ความมี ความไม่มี ของกายของจิต.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความมี ความไม่มี ของกายของจิต พ่อครูว่า... อาตมามา จุติ ลงตรงคำว่า มี กับ ไม่มี ตั้งหลักให้ดีตรงนี้ จะเข้าสู่วิชาการแล้ว มี กับ ไม่มี พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ใน พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 ... “พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ความไม่มี ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบาย อุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัยอันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ [44] ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ 1 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่ 2 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง 2 นั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ” พ่อครูว่า... ความมีกับความไม่มี 2 คำนี้เป็นคำหลัก แล้วมีตัวชีวิตของแต่ละบุคคล อยู่กับความมีและไม่มี รวม สามเส้า ตัวคุณก็อยู่กลางระหว่างความมีกับความไม่มี ทีนี้ ความมีกับความไม่มีนี่แหละ ใ
อ่านต่อ
นโลกนี้มี ความมี กับความไม่มีเท่านั้น มี ทุกข์มีสุข แล้วก็มีไม่ทุกข์ไม่สุข มีดีกับชั่ว สรุปรวมตรงคำว่า เทวะ ที่แปลว่าภาวะ 2 ผู้ที่ยังไม่ตายมีอยู่ไหม ก็ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีความรู้ทุกอย่างเต็มที่อย่างบริบูรณ์ด้วย อยู่กับความมีและความไม่มี 2 อย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้นโลกเขาจะมีทุกข์มีสุข เขาจะมีความเดือดร้อน เขาจะมีความเอร็ดอร่อยเพลิดเพลินขนาดไหน เป็นคู่ๆๆ กันทั้งนั้น มีดูดมีผลัก มันก็มี 2 อันนี้ เทวะ ไม่มีอื่นเลยคำว่า เทวะ จึงคลุมหมดเลย ทุกสิ่งทุกอย่างในมหาจักรวาลนี้ ตั้งแต่เรามี กาย มี จิต ทีนี้คำว่า กาย กับ จิต นี่แหละ แค่นี้ในเรื่องโลกุตระ ก็ผิดเพี้ยนแล้ว ทุกวันนี้มันเสื่อมจนกระทั่งคำว่า กาย โดยเฉพาะคนไทย เอามาใช้กาย หมายถึงร่างกาย หมายถึงร่างสรีระ ไม่เกี่ยวกับจิตนิยาม ไม่เกี่ยวกับจิตใจเลย นี่คือความเสื่อมที่ชัดเจนของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นผู้ใดเข้าใจคำว่า กาย คำนี้ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ ผู้นี้ก็เจ๊งเลย แล้วข้อผิดดูนิดเดียว แต่มโหฬารเลย แต่หมดกระบวนเลย ปิดประตูบรรลุธรรมเลย นั่นคือ สังโยชน์ข้อที่ 1 สังโยชน์ข้อที่ 1 คือเข้าใจสักกะ กับ กายะ โดยเฉพาะกายะ คุณผิดแล้ว โดยเฉพาะเข้าใจ กายะ เป็นร่าง ผิดทันที แล้วคนส่วนใหญ่กาย เป็นภาษาไทยสมบูรณ์แบบแล้ว เขาเข้าใจคำว่า กาย เป็นอย่างไร พูดได้เลยว่าผิดทั้งนั้น อาตมามาพูดอันนี้ขึ้นว่า กาย ไม่ได้หมายถึงร่าง แต่เน้นเอาจิตเป็นสำคัญด้วย กายเน้นเอาจิตเป็นสำคัญ แต่ร่างคือสรีระ แล้วต้องกายนี่แหละ สิริมหามายา คุณจะต้องมาศึกษาให้ดีๆเลย สุดท้ายคุณจะต้องไม่มีกาย แต่คุณต้องเข้าใจกายอย่างสัมมาทิฏฐิ กาย คือสภาวะคู่ คำว่า กาย มีรายละเอียดอีกเยอะซึ่งไม่ง่ายเลย มันยากมาก การปฏิบัติธรรมขาดคำว่ากาย ไม่ได้ ในมิติ นัยยะ หนึ่ง ของความหมายคำว่ากาย คือภายนอก นัยยะ หนึ่งของคำว่า กาย ต้องมีภายนอกด้วย ไม่มีภายนอกไม่ได้ ไม่ใช่กาย เพราะกาย มีความหมายเป็นภาวะ 2 จะเป็น 1 ไม่ได้ เข้าใจกายคือสรีระอย่างเดียวไม่มีจิตเลยเป็นมิจฉาทิฏฐิ ปฏิบัติไม่บรรลุหรอก เพราะฉะนั้นสักายะทิฏฐิ คุณก็มิจฉาทิฏฐิแล้ว จะไปพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แต่เริ่มต้นคำว่ากาย คุณก็ผิดแล้ว ติดกระดุมเม็ดแรกผิด ไม่มีทางเลยที่จะสำเร็จจะเข้าเป้า เพราะฉะนั้นยิ่งไม่เข้าใจคำว่ากาย คำว่าจิต ที่พระพุทธเจ้าท่านกำชับกำชาให้อุปัชฌาย์สอนภิกษุบวชใหม่ให้เข้าใจนิยาม ทั้ง 5 หากคุณเข้าใจลักษณะของจิตนิยามที่เป็นพีชนิยามไม่ได้ คุณก็ต้องทุกข์ต้องสุขอยู่อย่างนั้น หรือคุณแยกจิตนิยามให้เป็นอุตุนิยามไม่ได้ คุณไม่มีทางปรินิพพานเป็นปริโยสาน ข้างนอกไม่มีทางเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะเขาอธิบาย อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วต้องประพฤติด้วยกรรมนิยาม มีการกระทำกับทรงไว้ Static กับ Dynamic คือ กรรมนิยามกับธรรมนิยาม เพราะฉะนั้นในการประพฤติ ถ้าคุณยังเข้าใจอาการของอุตุก็ยังมิจฉา อาการคืออาการทางจิต หากไม่ใช่อาการทางจิตก็เป็นอุตุ ดินน้ำไฟลม หรืออาการทางจิตที่เป็นพีชะ คือจิตคุณเป็นชีวะอยู่ แต่ไม่มีกายแล้ว ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มีแต่สัญญากับสังขาร มีแต่ 3 รูปสัญญากับสังขาร มันไม่สุขไม่ทุกข์ มันไม่มีวิญญาณมาผูกพันมีวิบากวิบากบุญไม่มี ซึ่ง ขออภัยต้องพูดอีก มันไม่มีใครอธิบายอย่างที่อาตมาอธิบายหรอกในยุคนี้ มีอาตมาอธิบายคนเดียวละมั้ง อาตมาก็ไม่ได้กว้างขวางไปศึกษาคำสอนผู้อื่นบ้าง เพราะไม่มีเวลาจริงๆ นี่ก็พยายามอ่านหนังสือพุทธธรรมของท่านประยุทธ์อยู่ทุกวัน ยังไม่ได้ครึ่งเล่ม 1 ของท่านเลย มันมี 3 เล่ม พยายามอ่านอยู่ทำงานไป ก็เข้าใจท่านมากขึ้น น่าสงสารมากขึ้น อาตมายังไม่รู้ว่าอ่านจบเล่ม 1 แล้วจะสงสารท่านขนาดไหน ก็ยังนึกไม่ออก คือ ท่านเป็นคนจริงจังกับธรรมะนะ เป็นคนน่าเคารพจริงๆ ในชีวิตนี้ท่านทุ่มเทให้กับธรรมะจริงๆ น่านับถือ น่าเคารพ น่าบูชา แต่ก็น่าสงสารท่านตรงที่ว่า ท่านจะฟังโพธิรักษ์สักนิดก็ไม่ได้ นี่ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง แต่มันต้องมีปรโตโฆษะบ้าง แล้วต้องศึกษาจริงๆว่า โยนิโสมนสิการทำอย่างไรต้องมี ปรโตโฆษะ กับ โยนิโสมนสิการ ปรโตโฆษะ ท่านไม่รับฟังอาตมา ไม่รับฟังคนอื่นเลย ท่านจึงโยนิโสมนสิการไม่เป็น โยนิโสมนสิการไม่ถูกต้อง ไม่แยบคาย ไม่ถ่องแท้ ทั้งที่ท่านทำใจในใจนะ ท่านก็ยังนั่งหลับตาทำสมาธิ สมาธิของท่านก็ยังเป็นสมาธิแบบโลกๆอยู่ แบบโลกีย์ 641018 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 14