สมาหิโตคือสมาธิพุทธแท้ของพระพุทธเจ้า.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข20 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

สมาหิโตคือสมาธิพุทธแท้ของพระพุทธเจ้า พ่อครูว่า... สมาธิ เดียรถีย์ เขาก็เข้าใจอย่างนึง สมาธิของพุทธที่สัมมาทิฏฐิกันจริงๆ ของพุทธที่ว่ากันนั้นมีมิจฉาทิฐิเยอะ ของพุทธสัมมาทิฏฐิก็เข้าใจอย่างหนึ่ง สมาธิของเดียรถีย์นั้นมีมาก แล้วก็รู้กันอย่างเดียรถีย์ ยึดถือเชื่อถือกันอย่างเดียรถีย์ ยึดถือกันเยอะแยะมากมาย ต่างคนต่างยึดแตกต่างกันไป เคยฟังมาแล้วนะ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าสัจจะมีหนึ่งเดียวที่ตรงกัน ไอ้ที่แตกต่างกันนั้นไม่ใช่สัจจะ แม้แต่พุทธ ชาวพุทธส่วนใหญ่ทุกวันนี้ เกือบทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะไปนั่งหลับตาหรือจะฟุ้งซ่านไปแบบธัมมชโย หลับตานะ แต่ลืมตา เอาใสๆๆ พวก อาภัสสรา ส่วนพวกสุภกิณหา พวกหลับตาดับมืด พวกใสๆ จะไปไม่มีจบหรอกอย่างธัมมชโย ไปได้เรื่อยๆ มันมีแสงสว่างมันมีเห็น ที่พวกมืดสรุปแคบเข้าๆ พวกสุภกิณหา กัณหา แปลว่าดับ ดำ มืด มีสมาธิสว่างกับสมาธิมืดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ส่วนสมาธิของพระพุทธเจ้านั้นเข้าใจทั้งสองแบบ พวกหลับตาปฏิบัติ มีสติอยู่ในสมถะ สติสะกดอยู่ที่สมถะ ก็มีปัญญา เขาเข้าใจว่าปัญญาคือความรู้ความฉลาด แต่มันไม่ใช่ปัญญาจริง เป็นแต่เพียงสัญญาความจำอยู่ภายใน ก็มันอยู่ในกรอบอยู่ในภวังค์ มันก็มีแต่ภายในเท่านั้น ซึ่งมันแตกต่างจากพุทธศาสนา ตรงกันข้ามกันเลย สมาธิของพุทธนั้นคือ ใช้ศัพท์เรียกคำนี้ ไม่กว้างขวาง เพราะแม้แต่พระมหากัสสปะรวบรวมพระไตรปิฎกชุดสยามรัฐ ก็ไม่ได้แตกฉานเรื่องของ สมาหิโต เพราะท่านสายศรัทธาเต็มๆ แบบเดียรถีย์ แบบนั่งหลับตา เพราะฉะนั้น สมาหิโต ถ้าใครไม่ได้เรียนรู้อย่างสมบูรณ์แบบ ตามพุทธคุณ 9 จรณะ 15 วิชชา 8 จะไม่ซาบซึ้ง ไม่รู้ละเอียดทะลุรอบเป็นปฏิเวธะ ในความเป็น สมาหิโต ขอสรุป ว่า สมาหิโต นี้ หมายความว่าสมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นบัญญัติ ยืนยันอยู่ในเจโตปริยญาณ 16 สมาห

อ่านต่อ

ิตะหรือสมาหิโตส่วนมากก็เป็น เจโตสมาธิ หรือผันคำว่าสมาธิไป แจกวิภัตติออกไปอีกหลายคำ แต่สมาหิโต ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นสมาธิพุทธแท้ๆ ลักษณะ 9 ของ ฌานที่เป็นสมาธิพุทธแท้ มีดังนี้ 1. สมาหิเต (จิตเต จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ) 2. ปริสุทเธ (จิตบริสุทธิ์ สุกสกาว ไม่มีอะไรที่จะแอบแฝง) 3. ปริโยทาเต (ผ่องแผ้ว อย่างแข็งแรงอยู่กับผัสสะ) 4. อณังคเณ (ไม่มีกิเลสเครื่องเศร้าหมอง) 5. วิคตูปักกิเลเส (ปราศจากแม้แต่อุปกิเลส ) 6. มุทุภูเต (แววไวด้วยจิตหัวอ่อนดัดง่ายแก้ไขไว ) 7. กัมมนิเย (ควรแก่การงานอันไม่มีโทษ ไม่มีกิเลส) 8. ฐีเต (จิตถึงความตั้งมั่น ) 9. อเนญชัปปัตเต (จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ) พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 131 สรุปแล้ว อภิสังขารสุดท้ายของพระพุทธเจ้า จบที่ อเนญชาภิสังขาร ขยายความสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร คือ การสังขารที่สำเร็จบุญ สำเร็จการเผากิเลสหมดสิ้นได้ มันจบในตัวของมันใน ปุญญาภิสังขาร ผู้ที่มีอายุยืนยาวต่อก็จะเป็น อปุญญาภิสังขาร กับ อเนญชาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร คือไม่ต้องบุญอีกคือ คุณจะปรุงแต่งอีก สร้างสรรอีกอย่างไรก็ไม่ต้องใช้บุญอีกแล้ว ไม่ต้องมีบุญอีกแล้ว ไม่ต้องเป็นบุญอีกแล้ว เพราะฉะนั้นผู้เข้าใจคำว่าบุญไม่สัมมาทิฏฐิ เข้าใจแต่บัญญัติคำว่าบุญ ว่าคู่กับคำว่าบาป เข้าใจคำว่าบุญ ถ้าไม่มีบุญก็เป็นบาปก็วนอยู่กับแค่บาปกับบุญ บุญกับบาปเป็นภาวะ 2 ไม่มีภาวะ 0 หรือทำให้เป็น 1 ถาวรยังไม่ได้ อปุญญะ ก็เลยวนเป็นบาปอยู่ ศึกษาให้ดีๆ งบสภาวธรรมของพระพุทธเจ้า คำว่า บุญ คำนี้ยิ่งใหญ่มาก อาตมาขยายความอย่างหนักเลย ไม่ใช่ง่าย เมื่อสามารถกำจัดกิเลสหมดสิ้นแล้วก็สิ้นบุญ อปุญญะ ไม่มีบุญไม่ต้องใช้ เพราะฉะนั้นกรรมกิริยาที่เหลือจึงมีแต่กุศล สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปกำลังสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ทำกรรมอะไรอีก ก็ไม่มีบาปแล้ว จะมีแต่กุศลถ่ายเดียว ก็ต้องรู้ว่า ทำไมบาปกับบุญคู่กัน กุศลกับอกุศลคู่กัน ทำไมไม่มีบาปแล้วไม่มีบุญถ่ายเดียว แต่เป็นกุศลถ่ายเดียว นี่เป็นสิริมหามายาเป็นภาษา 2 คำคู่ที่สลับไปสลับมา พอเอามาสลับเข้าอีกข้างหนึ่งก็ต้องกระจ่างว่า มันไม่ใช่อันเดียวกันนะ บุญกับกุศลไม่ใช่อันเดียวกัน แล้วจริงๆ บาปกับอกุศลก็ไม่ใช่อันเดียวกัน แต่อนุโลมให้เรียกบาปว่าอกุศลเท่านั้นเอง โดยจริงแล้วเอาพยัญชนะอย่างเคร่งครัด บาปไม่ใช่อกุศล บาปคือ ลักษณะของกิเลส หมดกิเลสก็หมดบาป บาปคือลักษณะของกิเลส หมดเกลี้ยงสิ้นอาสวะแล้ว บาปมันก็ไม่มีแล้ว เมื่อยังมีกรรมกิริยา เมื่อยังมีชีวิต ปฏิบัติกรรม กรรมก็เป็นแต่กุศลอย่างเดียว กุสลสูปสัมปทา เพราะฉะนั้นจึงสั่งสมลงไปตั้งมั่น มีแต่กุศลตั้งมั่น หรือกิเลสหมดกิเลสสูญ ก็สูญ นั่นแหละตั้งมั่นไม่หวั่นไหว สูญ นั่นแหละตั้งมั่น สูญๆๆ อย่างแข็งแรง องอาจมีฤทธิ์มีอำนาจ มีอิทธิพลยิ่งใหญ่ มากยิ่งขึ้น ซึ่งมันไม่มีภาษาที่จะมาขยายความอะไรมากแล้ว จริงๆมีภาษาแต่อาตมาไม่ได้จำ พระบาลีมีละเอียดลอออีกเยอะ อาตมาจำไม่ไหวก็เลยขอปัดไป อันนี้ก็ต้องขออภัยว่า ไม่พยายามจะใช้พยัญชนะมาก เอาแต่สภาวะ อันนี้ก็เข้าใจแล้วก็ไม่ต้องไปต่ออีกมาก มันละเอียดไปอีก มันก็เลยกลายเป็นละเอียดละเลียดเกินไป จนกระทั่งมันก็ไม่มีที่จบง่าย มันเป็นได้สำหรับที่คนเป็นได้ แต่มันก็ต้องมาหา 0 อีก ก็ต้องเข้าหา 0 อย่าไปโง่สิ ต้องมาหาที่จบ อย่าไปหาที่ต่อ หาที่ต่อมันไม่มีที่จบ หาที่จบหาที่สุดหมดไปเลย จบเรื่องจบราว ต้องเข้าใจตรงนี้ให้ได้ ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้แล้วก็สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ที่ อเนญชา ยิ่งเพิ่มน้ำหนัก คุณภาพของอเนญชามากขึ้นๆๆๆๆ ก็ยิ่งตั้งมั่นๆๆๆๆ เป็นสมาหิโตๆๆๆๆ อาตมาขยายความมาหลายทีแล้ว สมาหิโต คือ คุณจะต้องปฏิบัติจรณะ 15 สุดท้ายของจรณะ 15 คือ อาสวะหมด หมดอาสวะ จิตก็สะอาด เป็น ปริสุทธา บริสุทธิ์สะอาดๆๆปราศจากกิเลส สะอาดมากขึ้นเป็น ปริโยทาตา จิตเป็นตัวคู่มุทุภูเต มีทั้ง Dynamic และ Statics มีทั้งบวกและทางลบ มีทั้งลักษณะศรัทธาและปัญญาหรือมีเจโตและปัญญาก็ยิ่งเก่ง เจโตจะเก่งอย่างไรอันนี้ก็เก่งได้อย่างนั้น เก่งทางปัญญา เก่งสภาวะคู่ ทั้งศรัทธา และปัญญาทั้งเจโตและปัญญา ประสิทธิภาพยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็รวมลงเป็น มุทุภูตธาตุ หมด เมื่อเก่งมากยิ่งขึ้น มุทุภูตธาตุ จึงเอามาใช้งานได้ดีเป็น กัมมัญญา กัมมนิเย มันก็ยิ่งไม่เป็นโทษเป็นภัยอะไรเลย มีแต่คุณค่าความดี ความเหมาะสม ความลงตัว ความได้สัดส่วน ความสมดุลพอดีไปเรื่อยๆๆ ยิ่งเจริญงอกงามอย่างนั้น ยิ่งทำก็ยิ่ง ฐีเตๆๆๆ ยิ่งตั้งมั่นๆๆๆ อเนญชัปปัตเต ก็ยิ่งไม่เคลื่อนคลอนหวั่นไหวไปเรื่อยๆๆๆ ยิ่งๆๆๆขึ้น เพราะฉะนั้นลักษณะของสมาธิของพุทธที่เรียกเต็มๆคำว่า สมาหิตะหรือสมาหิโต จึงไม่ใช่เรื่องลักษณะตื้นๆง่ายๆ เป็นลักษณะที่ซับซ้อน ซาบซึ้ง หมุนรอบเชิงซ้อนอย่างสุดยอด เพราะฉะนั้นเมื่อคุณสามารถที่จะทำจรณะ 15 โดยมีฌาน 4 ของพุทธ ฌาน ของพุทธ ก็จะต้องขยายความกันไปอีกนาน เพราะมันเป็น ฌานวิสัย เป็นอจินไตย คิดคาดคะเนเดากันไปไม่ได้ ฌาน มีทักษะต่างๆมากมายของเดียรถีย์ก็มี ฌานหลับตาก็มี อย่างอ.แป้น บอกว่าให้จิตจดจ่ออยู่ที่ใจกลางมือ จะไปไหนมาไหนจิตใจก็จดจ่อที่ใจกลางมือ สมถะแกว่งมือ ก็จะจดจ่อจดจ้องอย่างสมถะ ก็เป็นฌานอย่างสมถะ แต่ฌาน ของพระพุทธเจ้าคือพลังงานที่มันเผากิเลส ไม่ใช่ไปจดจ่อจดจ้องแกว่งไปแกว่งมาอย่างนั้นไม่ใช่หรอก แต่มันไปเผากิเลส เป็นพลังงานทางจิต ที่ยิ่งกว่าราคะ ยิ่งกว่าโทสะ ยิ่งกว่าโมหะ เป็นพลังงานที่มันชั้นสูง เพราะฉะนั้นพยายามเรียนรู้ ศีล ทำให้เป็นอธิจิต และปัญญาร่วมกัน 2 ขา ทั้งจิตและปัญญา ศรัทธาและปัญญา 2 ขานีร่วมกัน ปรุงแต่งกันขึ้นเป็นพลังงาน ฌาน เผากิเลส เผาจนกระทั่งหมดกิเลส นั่นคือ เพชฌฆาตมือสุดท้าย นั่นคือ บุญ เพชฌฆาตมือสุดท้ายชื่อว่า บุญ ตัดครั้งสุดท้ายเลย เด็ดขาดอย่างไรก็เด็ดขาด มีนิยามชัดเจนระบุเลยว่า ต้องเด็ดขาดหมายความว่า คุณจะตายอีกกี่ครั้ง ตายสนิทเท่าไหร่ก็ต้องผ่านมือเพชฌฆาตมือสุดท้ายคือ บุญ เป็นหน้าที่ที่เด็ดขาด สุดท้ายจริงๆ พอทำหน้าที่เสร็จ ก็ตายไปเลย บุญก็ตายไปพร้อมกับที่ฆ่าเขา น่ากลัวเนาะ เพราะฉะนั้นเมื่อบุญเสร็จกิจ บุญก็หายไป ถ้าเข้าใจตัวนี้ไม่ได้นะ นี่พูดง่ายๆ บุญนี้เสร็จกิจ จบกิจ บุญก็หายไปเลย บุญสุดท้าย อาสวะสิ้น อนุสัยยังมี 2 คำเป็นอนิจจัง เป็นภาวะ 2 อนุสัย ถ้าอาสวะนี้มันจบ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงสรุปจบว่า ผู้ที่มีปัญญาวิมุติ อาสวะสิ้นแล้ว ผู้นี้เป็นอรหันต์ ส่วนอุภโตภาควิมุติ นั้นเก่งยอดกว่าอาสวะ ซึ่งยังเป็นโลกีย์ เก่งอย่างเป็นโลกีย์เท่านั้นเอง ก็ดี ก็ช่วยคนได้ เพราะไม่ได้เก่งร้าย ไปเก่งทางดีทั้งนั้น จึงสุดยอดอยู่ตรงนี้ 641020_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สมาหิโตคือสมาธิพุทธแท้ของพระพุทธเจ้า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน