วิชชา 8 โดยสังเขป.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข18 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

วิชชา 8 โดยสังเขป พ่อครูว่า... วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์ เจโตปริยญาณ ตรวจสอบด้วยเตวิชโชอีก 3 คือ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิปัสสนาญาณคือ ต้องเห็นต้องลืมตา ตามวิโมกข์ 8 อย่าไปหลับตานะ อย่างนั้นเป็นโมฆะ ไม่เห็นรูป ไม่มีรูปีรูปานิปัสสติ ไม่มีวิปัสสนาไม่เห็นได้ลูกตา จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก มันก็สูญไปแล้ว นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม... เวลาที่เหลือให้พ่อท่านอธิบายวิชชา 8 ให้ครบเลยครับ พ่อครูว่า… วิปัสสนาญาณนั้นคุณจะต้องเข้าใจวิโมกข์ 8 อย่างสำคัญ วิโมกข์ 8 คืออะไร คือสูตรที่บอกถึงภาคปฏิบัติ 8 ข้อนี้ วิปัสสนาญาณ ตาต้องเปิด ตาหูจมูกลิ้นกายต้องเปิดรับรู้ ไม่ใช่ไปปิด ไปอยู่ในภพหลับตาอย่างเดียว ไม่ใช่เลย แต่ที่เขาสอนกันนั้น ไปวิปัสสนาคือไปนั่งหลับตา พูดแต่พยัญชนะแต่การปฏิบัติผิดไปคนละเรื่องเลย วิปัสสนาคุณหลับตาไม่ได้ วิปัสสนามันบังคับเลยว่าคุณต้องลืมตาเห็นรูป ปัสสะคือเห็น ตัวแรกของตาหูจมูกลิ้นกาย ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง มันต้องเปิดสัมผัสทวารทั้ง 5 หลับตาไม่ใช่วิปัสสนาเลย ก็ยังคลุมเครือวุ่นวายกันอยู่อย่างนั้น หลับตาวิปัสสนา สายนั่งหลับตาผิดหมดเลย ไปทำวิปัสสนาจะต้องไปลืมตา เรียนรู้จรณะ 15 วิชชา 8 มโนมยิทธิ คือมีฤทธิ์ทางใจ มย คือเป็นเรา อิทธิคือฤทธิ์ มีฤทธิ์อะไร ฤทธิ์ทาง อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ฤทธิ์ทาง อาเทสนาปาฏิหาริย์ อิทธิปาฏิหาริย์ เช่น ศีล 5 ข้อ 1 สัมผัสกับสัตว์กับคน จะต้องมีความเอ็นดู เมตตา ปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งปวง แต่ไปปฏิบัติอย่างนี้ สีลพตุปาทาน ปฏิบัติศีลก็แค่ไปวัดตามเขา ไปไม่ได้รู้เรื่อง ศีลข้อ 2 สัมผัสของ ศีลข้อ 3 ต้องปฏิบัติกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็ปฏิบัติไม่เป็น เหลือแต่วินัยเ

อ่านต่อ

ป็นข้อบังคับสำหรับภิกษุ 227 ข้อ อย่าผิดข้อบังคับนะ ทำตามวินัยเฉยๆ ไม่ได้ปฏิบัติตามศีล อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ ไม่ได้ปฏิบัติตามธรรมนูญของพระพุทธเจ้าเลย มโนมยิทธิ คือ สามารถทำให้เกิดผลสำเร็จทางใจ ในการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา มีความสำเร็จ มีพลังแรงทำให้กิเลสลด กิเลสดับได้ มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ อิทธิวิธญาณ คือ ทำ มโนมยิทธิ ทำได้มากเรื่อง มากมาย นัยยะต่างๆเยอะขึ้นเรียกว่า อิทธิวิธญาณ โสตทิพย์ ทำได้ละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ละเอียดเล็กไกลกว้างลึก โสตทิพย์ รู้ได้รอบมุมทุกมิติ ทุกนัยยะ ท่านอธิบายว่า ได้ยินเสียงสอง เช่น ได้ยินเสียงจากไกลๆก็มีปฏิภาณแยกได้รู้ว่า เสียงอย่างนี้เสียงกลอง เสียงอย่างนี้เสียงตะโพน เสียงอย่างนี้เสียงเปิงมาง เสียงอย่างนี้เสียงบัณเฑาะว์ เป็นนักดนตรีก็จะรู้ว่าเสียงต่างกันอย่างไร ใครนึกออก เข้าใจดี กลองก็ตุ้มตะลุ่มตุ้มม้ง ตะโพนก็เล็กๆหน่อย ตะล็องต๊องๆ เปิงมางคือกลองวง รัวๆ บัณเฑาะว์ ก็ตะล็องต็องแต๊งป๊องแป๊ง มีสองหน้า เป็นความรู้ที่เอามาใช้สื่อให้รู้ภาษาเป็นธรรมะ ได้ยินเสียงไกลๆก็แยกออกว่า เป็นเสียงกลองตะโพน เปิงมางหรือบัณเฑาะว์ ไม่เห็นรูปมีแต่เสียงก็ยังแยกได้ เหมือนเราฟังเสียงคน เรารู้ว่าเสียงนี้เสียงคนไหน ถ้าจะให้ง่ายเข้าไปหน่อย อันนี้เสียงวัว อันนี้เสียงม้า อันนี้เสียงไก่ ก็ยิ่งง่าย แม้แต่เสียงคนก็พอรู้ว่าเสียงใคร ถ้ารู้ชัดเจนจำได้เสียงคนนี้ต่างกับคนนั้น แยกออก นั่นคือนัยยะสำคัญว่ามี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สูงส่งลึกซึ้งยิ่งขึ้น เจโตปริยญาณ 16 คือ หลักสูตรหรือมาตรวัดเลย ถ้าคุณไม่มีมาตรวัดก็ไม่บรรลุธรรม เพราะเป็นลำดับขั้นตอนสัจจะธรรมะที่คุณจะต้องทำได้ตามหลักเจโตปริยญาณ 16 คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) ทำให้ ราคะ โทสะ โมหะ ลดลงก็เป็นวีตะ ต้องอ่านอาการออก มันจางคลายลง ตั้งแต่มันไม่เที่ยง ถ้ามันเที่ยงเราตีมันไม่แตกหรอก บางคนเชื่อว่าจิตเที่ยงกิเลสก็เลยไม่เที่ยงมันก็เลยตีกิเลสไม่แตก โดยกาละขณะมันก็ไม่เที่ยงแล้ว ด้วยตัวจริงมันก็ไม่เที่ยง เป็นอนัตตาด้วยซ้ำไป คุณสามารถทำ ตามหลักสูตรพระพุทธเจ้าจรณะ 15 วิชชา 8 กิเลสลดได้ ทุกเวลา ที่ปฏิบัติทุกลมหายใจเข้าออกเรียกว่า อานาอาปานะ ไม่ใช่ไปนั่งจุ้มปุ๊กนี่คืออานาปานสติหลับตาทำสมาธิ นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น เป็นสูตรของพวกเดียรถีย์เขา แม้จะปฏิบัติอย่างฤาษี เดียรถีย์ทั้งหลาย นั่งคู่บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น ก็จะต้องพิจารณาอย่างนี้ พิจารณาให้เห็นจิตทั้งหมด ให้เห็นแม้เป็น กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วแยกกิเลสให้ออก ตั้งแต่หยาบทางกาย เวทนา จิต ให้ออก รู้จักอาการ ราคะโทสะโมหะ แล้วทำให้มันจางคลายลงได้ทำได้แล้วเป็นขั้นตอนหนึ่งเป็นอีกคู่ ทำทีละคู่ 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) เป็นสังขตังตีไม่แตก แต่แข็งด้านทื่อ ยิ่งกว่าโจรร้ายที่พระราชาให้ไปฆ่าด้วยหอก 100 เล่มเช้ากลางวันเย็น 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) มันได้แต่จับไม่มั่นคั้นไม่ตาย ฟุ้งกระจาย ถ้าเป็นก้อนก็ต้องขยายให้ออก ถ้ามันกระจายก็ต้องรวมให้ติด ถ้าคุณสามารถทำสำเร็จเจริญได้ จะไม่เกาะอยู่ที่ สังขิตตัง วิกขิตตัง หากไปติดอยู่ตรงนั้นคุณก็ไม่เจริญ คือ อมหัคคตจิต 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) ก็ต้องทำให้เจริญให้ได้ เมื่อเจริญไปเรียกว่า สอุตระ 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) ยังไม่เป็นที่สุดแห่งที่สุดยังไม่เป็นอนุตตรังจิตตัง 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) คือจิตที่สุดแล้ว เป็นจิตเจริญสูงสุด ไม่มีจิตอะไรเจริญยิ่งกว่านี้อีกแล้ว ก็แยกเป็นอีกสองคู่ 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) พ่อครูว่า... จำสภาวะได้ ไม่ต้องท่องก็พอรู้พยัญชนะ พูดไปหน่อยก็จำพยัญชนะได้แล้วถ้ามีสภาวะชัดเจน เพราะฉะนั้นคำว่าสมาธิของพระพุทธเจ้านี้คือ สมาหิตะ จิตตั้งมั่น นี่คือสมาหิตตังจิตตัง ไม่ใช่สมาธิทั่วไปที่ใช้กันอยู่เท่านั้น แล้วสมาหิตะ บรรลุสูงสุดตามจรณะ 15 วิชชา 8 อาสวะสิ้น อาสวะสิ้น จิตสะอาดจากกิเลส อาสวะหมดแล้ว จิตก็สะอาด มาเป็น ปริสุทธาสะอาด ปฏิบัติอีกก็ได้จิตที่สะอาดมาอีก ปริโยทาตา สั่งสมตกผลึกมากขึ้น เจริญมากยิ่งขึ้น มีคุณสมบัติ มุทุ นี่คือองค์ 5 ของอุเบกขา คือจิตสะอาด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา สะอาด สะอาดยิ่ง มุทุภูตธาตุ เป็นองค์ธรรมองค์จิต จิตที่มีคุณสมบัติทั้งเร็วไว แคล่วคล่อง ทั้ง Static Dynamic ทั้งจิตตั้งมั่น ทั้งจิตที่เคลื่อนไหว สองสภาพ อยู่ในมุทุ มีทั้ง เจโตและปัญญา ทั้งศรัทธาและปัญญา อยู่ในนี้เจริญทั้งคู่ดียิ่งขึ้น เมื่อจิต มุทุหรือตัวเจริญของอุเบกขาตัวที่ 3 นี้มากขึ้นเท่าใดการจะทำงาน กัมมัญญา คือ การทำงานอันประกอบด้วย ปัญญา แปลว่าธาตุรู้ ที่เป็นธาตุหรือโลกุตตระอัญญธาตุ อัญญา เป็นพหูพจน์ แล้วไปเป็นปัญญา ยิ่งความรู้ทางโลกุตระสูงขึ้นก็ยิ่งทำงาน กัมมัญญา ท่านก็แปลกัมมัญญาว่า การงานอันเหมาะควรทำการงานอันใดก็ได้ดีได้เหมาะสมควรได้สัดส่วน มัตตัญญุตา พอเหมาะพอดี ปโหติ มีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 สมบูรณ์แบบอยู่ในนี้เลย ตัดสิน ทำให้เกิด กัมมัญญา ความเสียหายก็ไม่มีหรือความเสียหายก็น้อย ตามบารมีของแต่ละบุคคล ไม่มีความเสียหาย โดยความบริสุทธิ์ใจ โดยสัจจะความจริง ที่มีคุณสมบัติของธรรมะที่วิเศษยิ่งใหญ่ กัมมัญญา ปภัสสรา จะทำงานอยู่อย่างไรจิตก็ไม่มีเปื้อนไม่มีหมองไม่มีเศร้า ไม่มีโศกอะไรเลย เบิกบานร่าเริงตลอดกาลนาน ขนาดโพธิรักษ์ระดับ 7 ก็เห็นแล้วนะ มีแต่หน้าแป้นแล้นตลอด ใครเห็นอาตมาเศร้าโศก ไม่มี เครียดก็ไม่มี ไม่รู้จักการเครียด คนฟังก็บอกว่ามากไปแล้วโพธิรักษ์ ก็เข้าใจเห็นใจเขาไม่รู้จะว่าอย่างไร ก็เพราะฉะนั้นเจโตปริยญาณ 16 คุณจะต้องรู้สภาวะอย่างน้อย แม้จะเป็นบัญญัติภาษาใส่ตัวไม่ถูกฝาถูกตัวเท่าไหร่ก็ตาม แต่ถ้าเผื่อว่า เข้าใจสภาวะจริงรู้ลำดับถูกต้องทั้ง 8 คู่ เข้าใจจริงแล้วได้เลย เป็นเครื่องตรวจสอบ ที่ต้องมีจริงๆ ถ้าไม่มีแล้วคุณจะรู้ว่ากิเลสหมดเป็นอรหันต์หรือเป็นโสดาบันก็ตาม สกิทาคามี อนาคามีก็ตาม ถ้าคุณไม่รู้ว่าสภาวะกิเลสมันลดแค่ไหนอย่างไร แล้วคุณจะรู้ตัวว่าเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ได้อย่างไร ใช่ไหม คุณก็ต้องรู้ ไม่ใช่ทำไปอย่างมงายต่างๆนานา ขอแวะ ทุบหัว พวกหลับตาอีกทีว่า ไปนั่งหลับตางมๆคลำๆอยู่อย่างนั้น แล้วมันจะไปงอกไปเงยอะไรได้ มันไม่มีเลยตาหูจมูกลิ้นกายที่มีตั้งเท่าไหร่ เจโตปริยญาณ 16 เอามาจากไหน ยิ่ง เวทนา 108 ไม่มีเลย เอาแค่ มโนปวิจาร 18 หรือ มโนปวิจาร 36 มโนปวิจารคือ เคหสิตเวทนา 18 แล้วคุณก็ทำให้กิเลสมันออกหรือออกจากกิเลสเป็นเนกขัมมะ ต้องอ่านจิตของตัวเองว่ามีกิเลสในจิตหรือไม่ กิเลสกาม พยาบาท โกรธ เอามันออกได้ คุณก็ต้องรู้สภาวะ ว่าทำได้ให้มันจางคลายจริงนะ ลดลงๆ แต่ก่อนมันจัดจ้าน กระทบสัมผัสอย่างนี้ สัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งนี้ไม่ใช่ไปหลับตาไม่รู้เรื่อง แต่ลืมตาสัมผัสนี่แหละกิเลสมันไม่ขึ้น มันรู้ด้วยปัญญาว่าเขาก็เป็นอย่างนี้มีอย่างนี้ รู้เขารู้เราแล้วก็รู้กิเลสเรานี่แหละ กระทบสัมผัส มันรู้ว่าเขาคือเขา เราคือเรา สิ่งนี้เขามี หรือสิ่งนี้เขาไม่มี รู้ความมี รู้ความไม่มี ผู้รู้ความมีละความไม่มี ผู้รู้คนนี้คือ อนุปคัมมะ เป็นผู้ไม่เข้าไปมีแล้วกับความมีและความไม่มี โลกอีกฝั่งหนึ่งมีโลกอีกฝั่งหนึ่งไม่มี จะไม่มีอย่างเดียรถีย์หรือของพระพุทธเจ้าก็ตาม ก็มี มีกับไม่มี อาศัยสภาวะ 2 นี่แหละโดยมาก พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อที่ 13 -14 เรารู้ว่าเขามีหรือเขาไม่มี แล้วเราก็เป็นคนกลาง มัชเฌนะ เป็นคนผู้เป็นกลาง แล้วเขามีหรือเขาไม่มี ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า เขามีกุศลหรืออกุศลหรือ มีกิเลสหรือไม่มีกิเลส เอาแค่นี้ก็ได้ เขาไม่มีก็รู้ว่าเขาไม่มี เขามีก็รู้ว่าเขามี แล้วเราควรจะช่วยคนมีกิเลสหรือช่วยคนไม่มีกิเลส ควรช่วยคนมีกิเลส คนไม่มีกิเลสก็คือท่านสบายแล้ว ไม่ต้องไปช่วยท่านหรอก คนที่เป็นกลาง เห็นความมีและความไม่มี คือคนไม่ไปเอียงเข้าข้างใคร แต่ช่วยใคร เห็นไหม เพราะฉะนั้นมันละเอียดลึกซึ้ง คนที่มิจฉาทิฏฐิบอกว่าคนเป็นกลางคือคนอยู่เฉยๆ ใครจะชั่วจะดีก็เฉยๆ ใครจะลงนรกขึ้นสวรรค์ก็เฉยๆ ใครจะเป็นอย่างไรก็เฉย คนนั้นเป็นคนกับเขาหรือเปล่า มันต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่อย่างนั้นจะมีประโยชน์อะไรล่ะคน ที่นี้จะช่วยเขาก็ต้องเป็นคนมีความสามารถ มีบารมี ถึงจะไปช่วยคนได้ คนไม่ยินดีจะให้ช่วยจะไปช่วยได้อย่างไร ขนาดคนยินดีจะให้ช่วยก็ไม่ง่าย คนเต็มใจจะให้ช่วยก็ยังไม่ง่ายเลยเจ้าประคุณทูนหัว แล้วคนที่เขาไม่อยากให้ช่วยนี้ อย่าดีกว่า อย่าเลย คนผู้เป็นกลาง อนุปคัมมะ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43-44 นี้ อาตมาอ่าน หนังสือพุทธรรมของท่านประยุทธ์ท่านขยาย มัชเฌนธรรม ท่านขยายไปกว้างก็เลยดูน่าสงสาร มันไม่เข้าหาสภาวะ แสดงว่าท่านไม่รู้จักสัจจะธรรมะกิเลส จนกระทั่งเป็นคนไม่มีกิเลสแล้วก็รู้คนมีคนไม่มีแล้วก็ช่วยเขา ท่านก็ยังอยู่กับความรู้อยู่กับพยัญชนะ นี่ท่านก็ยังว่า มีงานอีกเยอะที่ยังไม่ได้ทำ อาตมาก็ว่าท่านหยุดได้แล้วงาน ขออภัยท่านเป็นภันเต แต่ให้มาศึกษาการทำใจในใจโยนิโสมนสิการให้สัมมาทิฏฐิ หากท่านทำใจในใจไม่สัมมาทิฏฐิแล้วมันจะมีมรรคผลได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจะต้องมีสัมมาทิฏฐิที่จะทำโยนิโสมนสิการได้ อย่างน้อยต้องคบสัตบุรุษ ต้องมีความยินดี ต้องมีศีล หรือจะเรียนรู้ สุริยเปยยาล ตัวสุดท้ายคือตัวโยนิโสมนสิการ ต้องทำ 6 ข้อมาก่อน ข้อที่ 7 เป็นโยนิโสมนสิการถูกต้องเป็นจึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องเห็นแสงอรุณทั้ง 7 ก่อนจึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ เท่านี้หากท่านทำความเข้าใจดีๆ เริ่มต้นเป็นลำดับให้ดี ถ้าไปเริ่มต้นไม่เป็นลำดับ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ ไม่ถูกสภาวะจริงๆ มันจะไปรอดได้ยังไง ความรู้ท่วมหัวเอาหัวไม่รอด ก็เกรงใจท่านบ้างเหมือนกัน เพราะท่านเป็นที่น่าเคารพศึกษามากรู้มากเป็นพหูสูตจริงๆ เป็น lerned man รู้มากทรงจำมาก จดจำพุทธพจน์ได้มาก สอนอยู่ก็มาก แล้วไม่บรรลุธรรมนี่แหละ ชาตินี้ก็น่าสงสาร ท่านก็อยู่ในสงสารนั่นแหละ 641018 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 14

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน