หงอกก่อนวัย มีรังแค รูขุมขนขยำยโดยเฉพำะบริเวณหน้ำอก คอ ทั้งด้ำนหน้ำและด้ำนหลัง 6. ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว 7. มีเส้นเลือดขอด ตำมส่วนต่ำง ๆ ของร่ำงกำย เส้นเลือดฝอยแตกใต้ผิวหนัง พบรอยจ้ ำเขียวคล้ ำ 8. ปวดบวมแดง ร้อนตำมร่ำงกำยหรือตำมข้อ 9. กล้ำมเนื้อเกร็งค้ำง กดรู้สึกเจ็บ เป็นตะคริวบ่อย ๆ 10. ผิวหนังปกติคล้ำยมีรอยไหม้ เกิดฝีหนอง น้ ำเหลืองเสียตำมร่ำงกำย 11. ตกกระสีน้ ำตำลหรือสีด ำตำมร่ำงกำย 12. ท้องผูก อุจจำระแข็งหรือเป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ำยขี้แพะ บำงครั้งมีอำกำรท้องเสียแทรก 13. ปัสสำวะปริมำณน้อย สีเข้ม ปัสสำวะบ่อย แสบขัด ถ้ำเป็นมำก ๆ จะเป็นสีน้ ำล้ำงเนื้อ หรือ มีเลือดปนออกมำกับปัสสำวะด้วย มักลุกปัสสำวะช่วงเที่ยงคืน-ตี ๒ (คนที่ร่ำงกำยปกติสมดุล จะไม่ลุกปัสสำวะกลำงคืน) 14. ออกร้อนท้อง แสบท้อง ปวดท้อง บำงครั้งมีอำกำรท้องอืดร่วมด้วย (ท้องอืด แต่เดิมเป็นภำวะเย็นเกิน ปัจจุบันเกิดจำกภำวะร้อนเกิน) 15. ผิวหนังมีผื่น ปื้นแดง คันหรือมีตุ่มใสคัน 16. เป็นเริม งูสวัด สะเก็ดเงิน โรคหนังแข็ง 17. หำยใจร้อน เสมหะเหนียวข้น ขำวขุ่น สีเหลืองหรือสีเขียว บำงทีมีเสมหะพันคอ ไอ 18. โดยสำรยำนยนต์มักอ่อนเพลีย และหลับขณะเดินทำง 19. เลือดก ำเดำออก 20. มักง่วงนอนหลังกินข้ำวอิ่มใหม่ ๆ 21. เป็นมำกจะยกแขนขึ้นไม่สุด ไหล่ติด 217 22. เล็บมือเล็บเท้ำขวำงสั้น ผุ ฉีกง่ำย มีสีน้ ำตำลหรือด ำคล้ ำ อักเสบบวมแดงที่โคนเล็บ เล็บขบ 23. หน้ำมืด เป็นลม วิงเวียน บ้ำนหมุน คลื่นไส้ อำเจียน มักแสดงอำกำรเมื่ออยู่ในที่อับหรืออำกำศร้อนหรือเปลี่ยนอริยบทเร็วเกิน หรือท ำงำนเกินก ำลัง 24. เจ็บเหมือนมีเข็มแทง หรือไฟฟ้ำช๊อต หรือร้อนเหมือนไฟเผำตำมร่ำงกำย 25. อ่อนล้ำ อ่อนเพลีย แม้นอนพักก็ไม่หำย 26. รู้สึกร้อนแต่เหงื่อไม่ออก 27. เจ็บปลำยลิ้น แสดงว่ำหัวใจร้อนมำก ถ้ำเป็นมำก ๆ จะเจ็บแปล๊บที่หน้ำอก อำจร้ำวไปแขน 28. เจ็บคอ เสียงแหบ คอแห้ง 29. หิวมำก หิวบ่อย หูอื้อ ตำลำย ลมออกหู หูตึง 30. สะอึก 31. ส้นเท้ำแตก เจ็บ อักเสบ รองช้ ำ ออกร้อน บำงครั้งเหมือน ไฟช๊อต 32. เกร็ง ชัก 33. โรคที่เกิดจำกภำวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน เช่น โรคหัวใจ หวัดร้อน ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ตับอักเสบ กระเพำะอำหำรและล ำไส้อักเสบ ไทรอยด์เป็นพิษ ริดสีดวงทวำร มดลูกโต ตกขำว ตกเลือด ปวดมดลูก หอบหืด ไตอักเสบ ไตวำย นิ่วในไต นิ่วกระเพำะปัสสำวะ นิ่วถุงน้ ำดี กระเพะปัสสำวะอักเสบ ไส้เลื่อน ต่อมลูกหมำกโต โรคเกำต์ ควำมดันโลหิตสูง เบำหวำน เนื้องอก มะเร็ง พิษของแมลงสัตว์กัดต่อย เป็นต้น (ใจเพชร กล้ำจน. 2554 : 66-68) อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบเย็นเกิน ส ำหรับภำวะไม่สมดุลแบบเย็นเกินนั้น ปัจจุบันพบได้น้อย ถึงแม้พบอำกำรของภำวะไม่สมดุลแบบเย็นเกินก็มักจะเป็นสภำพที่มีสำเหตุจำกภำวะร้อนเกินแล้วตีกลับเป็นเย็น ซึ่งก็ต้องแก้ที่สำเหตุร้อนเกินอยู่ดี และกำรแก้ภำวะเย็นเกินที่เกิดจำกกำรตีกลับจำกร้อนนั้น มีควำมแตกต่ำงจำกกำรแก้ภำวะเย็นที่เกิดจำกเย็นเกิน ซึ่งผู้เขียนจะได้ชี้แจงรำยละเอียดในตอนต่อไป ส ำหรับตอนนี้ขอบอกลักษณะอำกำรที่บ่งถึงภำวะเย็นเกินดังนี้ 1. หน้ำซีดผิดปกติจำกเดิม 2. มีตุ่มหรือแผลในปำกด้ำนบน 3. ตำแฉะ ขี้ตำมำก ตำมัว 4. เสมหะมำก ไม่เหนียว สีใส 218 5. หนักหัว หัวตื้อ 6. ริมฝีปำกซีด 7. ขอบตำ หนังตำบวมตึง 8. เฉื่อยชำ เคลื่อนไหวช้ำ คิดช้ำ ยิ่งเคลื่อนไหวยิ่งกระปรี้กระเปร่ำ 9. ไอ อำกำรมักทุเลำเมื่อถูกภำวะร้อน 10. ผิวหน้ำบวมตึง แต่ไม่ร้อน 11. เจ็บหน้ำอกด้ำนขวำ 12. หำยใจไม่อิ่ม 13. ท้องอืด จุกเสียดแน่น 14. ปัสสำวะสีใส ปริมำณมำก 15. อุจจำระเหลวสีอ่อน มักท้องเสีย 16. มือเท้ำเย็น มึนชำ สีซีดกว่ำปกติ 17. ตกกระสีขำว 18. มักมีเชื้อรำขำวตำมผิวหนังหรือที่เล็บมือ เล็บเท้ำ 19. เล็บยำวแคบกว่ำปกติ (มีควำมยำวของเล็บมำกกว่ำควำมกว้ำงมำก) ตัวเล็บและโคนเล็บมีสีขำวซีดกินพื้นที่มำกเกินปกติ 20. เท้ำบวมเย็น 34. จำกประสบกำรณ์ของผู้เขียน เมื่อพบภำวะไม่สมดุลของร่ำงกำยผู้เขียนจะแก้ภำวะร้อนเกินเป็นหลัก หรือเมื่อพบอำกำรแบบเย็นเกิน ถ้ำเรำแก้ภำวะเย็นแล้ว อำกำรไม่ดีขึ้น แสดงว่ำเป็นอำกำรที่ตีกลับจำกร้อนเกิน ให้แก้ภำวะร้อนเกิน-เย็นเกิน (ใจเพชร กล้ำจน. 2554 : 69-70) อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะร้อนเย็นเกิดขึ้นพร้อมกัน มีไข้สูง แต่หนำวสั่นหรือเย็น มือเย็นเท้ำ ปวดศรีษะ ตัวร้อนร่วมกับท้องอืด ปวด บวม แดง ร้อน ร่วมกับมึนชำตำมเนื้อตัวแขนขำ เป็นต้น กรณีที่ไม่แน่ใจว่ำร่ำงกำยเรำไม่สมดุลแบบใด ให้แก้ภำวะร้อนเกินไว้ก่อน เพรำะคนส่วนใหญ่ ณ ยุคปัจจุบันประมำณ 80% จะป่วยด้วยภำวะร้อนเกินอย่ำงเดียว ส่วนผู้ที่มีภำวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกันมีประมำณ 15% ส ำหรับผู้ที่มีภำวะเย็นเกินอย่ำงเดียวมีประมำณ 5% ถ้ำปฏิบัติแก้ภำวะร้อนเกินอย่ำงเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้นภำยใน 1 สัปดำห์ อำจเป็นภำวะร้อนเกินและเย็นเกินเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็ให้แก้ภำวะดังกล่ำวและถ้ำแก้อย่ำงเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้นภำยใน 1 สัปดำห์ ให้ทดลองแก้ภำวะเย็นเกินภำยใน 1 สัปดำห์ ถ้ำยังไม่ดีขึ้น ก็ให้เริ่มตั้งศูนย์เริ่มล้ำงพิษออกจำกร่ำงกำยใหม่ ด้วยกำรงดอำหำรจนกว่ำจะรู้สึกหิวหรือรับประทำนเฉพำะผักและผลไม้ฤทธิ์เย็นอย่ำงเดียว 219 จนกว่ำจะรู้สึกโหยล้ำหรือหอมข้ำวหรือหิวบ่อยอำหำรไม่อยู่ท้อง จึงค่อยเพิ่มข้ำวหรืออำหำรที่ให้พลังงำนควำมร้อนมำกขึ้น ตำมควำมพอดีของร่ำงกำยที่จะท ำให้เกิดพลังชีวิตสูงสุด คือ สบำย เบำกำยและมีก ำลัง (ใจเพชร กล้ำจน : 43-44) อาหารฤทธิ์เย็น กลุ่มคำร์โบไฮเดรต เช่น น้ ำตำล เส้นขำว (เส้นหมื่, เส้นก๋วยต๋วยที่ไม่มีน้ ำมัน) วุ้นเส้น ข้ำวขำว ข้ำวซ้อมมือ ข้ำวกล้อง (เหลือง) เป็นต้น อำหำรกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ให้พลังงำนควำมร้อน ถ้ำกินมำกเกินไป ก็จะท ำให้ร้อนเกิน ส ำหรับน้ ำตำล เส้นขำว วุ้นเส้น และข้ำวขำวจะกินเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลำที่ร่ำงกำยขำดน้ ำตำล แล้วต้องกำรพลังงำนอย่ำงรวดเร็วหรือมีภำวะร้อนเกินอย่ำงมำก จนถึงขั้นที่เมื่อกินข้ำวซ้อมมือหรือกินข้ำวกล้องแล้วเกิดอำกำรร้อนเกินเท่ำนั้น เพรำะน้ ำตำล เส้นขำว วุ้นเส้น และข้ำวขำว เป็นกลุ่มคำร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานความร้อนน้อยที่สุดแต่เคลื่อนที่หรือดูดซึมเร็วที่สุดและหมดฤทธิ์เร็วที่สุด แต่ขั้นตอนกำรสันดำบเป็นพลังงำนนั้นต้องไปดึงวิตำมินที่มีอยู่ในร่ำงกำยมำใช้ ดังนั้นถ้ำกินเป็นประจ ำร่ำงกำยจะขำดวิตำมินและแร่ธำตุส ำคัญรวมถึงไฟเบอร์ซึ่งมีอยู่มำก ในข้ำวซ้อมมือหรือข้ำวกล้อง ดังนั้นถ้ำร่ำงกำยเริ่มทุเลำอำกำรร้อนเกินลงและเริ่มมีควำมรู้สึกว่ำ กินอำหำรกลุ่มนี้แล้วไม่อยู่ท้อง (หิวบ่อย หิวง่ำย พลังงำนหรือเรี่ยวแรงหมดเร็วกว่ำปกติ) ให้ปรับมำกินข้ำวซ้อมมือและข้ำวกล้องตำมล ำดับ โดยปกติก็ควรจะกินข้ำวซ้อมมือและข้ำวกล้องตำมล ำดับ โดยปกติก็ควรจะกินข้ำวซ้อมมือหรือข้ำวกล้องเป็นหลัก เพรำะมีไฟเบอร์วิตำมินและแร่ธำตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่ำงกำย มำกกว่ำคำร์โบไฮเดรตชนิดอื่น ๆ กลุ่มโปรตีนฤทธิ์เย็น เช่นถั่วขำว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เห็ดผำง เห็ดนำงฟ้ำ เห็ดหูหนู เห็ดขอนขำว เห็ดลม (เห็ดบด) เห็ตำโล่ เห็ดตีนตุ๊กแก เป็นต้น กลุ่มผักฤทธิ์เย็น เช่น อ่อมแซบ(เบญจรงค์) ผักบุ้ง ต ำลึง ก้ำนตรง ผักหวำนบ้ำน ผักหวำนป่ำ บวบ ฟัก แฟง แตงต่ำง ๆ มะละกอดิบหรือห่ำม พญำยอ(เสลดพังพอนตัวเมีย) สำยบัว หยวกกล้วย ก้ำนกล้วย กล้วยดิบ หัวปลี ยอดฟักข้ำว ยอดฟักแม้ว มะรุม หญ้ำปักกิ่ง ว่ำนกำบหอย ว่ำนหำงจระเข้ว่ำนมหำกำฬ ว่ำนง๊อก ทูน(ตูน) ถั่วงอก มะเขือเทศ กะหล่ ำดอก บล๊อคเคอรี่ กวำงตุ้ง ผักกำดขำว หัวไชเท้ำ (ผักกำดหัว) ผักกำดหอม(ผักสลัด) อีหล่ ำ อีสึก(ขุนศึก) ย่ำงนำงเขียว-ขำว หมอน้อย ใบเตย รำงจืด เหงือกปลำหมอ ลิ้นปี่ ผักแว่น ผักโหบเหบ มังกรหยก ผักติ้ว ดอกสลิด(ดอกขจร) มะเดื่อ มะอึก ดอกแค ฟังทองอ่อน ยอดฟักทอง ดอกฟักทอง ผักโสมไทย ยอดมะม่วงหิมพำนต์ ใบก้ำงปลำ ใบมะยม ตังโอ๋ ข้ำวโพด ขนุนดิบ ใบมะขำม ใบส้มป่อย ส้มเสี้ยว ส้มรม สัมกบ เป็นต้น ส ำหรับผักพำย ใบบัวบก และมะเขือพวง หรือพืชรสขมทุกชนิดเป็นร้อนดับร้อน 220 ถ้ำพืชรสขมชนิดนั้น ๆ สำมำรถดับร้อนในตัวเรำได้ ร่ำงกำยก็จะเย็นลง คือรู้สึกสบำยขึ้นหรือไม่เกิดอำกำรผิดปกติใด ๆ หรือชิมน้ ำปัสสำวะแล้วไม่ขม แต่ถ้ำขมชนิดนั้น ๆ ดับร้อนในร่ำงกำยไม่ได้ หรือเรำกินมำกเกิน ร่ำงกำยก็ยิ่งร้อนมำกขึ้น คือมีอำกำรไม่สบำยมำกขึ้น หรือเมื่อชิมน้ ำปัสสำวะจะมีรสขม ถ้ำเกิดอำกำรดังกล่ำวให้เรำงดหรือลดของขมชนิดนั้น ๆ ส ำหรับพืชรสฝำดและรสเปรี้ยว แม้ว่ำบำงชนิดจะมีฤทธิ์เย็น แต่ถ้ำกินมำไปก็จะท ำให้ร้อน และพืชที่มีรสฝำดก็ควรกินคู่เปรี้ยว ส ำหรับในกรณีที่อำกำศร้อน หรือตอนเที่ยงวัน หรือตอนที่ร่ำงกำยก ำลังร้อนมำก ต้องระวังอำหำรที่หวำนจัด เปรี้ยวจัด มันจัด เผ็ดจัด เค็มจัด เพรำะจะท ำให้ร้อนมำกขึ้น อำหำรรสจัดดังกล่ำว อำจกินในปริมำณเล็กน้อยได้ พอเหมำะในช่วงที่อำกำศเย็น เช่นตอนเช้ำหรือตอนเย้น หรือในตอนที่ร่ำงกำยมีภำวะเย็นเกินก็จะเป็นประโยชน์กับร่ำงกำย กลุ่มผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตำลูป สับปะรด ส้มโอ ส้มเช้ง ส้มซ่ำ ส้มเกลี้ยง กล้วยน้ ำว้ำ กล้วยหักมุก แก้วมังกร กระท้อน ลูกหยี เชอรี่ พุทรำ สมอไทย ชมพู่ มะขวิด มะดัน มะละกอดิบ หรือห่ำม (มะละกอสุกจะร้อนเล็กน้อย) มะม่วงดิบ มะขำมดิบ หมำกเม่ำ หมำกผีผ่วน น้ ำมะนำว น้ ำมะพร้ำว ลูกท้อ แอบเปิ้ล สำลี่ ลำงสำด สตรอเบอรี่ ทับทิมขำว เป็นต้น กำรกินผลไม้ ถ้ำรสเปรี้ยวไม่เสียวฟัน ไม่กินก่อนผลไม้หวำน แต่ถ้ำเสียวฟัน ให้งดกำรกินเปรี้ยวนั้นเสีย ส่วนผลไม้ที่หวำนไม่ว่ำจะมีฤทธิ์เย็น หรือฤทธิ์ร้อนไม่ควรกินมำกเกิน เพรำะร่ำงกำยจะได้รับน้ ำตำลมำกเกินไป เกิดผลเสียต่อสุขภำพ ๒ ลักษณะ 1. ร่ำงกำยไม่เผำผลำญน้ ำตำล น้ ำตำลจะตกค้ำงในร่ำงกำยมำกเกินไป ขัดขวำงกำรไหลเวียนของสำรต่ำง ๆ และเลือดลมในร่ำงกำย 2. ถ้ำร่ำงกำยเผำผลำญน้ ำตำลมำกเกินไปจะท ำให้ร่ำงกำยขำดวิตำมิน ที่ถูกน ำมำใช้ในกำรเผำผลำญน้ ำตำลที่มำกเกินไป จะเผำท ำร้ำยเซลล์เนื้อเยื่อของร่ำงกำย ดังนั้นควรกินผลไม้หวำนเพียงเล็กน้อยแค่พอดีสบำย เทคนิคกำรกินผลไม้ไม่ว่ำชนิดใด ๆ ก็คือให้กินเท่ำที่รู้สึกสดชื่น สบำย มีก ำลังเต็มตำมฤทธิ์ของผลไม้นั้น ๆ ถ้ำกินมำกไปก็จะไม่สบำยและอ่อนก ำลัง(ใจเพชร กล้ำจน. 2554 : 72-75) อาหารฤทธิ์ร้อน กลุ่มคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้ำวหนียว ข้ำวแดง ข้ำวด ำ(ข้ำวก่ ำ ข้ำวนิล) ข้ำวอำร์ซี ข้ำวสำลี ข้ำวบำร์เลย์ เผือก มัน กลอย อำหำรหวำนจัด ขนมปัง ขนมกรุบกรอบ บะหมี่ซอง เป็นต้น 221 กลุ่มโปรตีนฤทธิ์ร้อน เช่น เนื้อ นม ไข่ เห็ดโคน (เห็ดปลวก) เห็ดก่อ เห็ดไค เห็ดหอม เห็ดหลินจือ ถั่วด ำ ถั่วแดง ถั่วสลิง ถั่วทอด ทุกชนิด โปรตีนจำกพืชและสัตว์ที่หมักดอง เช่น เต้ำเจี้ยว มิโสะ โยเกิร์ต ซีอิ้ว เทมเป้ กะปิ น้ ำปลำ ปลำร้ำ เป็นต้น กลุ่มไขมัน เช่น ร ำข้ำว จมูกข้ำว ลูกก่อ งำ เนื้อมะพร้ำว กะทิ เมล็ดทำนตะวัน เมล็ดอัลมอลล์ เมล็ดฟักทอง เมล็ดมะม่วงหิมพำนต์ เมล็ดกระบก น้ ำมันพืช น้ ำมันสัตว์ เป็นต้น กลุ่มผักฤทธิ์ร้อน ได้แก่ ผักที่มีรสเผ็ด เช่น กระชำย กระเพรำ ยี่หร่ำ โหระพำ พริก แมงลัก กุ้ยช่ำย(ผักแป้น) ต้นหอม หอมหัวใหญ่ หอมแดง กระเทียม ผักชี พริกไทย(ร้อนมำก) ขิง ข่ำ(ข่ำแก่จะร้อนมำก) ขมิ้น ไพล ใบมะกรูด ตะไคร้ เครื่องเทศ เป็นต้น นอกจำกนี้ยังมีพืชบำงชนิดที่ไม่มีรสเผ็ดแต่มีฤทธิ์ร้อน(มีพลังงำนควำมร้อนหรือแคลลอรี่ที่มำก) เช่น คะน้ำ แครอท บีทรูท กะหล่ ำปลี ชะอม ถั่วฝักยำว ถั่วพลู สะตอ ลูกเนียง กระเฉด ลูกต ำลึง ฟักทองแก่ โสมจีน โสมเกำหลี แปะต ำปึง (ร้อนเล็กน้อย) ผักกำดเขียวปลี ใบยอ ผักโขม ใบปอ ผักแขยง ยอดเสำวรส หน่อไม้ เม็ดบัว ไข่น้ ำ(ผ ำ) สำหร่ำยทะเล สำหร่ำยน้ ำจืด(เทำ) ไหลบัว รำกบัว แพงพวยแดง ใบยอดและเมล็ดกระถิน พืชที่มีกลิ่นฉุน เป็นต้น กลุ่มผลไม้ฤทธิ์ร้อน เป็นกลุ่มผลไม้ที่ให้น้ ำตำล วิตำมินหรือธำตุอำหำรที่น ำไปสู่กระบวนกำรเผำผลำญเป็นพลังงำนควำมร้อน (แคลอรี่) ที่มำก เช่น ฝรั่ง ขนุนสุก ลิ้นจี่ เงำะ ล ำไย ทุเรียน น้อยหน่ำ สละ องุ่น ส้มเขียวหวำน กล้วยไข่ (ส ำหรับกล้วยหอมทองและกล้วยหอมเขียวมีรสหวำนจัดจึงมักออกฤทธิ์ตีกลับเป็นร้อน) มะตูม ละมุด กล้วยปิ้ง ลูกล ำดวน ลูกย่ำงม่วง ลูกยำงเขียว ลุกยำงเหลือง ลองกอง กระทกรก(เสำวรส) มะเฟือง มะปรำง สมอพิเภก มะไฟ มะแงว ทับทิมแดง มะม่วงสุก ลูกยอ กระเจี๊ยบแดง ระก ำ(ร้อนเล็กน้อย) มะขำมสุก(ร้อนเล็กน้อย) เป็นต้น อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนมาก อำหำรที่มีกำรปรุงจัดเกินไป ถ้ำกินมำกไป จะเป็นอันตรำยต่อสุขภำพมำก เช่น อำหำรที่ปรุงเค็มจัด มันจัด หวำนจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด ฝำดจัดและขมจัด อำหำรกลุ่มไขมัน เช่น ร ำข้ำว จมูกข้ำว ลุกก่อ งำ เนื้อมะพร้ำว กะทิ เมล็ดทำนตะวัน เมล็ดอัลมอลล์ เมล็ดฟักทอง เมล็ดมะม่วงหิมพำนต์ น้ ำมันพืช เป็นต้น เนื้อ นม ไข่ ที่มีไขมันมำก รวมถึงที่มีสำรเร่งสำรเคมีมำก พืชผักผลไม้ ที่มีสำรเคมีมำก อำหำรที่ปรุงผ่ำนควำมร้อนนำน ๆ ผ่ำนควำมร้อนหลำยครั้ง ใช้ไฟแรงหรือใช้คลื่นควำมร้อนแรง ๆ อำหำรใส่สำรสังเครำะห์ ใส่สำรเคมี อำหำรใส่ผงชูรส 222 สมุนไพรหรือยำกที่กระตุ้นกำรไหลเวียนของเลือดหรือบ ำรุงเลือด วิตำมิน แร่ธำตุและอำหำรเสริมที่สกัดเป็นน้ ำ เป็นผง หรือ เป็นเม็ด ยกเว้น มีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่ำขำดสำรดังกล่ำว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คำเฟอีน หรือน้ ำตำลที่มำกเกินไป เช่น เหล้ำ เบียร์ ไวน์ ชำ กำแฟ น้ ำอัดลม เครื่องดื่มชูก ำลัง เป็นต้น อำหำรที่มีโซเดียมสูง ได้แก่ อำหำรแปรรูปหรือส ำเร็จรูปต่ำง ๆ เช่น บะหมี่กึ่งส ำเร็จรูป ลูกอม ขนมกรุบกรอบ ขนมปัง อำหำรกระป๋อง ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง น้ ำหมัก ข้ำวหมำก ปลำเค็ม เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ของหมักดอง อำหำรทะเล (จะมีทั้งไขมันและโซเดียมสูง) เป็นต้น น้ ำร้อนจัด น้ ำเย็นจัด และน้ ำแข็ง โดยขึ้นอยู่กับสภำพร่ำงกำยของแต่ละคนว่ำจะงดหรือลดอะไรแค่ไหน ที่ท ำให้เกิดสภำพโปร่งโล่งสบำย เบำกำยและก ำลังเต็มที่สุด (ใจเพชร กล้ำจน. 2554 : 75-78) เทคนิคการรับประทานอาหารตามล าดับ โรคส่วนใหญ่เกิดจำกภำวะร่ำงกำยไม่สมดุลแบบร้อนเกิน ฉะนั้นในช่วงแรก ของกำรปรับสมดุลควรปรับสมดุลอำหำรด้วยสูตรอำหำรส ำหรับผู้มีภำวะร้อนเกิน ที่ส ำคัญในกำรทำนอำหำรปรับสมดุล คือ กำรทำนอำหำรตำมล ำดับ เพื่อให้ร่ำงกำยไม่ท ำงำนหนักเกินไปและสำมำรถน ำไปใช้ได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ แพทย์วิถีธรรม จะทำนอำหำรตำมล ำดับกำรย่อยของร่ำงกำย คือ 1. ดื่มน้ ำสมุนไพรต่ำง ๆ เช่น น้ ำเขียว(คลอโรฟิลล์สด จำกธรรมชำติ) วิธีกำรดื่ม วันละ 2-3 ครั้ง 1แก้วก่อนอำหำร ไม่ควรดื่มหลังอำหำรทันที จะท ำให้กำรย่อยอำหำรไม่ดี ยกเว้น รู้สึกระหำยน้ ำ หรืออำกำรไม่สบำยในกลุ่มร้อนเกิน ปกติถ้ำดื่มหลังอำหำรควรดื่มหลังอำหำรอย่ำงน้อย 2 ชั่วโมงหรือ ตอนท้องว่ำง ปริมำณและควำมเข้มข้นมำกหรือน้อยอยู่ที่สภำพร่ำงกำยแต่ละคน บำงคนอำจจะถูกกับสมุนไพรฤทธิ์เย็นผ่ำนไฟ ก็ให้กดน้ ำร้อนใส่ หรือใส่สมุนไพรฤทธิ์ร้อน 2. กินผลไม้ ถ้ำรสเปรี้ยวนั้นไม่เสียวฟัน ให้กินก่อนผลไม้หวำน แต่ถ้ำกินเปรี้ยวแล้วเสียวฟัน ให้งดเสีย ส่วนผลไม้หวำนให้กินเพียงเล็กน้อย แค่พอสบำยตัว และมีก ำลัง 3. กินผักสด หรือผ่ำนไฟ อำจกินเป็นสลัดผัก ย ำ ห่อใบเมี่ยง ส้มต ำ น้ ำพริกหรือกับข้ำวอื่น ๆ 4. กินข้ำวเปล่ำโรยเกลือ หรือกินข้ำวพร้อมกับข้ำวต่ำง ๆ 5. ถั่วเขียวต้ม อำจใส่เกลือ หรือน้ ำตำลเล็กน้อย (ต้มพอสุกไม่เปื่อย ใช้ไฟกลำง ๆ หรือถั่วหลำกพันธุ์ที่ถูกกับสภำพร่ำงกำย) 6. กินแกงจืด แกงอ่อม แกงเลียง น้ ำซุป น้ ำแกงอื่น ๆ ที่รสไม่จัด อำหำรดังกล่ำวสำมำรถกินได้ทุกขั้นตอนของอำหำร และขณะย่อยอำหำร ร่ำงกำยจะใช้พลังควำมร้อนในกำรย่อย ถ้ำเรำ 223 กินน้ ำแกงหรือน้ ำที่ผ่ำนกำรรับควำมร้อนจำกไฟ ล้ำงคอแทนน้ ำเปล่ำเป็นล ำดับท้ำย จะช่วยให้ระบบย่อยท ำงำนได้ดี ส่วนน้ ำเปล่ำถ้ำดื่มหลังอำหำรทันที มักท ำให้ระบบย่อยท ำงำนไม่ดี เพรำะเป็นน้ ำที่ไม่ผ่ำนพลังร้อน ควรดื่มน้ ำเปล่ำเมื่อเริ่มรู้สึกกระหำยน้ ำ ซึ่งถ้ำกินอำหำรได้สมดุลมักจะเริ่มกระหำยน้ ำหลังจำกที่กินอำหำรประมำณ 1-2 ชั่วโมง ส่วนผู้ที่กินอำหำรไม่สมดุล มักกระหำยน้ ำเร็วกว่ำนั้น ก็ควรจะดื่มน้ ำเปล่ำแก้กระหำยตำมที่ร่ำงกำยบอกหรือแสดงอำกำรกระหำยน้ ำ ส ำหรับวันที่อำกำศหนำวเย็น กำรไหลเวียนของน้ ำย่อยและเลือดลมจะไม่ค่อยสะดวก ดังนั้นกำรกินต้มผักหรือแกงผักที่รสไม่จัด(ทั้งน้ ำและเนื้อผัก) ก่อนอำหำรอื่นมักท ำให้สบำยตัวดี เพรำะจะช่วยให้เลือดลมน้ ำย่อยในระบบย่อยไหลเวียนได้ดี เป็นกำรท ำให้อุ่นสบำยพอดีสมดุล กับสภำพอำกำศที่หนำวเย็น(ใช้หลักกำรที่ท ำให้แข็งแรงอำยุยืนของพระพุทธเจ้ำ คือเป็นผู้ท ำควำมสบำยแก่ตนเอง) กำรกินอำหำรตำมล ำดับตำมเทคนิคดังกล่ำว เป็นกำรกินอำหำรตำมล ำดับจำกกำรย่อยง่ำยไปสู่ยำก และตำมล ำดับกำรคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อของร่ำงกำย โดยน้ ำสมุนไพรจะดูดซึมเร็วที่สุด ย่อยง่ำยที่สุด รองลงมำเป็น ผลไม้ ผัก ข้ำว โปรตีนและไขมันตำมล ำดับ กำรกินอำหำรตำมล ำดับ จะท ำให้อำหำรดูดซึมไปใช้ได้เร็วโดยไม่ติดขัด ไม่เป็นภำระในกำรแบกน้ ำหนักของอำหำรในระบบย่อย โดยเฉพำะกระเพำะอำหำรและล ำไส้กำรกินอหำรตำมล ำดับ จะท ำให้เซลล์เนื้อเยื่อได้รับกำรคุ้มครองเพรำะในขณะที่เรำหิว จะเกิดภำวะร้อนขึ้นจำกไฟย่อย น้ ำย่อยท ำงำน คนส่วนใหญ่เวลำหิว ก็มักจะกินข้ำวก่อนอย่ำงอื่น ข้ำวเป็นคำร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงำนควำมร้อน ควำมร้อนก็จะเผำเซลล์เนื้อเยื่อของเรำ กว่ำที่สมุนไพรผักผลไม้ซึ่งมีฤทธิ์เย็นจะเข้ำไปคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อ เซลล์เนื้อเยื่อบำงส่วนก็ถูกควำมร้อนท ำลำยไปแล้ว จะสังเกตได้ว่ำ ในขณะที่เรำหิวมำก ๆ จะกินข้ำวไม่ลงหรือติดคอ นั่นคือสัญญำณต้ำนของร่ำงกำย ถ้ำเรำกินผักผลไม้ก่อน (ผักผลไม้ฤทธิ์เย็น) หรือถ้ำมีสมุนไพรที่ฤทธิ์เย็นก็กินก่อน จะท ำให้ฤทธิ์เย็นเข้ำไปคุ้มครองร่ำงกำยก่อน พอกินข้ำวพลังงำนควำมร้อนของข้ำวก็จะไม่เผำท ำลำยเซลล์เรำ และเมื่อควำมร้อนจำกข้ำวเริ่มออกฤทธิ์ ก็จะพอดีย่อยถั่ว เพรำะถั่วต้องกำรใช้พลังงำนในกำรย่อยสูง กำรกินอำหำรตำมล ำดับดังกล่ำว จะท ำให้ระบบย่อยท ำงำนได้ดีมีประสิทธิภำพ เบำเนื้อ เบำตัว สดชื่น กระปรี้กระเปร่ำ สบำยตัวและมีก ำลังกว่ำกำรไม่กินตำมล ำดับ และเทคนิคกำร 224 กินอำหำรตำมล ำดับ ยังท ำให้เรำกินผักได้ง่ำย ได้มำก ซึ่งเป็นผลดีกับร่ำงกำย (ใจเพชร กล้ำจน. 2554 : 81-85) อาหารรสจัดทุกชนิดท าลายเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกาย ผู้เขียนมีประสบการณ์พบผู้ป่วยจ านวนมากที่ติดอาหารรสจัดมักจะทุกข์ทรมานมาก คนส่วนใหญ่จะประมาท ไม่ใส่ใจ ไม่ระวังโทษภัยในอาหาร ผู้คนส่วนใหญ่ติดอาหารรสจัด และมีแนวโน้มส่งเสริมการหลงติดในรสอาหารที่จัดจ้านมากขึ้นๆ ทุกวันๆ นับเป็นภัยจากราคะกามคุณอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ เพราะอาหารรสจัดทุกชนิด จะกระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญสร้างพลังงานความร้อนในร่างกายอย่างล้นเกิน จนท าลายเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายของตัวเอง สะสมวันแล้ววันเล่า นานเข้าก็จะเกิดอาการเจ็บป่วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ก็จะนิยมกินยำเพื่อกดระงับอำกำรหรือขับพิษจำกออกจำกร่ำงกำย โดยไม่ได้ใส่ใจหยุดกำรสะสมพิษเลย กลับหลงระเริงตั้งหน้ำตั้งตำทุ่มโถมอวดเบ่งแข่งขันกำรสะสมพิษในร่ำงกำยให้ มำกขึ้นๆ รอวันเจ็บป่วยทุกข์ทรมำนในร่ำงกำยอีกครั้ง แล้วก็ใช้วิธีกำรเดิมในกำรแก้ปัญหำ หลำยครั้งเข้ำ ยำตัวเดิมก็จะแก้ปัญหำไม่ได้ ต้องเปลี่ยนยำใหม่ที่แรงกว่ำเดิมจึงจะแก้ปัญหำได้ เพรำะตัวเองก็อำยุมำกขึ้นทุกวันๆ ร่ำงกำยก็จะเริ่มช ำรุดทรุดโทรมอ่อนแอลงไปทุกวัน ๆ แต่ตัวเองกลับสะสมพิษให้มำกฝังลึกแน่นในเซลล์เนื้อเยื่อยิ่งขึ้น ๆ เมื่อแสดงอำกำรเจ็บป่วย ก็จะเริ่มรุนแรงมำกขึ้น ๆ ยำเดิมใช้ไม่ได้ผล ต้องใช้ยำที่แรงมำกขึ้น ๆ กำรใช้ยำที่แรงขึ้นเพื่อกดโรคหรือกระทุ้งขับพิษในแต่ละครั้งเป็นกำรท ำให้เกิดควำมบอบช้ ำบำดเจ็บเสื่อมโทรมกับเซลล์เนื้อเยื่อในร่ำงกำย บำงครั้งอำกำรข้ำงเคียงของยำก็แสดงออกมำให้เห็น 225 ดังนั้น กำรกินยำทุกครั้ง ก็คือกำรสะสมควำมบอบช้ ำบำดเจ็บเสื่อมโทรมในร่ำงกำย ถึงวันหนึ่ง ก็จะไม่มียำตัวใดกดอำกำรหรือขับพิษนั้นออกไปได้ ควำมทุกข์ทรมำนอันหนักหนำสำหัส โหดร้ำยทำรุณที่ตนเองเป็นต้นเหตุกระท ำ ก็จะออกฤทธิ์ออกเดช จนสุดท้ำยก็พรำกเอำชีวิตผู้นั้นไป ไม่ว่ำจะเป็นเด็ก คนหนุ่ม คนแก่ ผู้เขียนพบควำมเป็นไปอย่ำงนี้จ ำนวนมำกขึ้นทุกๆวัน สำเหตุที่ผู้เขียนและทีมงำนมั่นใจว่ำ อำหำรรสจัด มีผลเสียอย่ำงมำกต่อสุขภำพ เพรำะหลังจำกที่ท ำค่ำยสุขภำพมำหลำยรุ่นหลำยปี มีผู้มำศึกษำฝึกฝน ไม่ต่ ำกว่ำพันคน พบว่ำ กำรกินอำหำรรสไม่จัดที่สมดุลกับร่ำงกำย ท ำให้สุขภำพดีขึ้นอย่ำงรวดเร็ว ช่วยชะลอควำมเสื่อม ช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บทั้งร้ำยแรงและไม่ร้ำยแรงทุเลำเบำบำงหรือหำยไปได้ ในขณะที่เมื่อกลับไปกินอำหำรที่รสจัดมำกเกินไปอีก อำกำรไม่สบำยก็เกิดให้เห็น พอกลับมำกินอำหำรรสไม่จัดที่สมดุลกับร่ำงกำยอีก อำกำรไม่สบำยก็ทุเลำลง เมื่อพิสูจน์ด้วยตัวเอง รวมทั้งเก็บข้อมูลในวิถีชีวิตและในค่ำยสุขภำพดังกล่ำว จึงท ำให้ผู้เขียนชัดเจนและหมดสงสัยในอำหำรรสจัดหรือรสไม่จัด ว่ำมีผลต่อสุขภำพอย่ำงไรแค่ไหน ส ำห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive