สวดมนต์ให้ถูกตามอย่างพุทธเป็นเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.57 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สวดมนต์ให้ถูกตามอย่างพุทธเป็นเช่นไร 2 การสวดมนต์เป็นการทำลายศาสนา แต่อโศกก็ยังมีการสวดมนต์อยู่ อย่างนี้เป็นสิริมหามายาใช่หรือไม่คะ พ่อครูว่า...ใช่ การสวดมนต์เป็นการทำลายศาสนา อาตมาก็เอาพระวินัยมายืนยันที่เขาสวดกันนี้มันผิด รายละเอียดก็มีมากมาย สวดมนต์คืออะไร การสวดมนต์ก็แบ่งเป็น 2 อย่าง สวดปณามคาถากับสวดธรรมบท หรือสวดตรวจสอบกับสวดท่องจำ สังคีติกับสังคายนา สวดท่องจำคือจดจำคำสอนพระพุทธเจ้าเอาไว้ เหมือนกันท่องสูตรคูณท่องอาขยาน สมัยก่อนนี้จำเป็น เพราะไม่มีอะไรบันทึก ก็ใช้ความจำบันทึก แต่สมัยนี้ความจำเป็นก็ลดน้อยลง มีสิ่งที่ใช้บันทึกแทนได้เยอะเราก็ใช้พลังงานนั้นให้น้อยลง แต่ถ้าทำได้จำได้มันก็ง่าย ควักมาใช้ได้ทันที อาตมาก็อยากจำให้ได้มากกว่านี้ แต่ไม่เก่ง ที่จำเก่านี้ไม่ลืมไปนี่มันก็ดีแล้ว ก็ยังขอบคุณตนเอง ที่จำใหม่ไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ ก็พยายามเพิ่มสัมประสิทธิ์อยู่ เราก็ทำหน้าที่รักษาความจำเก่า แล้วเอามาขยายผลเอามาทำงาน ทั้งการเขียน การอ่าน การเอามาบริหาร อาตมาปลดเกษียณทางการบริหารแล้ว อาตมาก็มาสอนมาบรรยาย มาเขียนและพูด แค่นี้ก็ยังมีอีกเยอะเลย หากไม่ได้มาสอน อาตมาอยู่ก็บริหารร่างกายตัวเอง ไม่งั้นก็ต้องเขียน หรือก็ต้องอ่าน หาพยัญชนะหลักฐาน องค์ประกอบในการที่จะเอามาเขียน การสวดมนต์ที่เป็นการทำลายศาสนา เอาอย่างย่อ ในพระวินัยของพระพุทธเจ้าข้อที่ 21 เรื่อง มุสาวาทวรรค เรื่องการสวด การพูดนี่แหละ อันสุดท้ายเลยท่านว่า เราอนุญาต สรภัญญะ ท่านก็ไปตีความเลี่ยงบาลีว่า สรภัญญะ มีทำนองก็ได้ และข้อ 20 บอกว่า อย่าลากเสียงยาว ผิดนะข้อนี้ ห้าม ส่วนสรภัญญะ ท่านไม่ห้าม ท่านห้ามในข้อ 20 ว่า 1.อย่าใส่ทำนอง 2. อย่าลากเสียงยาว ลากเสียงยาว คือ มันเกินกว่าเสียงสระ เช่น อะ ก็ไม่ใช่อะะะะะ ไม่ได้ หรื

อ่านต่อ

อ อา...ก็ออกเสียง อาาาาาาาา ไปสองวัน ไม่ได้ อา ก็อา ไม่ต้องลากยาว รัสสระก็สั้น ก็ออกเสียงสั้นก็จบ ทีฆสระก็เสียงยาว ก็ไม่ต้องยาวมาก แต่ก็ห้ามมีทำนอง ทีนี้เราก็สวด แต่เราสวดไม่ผิด เพราะว่าไม่ได้ใส่ทำนอง และก็เพื่อเผยแพร่สาธยาย อันนี้ซับซ้อนแล้ว คนที่สามารถจะทำการสาธยายได้ ก็ทำการสาธยายธรรมมะ คุณจะสาธยายให้เป็น อุเทศ หรือนิเทศก็แล้วแต่ ก็เอามาอธิบาย การยกหัวข้อขึ้นมาก็เรียกอุเทศ ส่วนนิเทศคืออธิบายไปไม่ต้องมีหัวข้อ

การสวดมีสังสาธยายกับสังคีติ การท่องสวดรักษาไว้ โดยรักษาธรรมบท คือคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่าเอาไปท่องสวดเล่นหรือที่สำคัญคือ เอาธรรมบท หัวใจของธรรมะ กุสลาธัมมาอกุสลาธัมมา เอาไปท่องสวดหากิน..ไม่ได้ แต่ให้ท่องเอาไว้เพื่อรักษาธรรมบทเหมือนการท่องสูตรคูณท่องบทอาขยาน ท่องในหมู่คุณ (พ่อครู ไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท...เดี๋ยวนี้สวดกันเป็นแบบพระร้องเพลงเลยหาได้ทั่วไปดูในคลิป โดยไม่สนใจพระวินัย พ่อครูว่า...อโศกเราก็สวด แต่เราไม่สวดผิดวินัยหรือเอาไปหากิน ไม่สวดเป็นเดรัจฉานวิชา ไม่สวดเพื่อขลัง เราสวดเพื่อสาธยายหรือจำไว้หรือสวดตรวจสอบ สังคายนา คือวิธี เอามาสวดขึ้น 1 คน แล้วทุกองค์ก็ฟัง ต้องตรงกันหมดเลย คนนี้สวดมาคนเดียว ทุกคำทุกประโยคต้องตรงกันหมด หากมันผิดก็ทักกัน ก็ให้สวดใหม่สวดให้ตรงกัน ทุกคนยอมรับทั้งหมู่ว่าตรงกันเป็นหนึ่งเดียวไม่ผิดเพี้ยน อย่างนี้เรียกสังคายนา ส่วนสวดท่องจำก็ได้แต่ไม่ใช่สวดให้ สวดท่องเป็นอาขยาน ไม่ได้สวดให้ฆราวาสได้ยินหรือสวดเพื่อขลัง สวดเป็นหมู่ การสวดสังคีตะ จะไม่ให้ฆราวาสได้ยิน เขาก็คิดกันว่าน่าจะศักดิ์สิทธิ์เราน่าจะเอามาใช้เป็นน้ำมนต์ ก็บ้าบอเป็นพวกเดรัจฉานวิชาอยู่ในจิตคนมันเป็นจริงๆ แม้แต่นะโมตัสสะมันยังเอาไปใช้เลย ก็จริง มันเป็นอุปาทาน อะไรก็เอามาทั้งนั้น เป็นอุปาทานซ้อน ทำให้เกิดติดยึดอุปาทาน ขลัง แล้วเป็นจริงได้ด้วย เพราะสมมุติ อุปาทานเป็นพลังงานซับซ้อนสิ่งที่ไม่เป็นจริงก็เกิดจริงได้เพราะว่าอุปาทานนี่แหละโลกจึงเดือดร้อน รสอร่อยมีจริงไหม ...ไม่มี พวกคุณตอบเองได้ แต่ข้างนอกเขาจะบอกว่า รสอร่อยไม่มีมันจะเป็นไปได้อย่างไร ทำให้รสอร่อยหมดไป ได้อย่างไร เขาไม่เชื่อหรอก มันทำได้ด้วยหรือ เขามีแต่จะอร่อยมากยิ่งขึ้น อร่อยมากเรื่องยิ่งขึ้น ชีวิตก็ โอ้โห อร่อยมากขึ้น มีอร่อยใหม่มาเสนอ เท่านั้นเอง มันคนละเรื่องกัน โลกมันเข้าใจคนละเรื่องเป็นการทวนกระแสคนละอัน เขาก็ไม่มีหมดหรอก มีแต่หอบ ใส่เก๊ะลิ้นชักอนุสัยไว้ไม่รู้กี่ชาติ คุณก็ไม่มีนิพพาน แต่พวกเราเข้าใจแล้วนิพพานทุกอย่างมันเป็นสมมุติ เรามาอาศัยกันและกันเท่านั้น เมื่อเข้าใจแล้วหมดทุกอย่าง ก็ไม่ต้องอาศัยกันและกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะอยู่ เราก็อยู่อย่างมีประโยชน์ต่อคนอื่น ส่วนเรานั้น ไม่ลิ้มไม่เล็มแอบเสพ อยู่กลางๆ รู้ความจริงตามความเป็นจริงคือ 1 สิ่งที่มีคือ 1 เสร็จแล้วแล้วก็วางคือ 0 แต่ถ้าสูญมากมันก็ลืม อ้าวก็จำไว้บ้าง มันก็เลยเหมือนสิริมหามายา แล้วจะจำไว้หรือจะลืม ถ้าเราจะยังอยู่ อย่างเช่นอาตมาเป็นโพธิสัตว์ยังไม่ทิ้งหมดต้องจำให้ได้มากๆด้วย แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นอาตมารู้แล้ว ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เป็นเรื่องที่เราจะต้องเป็นของถาวรนิรันดร เป็นสิ่งที่สุดท้ายคุณก็ต้องวางหมด ทิ้งหมด มันไม่มีอะไร อนัตตา มันสูญไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนมันกระจายหมด นี่เป็นความซับซ้อน หากมีต้องแข็งแรงอย่างเร็วอย่างกว้างอย่างมากด้วย มันต้องมี มีให้มาก หมดให้หมด ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว ภาษามันมีแค่นั้น

630814_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทำ 1 และ ทำ 0 ได้ คือมีให้มาก-หมดให้หมด

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน