อาหารแห่งวิชชาปรุงมาโดยสมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข20 มกราคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

อาหารแห่งวิชชาปรุงมาโดยสมณะโพธิรักษ์ _สมณะฟ้าไท... วันนี้เป็นวันพุธที่ 19 มกราคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ช่วงโควิด ชาวอโศกอยู่กับที่ก็เลยสร้างทำได้เต็มที่ พ่อครูก็ให้โศลกว่า “คนฉลาดสร้างอาหาร คนชั่วช้าสามานย์สร้างอาวุธ” บนโต๊ะก็เลยเต็มไปด้วยอาหาร ทำคนเดียวไม่ได้ ทำคนเดียวตายอย่างเขียดเหยียดขาตาย ต้องช่วยกันทำ ก็จะสำเร็จมาได้ ส่วนคนสนใจธรรมะออนไลน์ก็เพิ่มขึ้นสะท้อนให้เห็นคนมาเข้าค่ายอุโบสถศีลออนไลน์ ครั้งแรกประมาณ 100 คน ครั้งที่ 2 มี 150 คน ครั้งที่ 3 จะ 250 หรือเปล่าก็ไม่รู้ ได้แบ่งกลุ่มกันพบสมณะ ตื่นเต้นได้พบพ่อครูได้คุยกับสมณะสิกขมาตุ แต่พวกเราดูไม่ตื่นเต้นนะ พวกเราก็มาช่วยกันสร้างอาหาร ในยุคนี้การนี้ไม่มีใครสร้างอาหารได้ดีเท่ากับพ่อครูแล้ว เราต้องมากินอาหารจานนี้ ที่พ่อครูปรุงและเสิร์ฟมา พ่อครูว่า... อาหารที่อาตมาปรุง เป็นพ่อครัว อาหารที่อาตมาปรุงให้พวกเรารับประทานทุกวันนี้ มันเป็นอาหาร ที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วค้นพบ ที่แท้จริง เป็นอาหารที่ยิ่งใหญ่ อาหารนี้ อาตมาระลึกถึงอยู่แค่ 2 สูตร สูตรหนึ่งคือ ปุตตมังสสูตร ซึ่งแบ่งอาหารเป็น 4 กับอีกสูตรหนึ่งก็คือ อวิชชาสูตร ก็มีอยู่ 10 เหตุปัจจัย ตั้งแต่อาหาร ที่คนเรารับประทานอาหารคือความไม่รู้เป็นอวิชชามาตลอด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าผู้ที่ได้อวิชชา อวิชชามันยังมีอาหาร ไม่ใช่ไม่มีอาหาร ท่านตรัสอย่างนั้นเลย อาหารของอวิชชาคือนิวรณ์ 5 นิวรณ์ 5 เป็นอาหารที่เอร็ดอร่อยของ อวิชชา เจ้านี่ รับประทานนิวรณ์ 5 เป็นอาหาร สำคัญ แต่ละวันแต่ละวันรับประทานนิวรณ์ 5 นิวรณ์ 5 ก็มีอาหารอีก อาหารของนิวรณ์ 5 คือทุจริต 3 กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นอาหารของนิวรณ์ ง่ำๆ กินอาหารแต่ละวันทั้งกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต อาหย่อยๆ ทุจริต 3

อ่านต่อ

ก็มีอาหาร คือการไม่สำรวมอินทรีย์ 6 ไม่รู้จักอินทรีย์ 6 ไม่สำรวมอินทรีย์ 6 นี่ เป็นอาหารของทุจริต 3 สำคัญนะ การไม่สำรวมอินทรีย์ 6 อยู่ใน อปัณณกปฏิปทา 3 หากไม่สำรวมอินทรีย์ 6 โภชเนมัตตัญญุตากับชาคริยานุโยคะก็เสร็จ หรืออยู่ในสัมมัปปทาน 4 1. สังวรปธาน 2. ปหานปธาน 3. ภาวนาปธาน 4. อนุรักขนาปธาน เพราะไม่สังวรหรือสำรวมอินทรีย์ 6 นี่แหละ จึงปหานไม่ได้ ปหานปธาน ปหานกิเลส เมื่อไม่มีปหานปธาน ความสำเร็จหรือการเกิดผลคือภาวนา ภาวนาแปลว่าการเกิดผลสำเร็จ แต่ มิจฉาทิฏฐิหลงผิดทุกวันนี้ ก็เรียกภาวนาว่าเป็นภาคปฏิบัติ อ้าวไปภาวนา อย่างมหาบัว ปฏิบัตินั่งสะกดจิตนั่นแหละคือภาวนา บรรลุอรหันต์ฆ่ากิเลสตายหมด โดยไม่มีเหตุปัจจัยที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ไม่รู้กี่สูตรต่อกี่สูตร มีเหตุปัจจัยเอามาอธิบายได้ ก็ไม่ได้อธิบายอธิบายแต่สิ่งวิเศษ สิ่งอดทน สิ่งที่พากเพียรพยายามจะตายก็ตาย ก้นแตกตาย นั่งสะกดจิตไปคนเดียวดุ่ยๆ แล้วอธิบายถึงความอุตสาหะวิริยะของตัวเองหนักหนาสาหัส สารพัดสารเพ คนที่ฟังก็ฟังง่ายๆแต่ไม่วิจิตรพิสดารอะไร เพราะฉะนั้นก็จะไปอนุรักขนาปธาน เข้าไปรักษาผลที่มิจฉาผลเอามาสาธยาย เอามาสอนเอามาสืบทอดกันไป จนพ.ศ. 2500 ขึ้นมานี้ หมด ตามที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ ใน อาณิสูตรว่า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจะสูญหายไปหมดเกลี้ยง เปรียบเหมือนกลองอานกะ ไม่เหลือชิ้นส่วนอะไรของความเป็นของเดิม เปลี่ยนเป็นของแปลกปลอมหมดในกลองอานกะ เปรียบกับเรียกชื่อเป็นพุทธเหมือนเดิมแต่ความเป็นพุทธถูกเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว อาตมาอธิบายตามเนื้อผ้า อธิบายตามความเป็นจริงที่มันเป็นจริง พวกเราฟังแล้วสงสัยไหม อาตมาไปใส่ความหาเรื่องใช่ไหม ไม่ใช่นะไม่ได้ไปใส่ความหาเรื่อง พวกคุณก็เชื่อสนิทเห็นจริงเห็นจังตาม เห็นจริงเห็นจังตรงไหน แล้วตอบมาได้อย่างไร? อยู่ที่ปฏิบัติตามกิเลสลดละได้? ไม่ใช่ ก็มันเสื่อมไปหมดเลย ไม่เหลือชิ้นส่วนของกลองอานกะแล้วเหลือแต่ชื่อเฉยๆ อยู่ไหน อยู่นี่หรือ ชี้ไปตรงไหน? ก็คือส่วนใหญ่กับกระแสหลัก ชาวพุทธส่วนมากไม่เหลือโลกุตรธรรม ก็คือไม่ได้หลงเสพเสวยไปมีแบบโลกธรรม ที่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่ได้ไปงมงาย หลงเสพสะสม หลงแย่งชิงไปมีไปครอง เหมือนกับคนจะไปร่ำรวยแบบโลกีย์ แต่นี่ท่านเป็นกระแสหลัก อย่างพระพุทธเจ้าในยุคของท่านก็เป็นโลกุตระกระแสหลัก สังคมสงฆ์ไม่มีใครมี ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสพโลกียสุข อย่างที่เป็นทุกวันนี้เลย พูดไปแล้วก็เห็นใจเหมือนกันนะ อาตมาก็เห็นใจท่านอยู่ว่า แหม ท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านที่เข้าใจก็เข้าใจจริงๆ แต่มันสุดวิสัยที่จะแก้จะเปลี่ยนแปลงทำอะไรได้ ผู้ที่ท่านไม่มีอคติฟังอาตมาพูดแล้วก็รู้สึกตัวอยู่ แต่ว่ามันไม่รู้จะทำยังไง ส่วนที่ท่านเห็นแย้ง ท่านก็แย้งๆๆ โอ้โห แย้ง ผู้ที่แย้งอย่างแสดงออกมามากที่สุด ทั้งแสดงออกต่างๆนานา ทั้งเขียนเป็นหลักฐานก็คือท่านมหาประยุทธ์ หรือสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ในบัดนี้ ท่านก็ทำ มีคนไปถ่ายเอกสาร หนังสือที่ท่านเขียน 4-5 เล่มมาให้อาตมาเพิ่งได้มา อาตมาก็ลองมาอ่านทวนดู โอ้โห อ่านแล้วก็เออ เห็นใจท่าน ท่านเข้าใจจริงๆอย่างนั้น ถึงเห็นใจท่านเลย ท่านเข้าใจก็ยึดถืออย่างนั้นจริงๆ จะบอกว่าท่านไม่หลง ท่านก็ไม่หล แต่ท่านรักสนิทแนบแน่นกับที่ท่านเข้าใจ เชื่อถือ แต่เราก็เห็นว่าท่านไปหลง เหมือนกับผู้ชายคนหนึ่งมีเมียสองคนก็ไปหลงมีอีกคนนึง เรื่องการเปรียบเทียบที่ไม่ค่อยน่าดู น่าเกลียดหน่อย มันปฏิภาณไม่ดี คิดอุทาหรณ์เปรียบเทียบอย่างอื่นยังไม่ทัน เอ้า ผ่าน ก็เห็นแล้วก็น่าสงสาร ท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็พยายามทำแล้วก็พิสูจน์ตามลำดับ เอาหลักฐานพระพุทธเจ้าที่ตรัสเตือนเอาไว้ เช่น กลองอานกะในอาณีสูตร คำพยากรณ์ว่าศาสนาพุทธเสื่อมลงไปโลกุตระที่ท่านสอนจะเสื่อมลงไป แต่จะมีคำสอนที่ไพเราะน่าฟัง มีเหตุผลอะไรต่างๆนานา อย่างที่ท่านเรียบเรียงตำรา นึกคิดพยายามแปลไป ท่านแปลแล้วท่านก็ว่าถูกแล้วท่านก็ว่าอาตมาแปลผิด ต่างคนต่างชี้หน้าว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ก็เห็นใจท่าน แล้วท่านเป็นคนส่วนมากด้วยเป็นคนระดับท่าน เป็นความหมายอย่างท่านมันเป็นโลกๆ เป็นโลกียะ มันก็เข้าใจง่ายสิ โลกุตระมันเข้าใจยาก คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) ในพรหมชาลสูตร ท่านบอกว่าศีลเป็นขั้นต่ำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนจะเข้าใจศีลได้ง่ายๆอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ปฏิบัติศีลกันไม่รอด ทุกวันนี้ก็ไม่มีศีลแล้ว ยึดได้แต่วินัย 227 ก็เป็นหลักฐานยืนยันอยู่ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล หากไม่มียืนยันในพระไตรปิฎกอาตมาก็ถูกฆ่าตายไปแล้ว แต่ยังมีหลักฐานร่องรอยของศาสนาว่า ศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คือศีลของเธอประการหนึ่งภิกษุทั้งหลาย ท่านก็แปลไว้ในพระไตรปิฎกเอง เป็นสำนวนของท่านก็ชัดเจนอยู่ มาไล่มาเรียงกัน โดยเฉพาะมหาศีล ผิดกันหมดเป็นเดรัจฉานวิชา ท่านก็ไม่รู้จักเดรัจฉานวิชา เอาง่ายๆที่ท่านไปเรียนดอกเตอร์ ทางวิชาพุทธศาสนามาจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เป็นดอกเตอร์ จบปริญญาเอกทางพุทธศาสนาจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เป็นเทวนิยม หรือจะมีบางคนเป็นอเทวนิยมหรือแบบพุทธก็ตามก็เขาอยู่ในแดนของเทวนิยม มันก็ได้มาอย่างที่ดีกว่า คนเขาไม่ได้เป็นเนื้อแท้ ซึ่งมันไม่ใช่ตื้นๆ อาจารย์ชาเอาความรู้นั้นมาสอนแล้วก็ได้ไปได้ปริญญาเอกมา ก็นึกว่าเป็นผู้ที่รู้จักศาสนาพุทธดี เขาจบด็อกเตอร์ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยใหญ่ของโลก ซึ่งมันง่ายที่ไหนอย่างนี้เป็นต้น ถ้าจบดอกเตอร์จากประเทศไทย มหาวิทยาลัยสงฆ์ของไทยยังพอทำเนา แต่ก็เถอะอาตมาว่าน่าจะมาจบดอกเตอร์ที่ชาวอโศกนี่ แต่เราก็ไม่ได้ตั้ง ปริญญาตรีเราก็ยังตั้งไม่ค่อยสำเร็จเลย แม้แต่แค่วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ปริญญาตรีก็ยังประสาทไม่ได้เลย เราก็พยายามอยู่ซึ่งมันไม่ได้ เราก็ไม่ได้ขวนขวายอะไรต่อไป เราก็ไม่ได้ติดใจอะไรมากมาย แต่เราเอาเนื้อแท้ความรู้ความจริงที่ปฏิบัติบรรลุได้ อาตมาก็ไม่ได้ขวนขวายที่จะต้องไปเป็นสถาบันประสาทปริญญาตรีโทเอกก็ไม่ขวนขวาย แต่พวกเรามีไปเรียนปริญญาตรีโทเอกในแขนงต่างๆ หรือแม้แต่แขนงพุทธก็ตามจากที่ท่านสอน ได้ปริญญาตรีโทเอกได้มาประดับ ให้รู้ว่าอย่างที่ท่านรู้นั้น เราก็ไปเรียนมา ไม่ใช่ว่าเราเองเป็นเหมือนหมาเห็นองุ่นเปรี้ยว มันไม่เคยลิ้มลองรสองุ่นเลยก็เลยไปว่าองุ่นของเปรี้ยว ซึ่งที่จริงมันก็หวานนะ เรากินองุ่นมาจนท้องกาง ไม่ใช่หมาเห็นองุ่นเปรี้ยวแน่นอน ในโลกนี้ก็มี 2 อย่างสุดท้าย คนหนึ่งมองเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย อีกคนหนึ่งมองเห็นโคลนตม สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนหนึ่งตาแหลมคมเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย ส่วนใครจะเข้าใจอย่างไรตัดสินเอาอะไรก็ได้ แต่เจ้าตัวเองเป็นเจ้าของความรู้ อันไหนเห็นเป็นธรรมวาที ให้ฟังความทั้งสองฝ่ายอย่างดีแล้วเอาไปปฏิบัติพิสูจน์เลย สุดท้ายตัดสินเอง เห็นอะไรเป็นธรรมวาที เพียงคำพูดคำสอนที่มันเป็นธรรม เราก็เลือกเอาอันนั้น ส่วนอีกอันหนึ่งมันไม่ใช่เราก็เข้าใจเอาว่ามันไม่ใช่อย่างนี้เป็นต้น วันนี้มาเรียนเรื่องโลก 9 แบบ ไม่ได้เรียงชั้นแต่มันมีแตกต่างกัน 9 แบบ เพราะฉะนั้นขอสรุปว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าในโลกโลกุตรธรรม ความรู้อันนี้มันจะเสื่อมสูญหายไป ก็จริง จะยุคไหนมันก็ยุคนี้ที่มีเหตุปัจจัยจึงมีคนชาวพุทธมีผู้ที่รักษาดูแลพุทธ นำพาพุทธ แบบที่ท่านนำพาไป ถ้ามันไม่เสื่อมมันก็ไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ฟังดีๆนะตรงนี้ ถ้าชาวพุทธกระแสหลักในยุคนี้หลัง 2,500 กว่าปีมานี้ ซึ่งก็พอรู้ว่าศาสนาของสมณโคดมจะยืนยาวไปถึง 5,000 ปี ถ้ามันไม่เสื่อมตรงนี้ ตามที่มันเป็นก็คงจะต้องไปรออีก 3-4 พันปี จึงเห็นว่ามันจะเสื่อมหรือไง จะเสื่อมหรือไม่เสื่อม อาตมาเกิดมาในยุคนี้พอดี ก็มีคำพยากรณ์อีกแหละว่ามีธรรมิกราชที่จะขึ้นมากกอบกู้ศาสนาพุทธ 2 พระองค์ สอดคล้องกันตรงกันทั้งสองพระองค์ พระองค์หนึ่งก็มีพระจริยวัตรของท่านไปแล้วผ่านไปแล้ว สวรรคตไปแล้ว ก็เหลือซึ่งอาตมาก็พูดอย่างไม่ได้ มังกุ ไม่เก้อเขินเลย พูดความจริงว่า องค์หนึ่งก็คืออาตมา ก็ยังนำพาอยู่ แต่ตอนนี้อายุก็เกือบจะเท่ากับองค์ที่ท่านเพิ่งสวรรคตไป 89 ปี นี่ อาตมาก็กำลัง 88 89 กะร่อกะแร่อยู่นี่ ก็พากเพียรอยู่ว่ามันจะไหวไหมนี่ ที่จริงก็ไม่ถึงขั้นใกล้ตายอะไรหรอก ฟังดูก็เห็นอยู่ว่าไม่ถึงอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าจะตายจริงๆ แต่อาตมารู้ตัวเองว่าพิสูจน์ธรรมะพุทธเจ้าในหลัก สัมประสิทธิ์ในหลักที่จะต่ออายุขัย พากเพียรที่จะเพิ่มพลังงาน เพิ่มอายุขัยอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า อานนท์ เราจะมีอายุไปถึง 1 กัปหรือเกินกว่ากัปก็ได้ แต่เราพอแค่นี้ 80 ปี ท่านก็ขอปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเสีย แล้วท่านก็ตรัสกับพระอานนท์ไป แล้วพวกเราก็เคยได้ยินได้ฟัง ท่านจะต่ออายุไปถึง 1 กัป 120 หรือจะเลยไปกว่านั้นก็ได้ คือเอา 120 ปีเป็น 1 กัปในยุคพระพุทธเจ้า ในยุคพระพุทธเจ้ามีอายุเกิน 100 มีเยอะ จะเอาเท่าไหร่ก็ได้ อย่างที่อาตมากำลังจะพิสูจน์อยู่เหมือนกัน จะพยายามอยู่ให้เกิน 120 จะไปเรื่อยๆ คนที่นอนติดเตียงอยู่กันเป็น 10 ปี 20 ปี 30 ปีเขายังอยู่ได้เลย ท่านอาจารย์ชา ยังอยู่ติดเตียงตั้ง 7 ปีกว่าจะไป อาตมายังไม่ถึงขั้นนั้นเลย เพราะฉะนั้น 10 ปี 20 ปี 30 ปี มันก็น่าจะไปได้ 650119_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เรียนรู้โลก 9 แบบ จนเป็นมนุษย์พืชมหัศจรรย์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน