ความรู้โลกียะไม่พาพ้นสุขทุกข์ ความรู้โลกุตระพาพ้นสุขทุกข์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

ความรู้โลกียะไม่พาพ้นสุขทุกข์ ความรู้โลกุตระพาพ้นสุขทุกข์ พ่อครูว่า…เจริญธรรมทั่วไปทุกๆแห่งที่สบหน้ากันขณะนี้ ใครเปิดดูตามเครื่องเทคโนโลยี เปิดขึ้นมาดูช่องถูกก็เจอหน้ากัน สบหน้ากันก็โอภาปราศรัยกันในรายการ สำมะปี๋ซี่วิต โสเหล่โลกุตระออนไลน์จะชื่ออะไรก็แล้วแต่ คุยไปคุยมาเราก็จะมีเป้าหมายเพื่อให้เข้าถึงอาริยสัจ 4 ทำยังไงถึงจะดับทุกข์นั้นได้ ศาสนาพุทธนี่คือหัวใจศาสนาพุทธ ตรงนี้แหละ ซึ่งก็รู้กันอยู่นะ แต่ก็ไม่รู้ว่านี่คือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุด ทำไมพระพุทธเจ้ามีความรู้มากมาย ท่านศึกษาความรู้อะไรก็ศึกษามาหมด ในโลกนี้ท่านจะศึกษาความรู้อะไร ในยุคนั้นสำนักตักสิลามีความรู้ทุกอย่างในทางโลกอยู่ในนั้น ถือว่าเป็นอะคาเดมีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมี 18 สาขาวิชา ท่านศึกษาหมด จบหมดได้เกียรตินิยมหมดทุกวิชา ได้มาครบ แต่สุดท้ายท่านก็มาเอาวิชาของท่านซึ่งไม่มีในตักศิลา ในตักศิลาไม่มีวิชานี้ ท่านก็เรียนวิชาในตักกะศิลาทั้งหมดจนครบหมด เป็นความรู้ของชาวโลกเขา อย่างไม่น้อยหน้าไม่ตกหล่น ส่วนอาตมาความรู้ทางโลกไม่มีปริญญาสักใบ ของพระพุทธเจ้ามี 18 ใบเกียรตินิยมอีกต่างหาก แต่ท่านก็มาเอาวิชาของท่านคือวิชาโลกุตระทำไม อาตมาพูดตรงนี้ คนที่มีปฏิภาณปัญญาน่าจะฉุกคิด ว่าทำไมชีวิตของท่านทั้งชีวิต เรียนจบแล้วก็ไม่เอา มาทำงานในวิชาของท่านโลกุตระตลอดพระชนม์ชีพจนปรินิพพาน ท่านก็สิ้นพระชนม์ดับขันธ์ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว มันสำคัญยิ่ง นี่แหละอาตมาเล่นตรงนี้ คนฟังแล้วน่าจะสะดุดใจคิด เราแสวงหาอะไร พระพุทธเจ้าท่านก็แสวงหาเหมือนเรามาก่อน จนชีวิตชาติสุดท้ายของท่าน ท่านแสวงหามาได้หมดแล้วท่านก็มาเลือกเอาอันนี้ ทำงานนี้หรืออยู่กับงานนี้ งานสอนธรรมะโลกุตระ ที่อาตมาต้องเน้นคำว่าโลกุตระเพราะเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ทุกพระองค์

อ่านต่อ

อย่างความรู้ทางโลกีย์ ความรู้ความเก่งความรู้ยอดเยี่ยมอัจฉริยะทั้งเป็นโลกีย์ เทวนิยม สูงสุดก็ได้เป็นศาสดาศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ท่านเป็นได้มาทั้งนั้นแต่ท่านไม่เอาท่านมาเอาทางนี้ท่านมาเอาโลกุตรธรรม พูดไปแล้วมันจะยกตนข่มท่านแต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่พูดแล้วซ้ำแล้วซ้ำอีก อาตมารู้อย่างนี้ทำอย่างนี้ในชาตินี้ก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน เป็นลิงลมอมข้าวพองมา 36 ปี รู้เองว่าเราไปหลงโลก วุ่นวายอยู่กับโลกีย์ดีชั่ว ไม่มาเอาเรื่องสุขเรื่องทุกข์ อาตมาพยายามพูดมาไม่รู้กี่ปีแล้ว ว่าศาสนาพุทธกับศาสนาอื่นๆ เหล่านั้น จุดสำคัญที่ต่างกันอย่างยิ่งก็คือ ทุกศาสนานั้นเรียนรู้เรื่องดีเรื่องชั่วและต้องเป็นคนดีที่สุด แต่ไม่ได้เรียนรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ ก็มีปฏิภาณรู้เหมือนกันเรื่องสุขทุกข์แต่ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ แต่พระพุทธเจ้าท่านเอาเรื่องสุขเรื่องทุกข์เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องดีเรื่องชั่วเป็นเรื่องรอง ไม่ใช่ไม่เอานะ ก็เอาก็รู้ เรื่องดีเรื่องชั่วก็รู้เหมือนกับศาสนาอื่นๆรู้ แต่ต้องเรียนรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องดีเรื่องชั่วก็เป็นเรื่องรองแต่ต้องดีด้วย แต่ ต้องรู้สึกทุกข์ และตรัสรู้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งยอดที่สุดเลย เลิกชั่วแล้วประพฤติความดีตามสมมุติโลกเขาให้ดีที่สุด เพราะความดีความชั่วเป็นสมมุติ ส่วนความสุขความทุกข์เป็นปรมัตถ์ ใครๆศาสนาไหนยากจน มั่งมีร่ำรวยก็จะจบทุกข์ทรมานอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องมีสุขมีทุกข์ ต่อให้ร่ำรวยขนาดไหนก็ต้องสุขต้องทุกข์ ถ้าไม่เรียนรู้เรื่องสัจธรรม แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ดีแน่นอน ต้องปฏิบัติดีจริงๆด้วยแต่สำคัญกว่าอย่างอื่นคือรู้จักสุขรู้จักทุกข์ และสุดยอดก็คือ คนเราติดสุขติดทุกข์นี่แหละ จึงไม่มีความเที่ยงแท้ ติดสุขติดทุกข์นี่แหละจึงไม่มีความเที่ยงแท้ประเด็นที่สำคัญที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยรู้จักสุขรู้จักทุกข์แล้วไม่ติดในความสุขทุกข์ สุขๆนั้นเรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ของจริง เป็นเรื่องสุดยอดคือคนไปหลงความสุขความทุกข์ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าคือ ปัดโธ่... มันเป็นอุปาทานทั้งนั้นแหละ ความสุขความทุกข์ไม่ได้เที่ยงแท้ ไม่ได้เป็นของจริงเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จักสุขทุกข์และไม่ติดสุขติดทุกข์ รู้จักเวทนาในเวทนา เวทนานี่คือความรู้สึกคืออารมณ์ นี่แหละคือตัวจิตที่เป็นเจตสิกแยกมาเรียนรู้ เรียนรู้อารมณ์นี้ แล้วก็จัดการกับเวทนา ทวเยนเวทนายะ ไม่ให้มันสุขมันทุกข์ ให้มันเป็นธาตุรู้ที่ยังไม่ตาย ก็ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกโดยคำไวพจน์ว่า อุเบกขา แต่ที่จริงเหนือกว่าไม่สุขไม่ทุกข์คือ อุเบกขา เรียกคำแทนก็คือ ให้มันรู้ว่าไม่สุขไม่ทุกข์ จิตไม่สุขไม่ทุกข์แล้วอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ เรียกจิตอุเบกขา จิตอุเบกขานี่แหละเป็นจิตที่หมดความโง่หมดอวิชา หมดกิเลส บริสุทธิ์จากธาตุโง่ บริสุทธิ์จากธาตุกิเลส บริสุทธิ์จากธาตุที่ยึดในตัวตน จึงเป็นจิตที่บริสุทธิ์ ไม่มีอวิชาไม่มีความยึดตัวตน ไม่ไปหลงไหลในสุขในทุกข์ ทำจิตเหนือสุขทุกข์ได้ จึงเรียกว่า จิตบริสุทธิ์ ปริสุทา ปริโยทาตา มุทุตา กัมมันยา ปภัสรา เป็นความตรัสรู้ของธาตุรู้จิตวิญญาณและสูงสุดก็คือสามารถที่จะเลิกความเป็นจิตวิญญณานเลิกความเป็นธาตุรู้ เลิกความเป็นอัตภาพ ตั้งแต่เป็นๆก็อยู่เหนือความเป็นการยึดถือต่างๆได้หมด สุดท้ายปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายแล้วสลายจิตธาตุ ของตัวเองสลายอัตภาพของตัวเอง เป็นดินน้ำไฟลมไป ไม่เหลือความเป็นอัตภาพของตัวเอง อันนี้แหละเป็นการฟ้องว่า จิตวิญญาณเป็นทาสของพระเจ้า พระเจ้าเป็นเจ้าของจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน แต่ของศาสนาพุทธนั้นเป็นการฟ้องเลยว่า ไม่ใช่ จิตวิญญาณของแต่ละคนแต่ละคนนั้นเป็นของตนเอง สลายจิตวิญญาณตนเอง ไม่ให้เหลือความเป็นจิตวิญญาณเลย พระเจ้ายังไม่ยุ่ง ไม่มี พิสูจน์ได้เลยว่าพระเจ้าไม่ได้เป็นของจิตวิญญาณเราเลย พูดไปแล้วก็ต้องขออภัย ไม่ได้ไปข่ม ศาสนาเทวนิยมที่ยังไม่ล้างอัตตา ทำลายอัตภาพตัวเองไม่ได้ มีจิตวิญญาณนิรันดร สลัดสภาพตัวเองไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ศาสนาพุทธมีศาสนาพุทธรู้และทำได้ เรียนรู้จัดการล้างอัตภาพตัวเองได้จบความรู้อันนี้เรียกว่าอรหันต์ เป็นสุดยอด ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน เพราะฉะนั้นในเรื่องของโลกที่จะเป็นล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ชัดเจนที่สุดเลยว่าผู้ที่ไม่ต้องเป็นทาสสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องมีต้องเป็น หรือจะมีอำนาจมีลาภยศสรรเสริญมีสุขแบบโลกีย์อย่างไรก็ อยู่เหนือมัน ไม่ได้หลงใหลติดยึดไม่ต้องมีก็ต้องเป็นสุขถ้ามันไม่มีก็ต้องเป็นทุกข์ ไม่ใช่ จะมีหรือไม่มีก็ไม่มีปัญหาอะไร สบายดี แต่ชีวิตที่ทำงาน ช่วยเหลือมนุษย์ จุดสำคัญที่สุดคือช่วยให้รู้อย่างที่เรารู้ ให้รู้ว่าจิตวิญญาณนี่แหละไม่สุขไม่ทุกข์ปรินิพพานนี่แหละสูงสุด ช่วยตรงนี้ ส่วนความรู้อื่นๆที่เป็นโลกโลกีย์ปรุงแต่งสังขารโลก รู้เข้าใจในความเป็นสังขารโลก แล้วก็จัดสรร โดยที่เราเองไม่ต้องไป จะมีสังขารอย่างไรแค่ไหน ไม่ต้องพิสูจน์ โดยที่ภาษาพูดเท่านั้น พิสูจน์อย่างอาตมา ที่ยังมีชีวิตเป็นๆอยู่ ว่าอาตมาไม่ได้อีนังขังขอบอะไรกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข พวกเราสมณะสิกขมาตุที่มาบวชหรือว่าฆราวาสที่มาปฏิบัติธรรมที่ฟังอาตมาอธิบายธรรมะให้ฟังแล้วปฏิบัติได้ ก็จะมีจิตที่ ลาภยศสรรเสริญสุขก็เป็นเพียงสิ่งอาศัย ทำจิตของเราให้เป็นวรรณะ 9 เป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่ายมักน้อยสันโดษไม่สะสม ขัดเกลากิเลสตัวเองไปให้หมด เสร็จแล้วก็เข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมีศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติไปตามหลักเกณฑ์ได้ไปตามลำดับ เจริญไปเรื่อยๆมีอาการกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่น่าเลื่อมใส แล้วก็เป็นคนมีชีวิตอยู่ไม่ต้องสะสมอะไร แล้วก็เป็นคนขยัน วิริยารัมภะ อยู่กับหมู่กลุ่มมีสาธารณโภคีนี้สุดยอด ก็ยังอยู่เป็นสังคมที่สุดยอด เป็นสังคมสาราณียธรรม 6 อาตมาว่าอาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้านี้มาให้พวกเราได้ศึกษาและพิสูจน์และปฏิบัติจนเกิดผลสำเร็จเป็นสังคม สังคมมนุษย์วรรณะ 9 สังคมสาราณียธรรม 6 เป็นคนวรรณะ 9 อยู่กันเป็นชุมชนมนุษย์อยู่อย่างนี้อยู่อย่างมีสาธารณโภคี ลาภที่ได้โดยธรรมก็เอามาเข้าส่วนกลาง ไม่ต้องยึดเป็นเราเป็นของเราแบ่งกันกินแบ่งกันใช้แจกไปแล้วก็เป็นคนที่ศึกษาตนเองแล้ว เลี้ยงง่าย สุภระ สบาย สั่งสอนอบรมพากเพียรอยู่ด้วยกันทำให้เจริญได้ง่ายสุโปสะ ง่ายสบาย ไม่ต้องแย่งชิงอะไรกัน ต่างคนต่างไม่ต้องมีอะไรมาก พออาศัยเป็นบริหารปัจจัย 4 ก็มีอยู่มีกิน บริการก็ใช้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ก็ใช้อย่างพอดีไม่เดือดร้อน มีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น มันเป็นการพิสูจน์ที่เยี่ยมยอดว่ามนุษย์เราได้คุณธรรมคุณวิเศษนี้แล้ว โอ้โห สบาย สบายจริงๆ จะแก้ปัญหาที่เขาเรียกร้องกันในสังคมโลกจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผู้ที่บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าดังที่พูดมาแล้วมีวรรณะ 9 อยู่กันอย่างสาราณียธรรม 6 ปัญหาเศรษฐกิจก็หมดเลยไม่ต้องแก้ต่อ จบ และsustainable ยั่งยืนด้วย แก้ตก แล้วยั่งยืนถาวรด้วยไม่ต้องแก้แล้วแก้อีกไม่เป็นระบบเลย ทั้งโลกก็ต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับสังคม แต่ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าเขาไม่ได้เรียน แม้แต่ในประเทศไทยเป็นเมืองพุทธก็ไม่มีความรู้อันนี้ ขออภัยที่พูดตรง ไม่มี เถรสมาคม หรือกระแสหลัก ไม่มีความรู้เรื่องนี้จึงไม่ได้สอนไม่ได้บอกลูกศิษย์ลูกหา ลูกศิษย์ลูกหาที่ขึ้นไปบริหารประเทศจัดการปกครองดูแลประเทศก็เลยไม่มีความรู้อันนี้ไปสอนสังคม อาตมาไม่ได้ทำหน้าที่บริหารสังคมประเทศ ไม่ได้มีหน้าที่ไม่ได้เป็นข้าราชการไม่มีตำแหน่งยศศักดิ์อะไร แต่อาตมาทำหน้าที่พลเมือง ก็บริหารผู้ที่สนใจ ใคร่ศึกษาว่า จะมีระบบระบอบอะไรที่เยี่ยมยอดระบบระบอบโลกุตระที่เยี่ยมยอดของพระพุทธเจ้านี่แหละเป็นอารยธรรม อาตมาก็เอามาประกาศอธิบายเผยแพร่ พวกคุณชาวอโศกได้รับ โอ้ อันนี้ใช่ก็มาศึกษาแล้วมาประพฤติปฏิบัติ มาให้อาตมาบรรยาย มาให้อาตมาสอน มาให้อาตมาทำความเข้าใจให้แล้วเข้าใจเอาไปปฏิบัติจนบรรลุธรรม แล้วก็มาอยู่รวมกัน ตามธรรมชาติของน้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน เกิดสังคมกลุ่มชุมชนชาวอโศก เป็นชุมชนกระจัดกระจายอยู่ร่วมกันในประเทศไทย แล้วก็มีวัฒนธรรมมีการดำรงชีวิตดำเนินไปเป็นสุคโต อย่างที่เป็นนี่ละ่คือสุคโต ผู้ที่ไปดีแล้วสุคติ นี่แหละคือผู้ที่มีสุคติไม่ใช่ทุคติ ไม่ใช่ไปอย่างทุรกันดารแต่ไปอย่างสุคติ (จาก...631026_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 14)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน