สภาวะ ฌานวิสัย กับ อภิภู เหมือน หรือ ต่างกันอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สภาวะ ฌานวิสัย กับ อภิภู เหมือน หรือ ต่างกันอย่างไร _จาก FC ท่านหนึ่ง : สภาวะ ฌานวิสัย กับ อภิภู เหมือน หรือ ต่างกันอย่างไร ? พ่อครูว่า... เอาคร่าวๆจากหยาบๆ ไปหาละเอียด ฌาน คือไฟ คือ พลังงานชนิดหนึ่ง ฌาน มีหน้าที่เผากิเลส (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... เด็กๆเคยได้ยินคำว่า ฌานปนกิจ ไหมครับ สะกดอย่างเดียวกันเลย ฌานปนกิจ แปลว่า กิจที่ต้องทำการเผาเพื่อขจัดซากศพ (สว) (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ถ้าแปลจริงๆ สว คือสิ่งหมักสิ่งดอง สิ่งเศษสิ่งเหลือ ฌาน พ่อครูเลยแปลว่า เครื่องเผาเครื่องทำลาย พ่อครูว่า... ฌาน นี้ ตรงๆเลยในพจนานุกรมไทย-บาลี เขาเกือบทิ้งกันแล้วเขาก็ยังแปลว่า ไฟ แปลว่า เพลิง แต่เขาก็นำหน้าด้วยการเพ่ง แปลว่า เพ่ง แปลว่าทำให้เป็นหนึ่งตามอะไรของเขาไปตามความเข้าใจของเขา เราก็เขียนลงไปในพจนานุกรม แปลอย่างนี้ตามที่เขาเข้าใจซึ่งได้ผิดเพี้ยนไปไกลแล้ว จริงๆแล้วคำว่า เพ่ง มันก็เป็นคำกลางๆ เช่น ถ้าเพ่งจดจ่อจดจ้องก็เพ่งหนักๆ เพ่งรู้เพ่งเห็นเพ่งเผา อาตมาเคยอธิบายว่า เพ่งเผา เพ่งให้รู้ หรือจับอันนั้นให้มั่น แล้วเรียนรู้ว่าอันนั้นมันเป็นกิเลส อย่าให้มันไปเอาเนื้อจิตหรือเนื้อเจตสิก เอาแต่เนื้อเฉพาะกิเลสมันเป็นพลังงานที่อยู่ด้วยกัน กิเลสกับจิตนี้ มันเหมือนจะเป็นหนึ่งเดียวกันเลย ต้องแยกให้ออก อาการกิเลสกับอาการจิตที่สะอาด อาการจิตแท้ๆกับจิตเก๊ คือกิเลส มาแยกตรง ความรู้สึกที่เวทนา เวทนาแท้ๆ เวทนาเห็นอันนี้สีขาว ขาวฉ่อง เป็นความจริง แต่เวทนาเก๋ก็บอกว่า ขาวนี้ อยากได้ ขาวนี้ชอบใจ ขาวนี้ไม่ชอบใจเลย นั่นคือ เก๊แล้ว เพี้ยนไปจากเดิมความจริง ก็ขาว มันก็ขาวอย่างนี้ ไทยมาเจอขาวก็ใช้ภาษาไทยว่า ขาว ใช่ภาษาจีนว่าอะไรก็ว่าไป ขาว หรือจะภาษาฝรั่งว่า ขาวว่าอะไรก็เรียกไปตามภาษาฝรั่ง ภาษาอะ
อ่านต่อ
ไรอีกก็แล้วแต่ ภาษาสเปน ภาษาแอฟริกัน เขาจะเรียกอันนี้ว่าอะไรก็ว่าตามภาษาของเขา แต่สัจจะมันคือ อันนี้คือขาว เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกัน อย่างอื่นก็เรียกตามประสาไป แต่เหมือนกันหมด ส่วนที่ไม่เหมือนกันคือ อารมณ์ต่างกัน ชอบหรือไม่ชอบ มันมีแฝงออกมาจากการรู้จักความหมายเป็นอย่างหนึ่งอย่างเดียวสัจจะเป็นหนึ่งเดียวไปเป็นอีกอันหนึ่ง นั่นแหละคือมันเป็นสิ่งที่เป็นของเก๊ ต้องเรียนรู้ของเก๊นี้ให้ได้อย่าให้มันมาปล้น เพราะฉะน้น ฌานก็จะเผาของเก๊ วิสัยนั่นคือ ตัวเรา สย คือตัวเรา ตัวเราที่เก่ง
อาตมาเคยอธิบาย เป็น 4 คำ อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย อาศัย ก็คือ สิ่งที่เราต้องอยู่กับมัน อยู่ด้วยกันกับมันนั่นแหละอย่างไรยังไงก็ต้องอยู่กับมันเรียกว่าอาศัย อาศัยมันอยู่อย่างนี้แหละ จนกระทั่งสิ่งที่เป็นเรา สย คือเป็นเรา เป็นจนกระทั่งเป็นอัตโนมัติ เรียกว่า นิสัย เป็นภาษาที่เราคงเข้าใจคือสิ่งที่เราเป็นนั่นแหละ พฤติกรรมของเรา ความเก่งความไม่เก่งของเราจะดีหรือจะเลวก็เป็นนิสัยแบบนี้แหละ นิสัยเลวนิสัยดีก็แล้วแต่เป็นอย่างนั้น ส่วน วิสัย นั่นก็คือเป็นได้เก่งกว่านิสัย เลือกเฟ้นและฝึกตน วิ แปลว่าไม่ก็ได้ แปลว่า วิเศษ แปลว่าเจริญมากขึ้นก็ได้ วิ นี่ แปลว่าไม่ดีก็ได้ แปลว่าดีเยี่ยมก็ได้ เพราะฉะนั้นคนควรจะทำสิ่งที่ดีเยี่ยม ไม่ใช่ไปเอาสิ่งที่ไม่ดีเยี่ยมใช่ไหมวิสัย ต้องทำให้ดีเยี่ยมได้จึงจะเรียกว่าวิสัย สูงกว่านิสัย วิสัย สูงกว่านิสัย จนเป็นอัตโนมัติ เป็นอัตโนมัติยิ่งขึ้นๆ จนเป็นตนเองเลย เรียกว่าเป็น ตถตา ก็คือ อนุสัย อนุ เป็นคำ แปลว่า ตาม ก็ตามที่ตัวเองสั่งสมมาทั้งหมด จะเรียกว่าอาศัยอยู่ มีนิสัยอย่างนี้อยู่ ก็คืออนุสัย มันตามตัวเราไปตลอด จนกว่าเราจะปล่อยมัน อนุ ไม่ได้ เป็นเจ้านายเรา อนุสัย ไม่ใช่เจ้านายเรา มันเป็นตัวน้อยๆ อยู่กับเรา มันตามเรา มันไม่มีอำนาจเหนือเราเป็นอนุสัย เป็นตัวเราที่ เรายังอนุโลม เอาอนุโลม มาใช้ เป็นตัวเราที่ยังอนุโลมให้มันมีตัวเราอยู่ อนุโลมอยู่กับตัวเราก็ได้
สู่แดนธรรม... ท่าน สมณะพิสุทธิ์ พิสุทโธ พ่อครูเทศน์ไว้นานกว่า 45 ปีไม่มีใครบันทึกไว้เลย ฌานที่คนทั่วไปทำนั้นเป็นการทำให้จิตมันรวมเท่านั้น ไม่ได้ลดกิเลสแต่ฌานที่พ่อครูสอนคือเผากิเลส ให้กิเลสหมดไปลดลงไป จนสิ้นกิเลส พ่อครูว่า... อภิภู แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่ ตามพจนานุกรมบาลี เขาแปลไว้อย่างนั้นอภิภายตนะ 8 คือเป็นคนที่เจริญ เป็นคนประเสริฐเป็นคนเจริญที่พัฒนาตนเองมีความรู้ความสามารถในทางโลกุตรธรรมไปจนกระทั่ง อภิภู คือผู้ที่มีอภิภายตนะ 8 อภิ อายตนะ มีอายตนะยิ่ง อภินี่คือยิ่งใหญ่ เป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องอายตนะถึง 8 ข้อ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ รู้ทั้งรู้ถึงเป็นได้ถึง 8 ข้อ อาตมาค่อยๆทยอยอธิบายไป ที่จริงมันเป็นเรื่องสูงของ สยังอภิญญา สูงจากฐานะของอาตมาระดับ 7 เป็นระดับ 8 อภิภู ระดับ 8 ก็เริ่มมีความรู้ในอภิภูขึ้นมาเรื่อยๆ ตามลำดับๆๆ ก็เอาตัวอย่างนิดหน่อย เช่น อภิภู คือผู้ที่มีอภิภายตนะ 8 เป็นอายตนะที่ยิ่งใหญ่ ข้อที่ 1 ก็คือเป็นผู้ที่ มีความรู้เป็นอัตโนมัติอยู่แล้ว รู้ทั้งภายนอก รู้ทั้งภายในคู่กัน เรียกว่า กาย ไม่แยกกันแล้ว คนที่รู้ภายนอกกับภายในพร้อมกัน ไม่แยกกัน คนนี้เป็นคนชั้น 1 เป็นคนพิเศษชั้น 1 หากว่ารู้แต่ภายนอกเฉยๆ มันก็แค่นั้น รู้แต่ภายในให้เก่งให้ตายอย่างไรพวกหลับตาปฏิบัติรู้แต่ภายในให้เก่งให้ตายอย่างไร ก็เสร็จ ไปไหนไม่ออกก็บรรลุธรรมไม่ได้ บรรลุธรรมไม่ได้ เพราะรู้อย่างใดอย่างเดียว รู้จักภายนอกไม่รู้ภายในร่วม รู้แต่ภายในไม่รู้ภายนอกร่วม ก็ไม่บรรลุนิพพานไม่บรรลุธรรมะของพระพุทธเจ้า จะต้องมี 2 เพราะฉะนั้นเทวนิยมรู้จักพระเจ้าแต่ภายในอย่างเดียว ภายนอกที่กระทบด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายไม่รู้เลย ไม่มีอยู่ไหนล่ะพระเจ้า ไหนลองสัมผัสดูซิ เอามือจับ ตาเห็นได้ยินเสียงจริงๆเดี๋ยวนี้ ได้กลิ่น ลิ้นแตะได้ ก็ไม่ได้ ก็ไม่ถือว่าเป็นสัจจะครบบริบูรณ์ เมื่อไม่มีสัจจะครบบริบูรณ์เขาก็ปฏิบัติธรรมบริบูรณ์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแม้ข้อเดียว นามรูป หรือภายนอกกับภายในเท่านี้แหละไม่ครบ นี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ 1 มีสัญญาการกำหนดรู้ภายนอกภายใน สัญญาคือการกำหนดรู้สำคัญมั่นหมาย อันนี้ภายนอกแล้วอันนี้ภายในแล้ว 2 เป็น 1, 1 เป็น 2 แค่นี้อันเดียว คุณไม่มีแล้วคุณก็ยังไม่ใช่อภิภูเลย คุณจะเป็นอภิภูได้ ต้องมีข้อนี้เป็นข้อที่ 1 จากนั้นถึงจะรู้ ปริตตัง เพื่อจะรู้ไปถึง อัปปมาณา ทุพรรณะ สุพรรณา ...ฝากไว้ก่อนโอฬาร 650117 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 24 จากโสดาบัน 4 ไปถึงความมี ไม่มี อภิภู