ผู้จบกิจ 4 ประการเป็นผู้อยู่เหนือกาละได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
ผู้จบกิจ 4 ประการเป็นผู้อยู่เหนือกาละได้ สรุปแล้ว ในการปฏิบัติธรรมนี่ ไม่ต้องกลัวความตาย แม้ที่สุดแล้วอาตมาได้สรุปการจบกิจ จนกระทั่งถึง 4 ขั้น 4 แบบ 1. จบกิจโลกีย์ธรรมดา คือ ความดี ความชั่ว ละชั่ว ประพฤติดี ให้เป็นนิยตะ ให้เที่ยง ไม่ใช่เที่ยงอย่างนิจจะหรือนิจจัง แต่นี่ เที่ยงอย่างนิยตัง หรือนิยตะ เที่ยงอย่างไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่นแล้ว เที่ยงแท้แน่นอน ยังไงๆ คุณก็ได้ ดีตลอด เกิดชาติต่อๆไปก็ดีต่อเนื่องไปไม่มีตกต่ำเป็นธรรมดา อวิปริณามธัมมัง นิยตะ เที่ยง มีแต่ สัมโพธิปรายนะ ขึ้นไปสู่ที่สุดที่สูงได้ตลอดไป นี่คือสัจจะ จบกิจข้อที่ 1 ในโลกีย์ ดีชั่วเท่านั้น 2. จบกิจขั้นโลกุตระจบกิจขั้นสุขทุกข์ คุณหมดสุขหมดทุกข์ คุณดับกิเลสไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอรหันต์ได้ คุณก็จบกิจในข้อที่ 2 3. จบกิจต่อภพภูมิของอรหันต์และโพธิสัตว์ คุณจบกิจข้อที่ 2 แล้วคุณไม่เกิดอีก ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้เลย ทีนี้การต่อภพภูมิ เป็นข้อที่ 3 จบกิจแล้วต่อภพภูมิเป็น โพธิสัตว์ เพิ่มอรหันต์ขั้นต่อๆขึ้นไปอีก อาตมาก็ขยายความไปแล้วว่า อรหันต์จริงๆมันมีตั้ง 6ขั้น 6 ระดับ ตั้งแต่ 1 จนกระทั่งถึง 6 เป็นพระพุทธเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่ขยายความมากนัก ก็เป็นจบกิจขั้นที่ 3 คุณก็เรียนรู้โพธิสัตว์และอรหันต์ที่จะเพิ่มอรหันต์ต่อไปอีก 4. ก็คือทำกาละ ในมหาจักรวาลนี้ กาละใหญ่ที่สุด มีกาละ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดไม่มีใครจะเหนือกาละได้ ผู้จบกิจขั้นที่ 3 ขึ้นมาขั้นที่ 4 จึงเป็นคนอยู่เหนือกาละ เด็ดขาด เหนือกว่า ที่จริงอรหันต์ขั้นที่ 2 ก็สามารถจะต่อภพภูมิของตัวเองหรือจะตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นอรหันต์ ก็ทำได้แล้ว ยิ่งเป็นขั้นที่ 3 เป็นโพธิสัตว์ ก็ยิ่งทำอรหันต์ขั้นสูงต่ออีกก็ได้ ไม่ใช่จะจบแต่อรหันต์ขั้นที่ 1 เท่านั้น จะต่ออรหันต์
อ่านต่อ
ขั้นที่ 2 อรหันต์ขั้นที่ 3 อรหันต์ขั้นที่ 4 ได้ จบกิจขั้นที่ 3 จบกิจขั้นที่ 4 นี้จบอยู่เหนือกาล จะทำกาล ทำกาละ การทำกาละ ท่านผู้รู้โบราณแปลว่าเป็นการทำการตาย กายัสเภทา ปรัมมรณา ก็เอาร่างกายนี่แตกก่อน พอกายหรือร่างแตกแล้ว ปรัมมรณา หลังการตายที่ร่างกายแตกไปแล้ว อรหันต์ก็เริ่มกำหนดได้แล้วว่า ไม่เกิดต่อหรืออันที่ 2 ก็เกิดต่อ ศึกษาต่ออันที่ 3 คุณจะเอากี่ชั้น จะเป็นอรหันต์กี่ชั้น จะเป็นโพธิสัตว์จนเป็นถึงพระพุทธเจ้าก็ทำต่อ จนกระทั่งถึงขั้นที่ 4 อยู่เหนือกาลหรือกาละ คุณจะทำ กาละ อย่างไรต่อไป จะทำจนกระทั่งคุณตั้งปณิธานว่า คุณจะรื้อขนสัตว์ให้หมดโลกเสียก่อนแล้วคุณจึงจะ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เหมือนอย่างพระอวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นปณิธานสุดโต่งของทางมหายานเขา เขาก็ตั้งจิตอย่างนี้ ก็แสดงว่าเขาก็เหนือกาล กาลทำอะไรเขาไม่ได้ เขาเป็นอมตะนิรันดร์นะ เขาจะทำได้ไหม รื้อขนสัตว์ให้หมดทั้งโลกก่อนแล้วเขาถึงจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน เขาจะทำได้ไหม เห็นไหมว่า มันเวอร์ สุดเวอร์ นี่คือการกำหนดกาละ ให้แก่ตัวเอง ฉันจะตายเมื่อนี้ เมื่อฉันรื้อขนสัตว์หมดโลก ใครจะทำไม อย่างนี้เป็นต้น หรือคนจะทำให้เท่าที่ตนเองเหมาะใจ คนที่อยู่ในขั้นที่ 4 กาละ ก็คือ จบกิจด้วยตนเอง จบกาลด้วยตนเอง สรุปคำนี้ขึ้น ชัดไหม คือจะจบกาละก็จบด้วยตัวเอง จบกิจด้วยตัวเองนั้นแน่นอนมาแล้ว ตั้งแต่อรหันต์ขั้นที่ 1 ก็จบกิจด้วยตัวเองได้แล้ว เพราะฉะนั้น จะจบ กาล กาลไม่มีใครจะจบมัน แต่ตัวเองนี่จะจบตัวเองจากกาละ จะทำตัวเองให้หายไปจากกาละ กาละ กลืนกินกาล กาละกลืนกินสรรพสัตว์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใช่ไหม กาลกลืนกินสรรพสัตว์ ก็กินไปอีกสิ แล้วจะเกิดอีก นี่เรียกว่า ละเมิดคำตรัสพระพุทธเจ้าเลยนะ กาลกลืนกินสรรพสัตว์ สำหรับผู้ไม่รู้ก็ใช่ ความหมายคือ กาละกลืนกินสรรพสัตว์ คือคนอวิชชา เวลามันกลืนกินสรรพสัตว์ไปเฉยๆ คุณไม่ได้สร้างไม่ได้ศึกษา คุณไม่ได้มีประโยชน์ ไม่ได้สร้างความเจริญให้แก่ตัวเองเลย มันเสียชาติเกิดใช่ไหม นั่นคือความหมายของกาลเวลากลืนกินสรรพสัตว์ แต่นี้เข้าใจการละทำกาละอยู่เหนือกาละเองได้ ทุกอย่างหมดสิ้นแล้ว อาตมาเลย 20 นาฬิกาไปแล้ว 661025 ผู้จบกิจ 4 ประการเป็นผู้อยู่เหนือกาละได้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก