คนวรรณะ 9 เป็นคนรวยที่จน เป็นคนจนที่รวย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข15 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

คนวรรณะ 9 เป็นคนรวยที่จน เป็นคนจนที่รวย สัจจะต่างๆพวกนี้อาตมาพาพวกเรามา อาตมายังอุ่นใจตรงที่ว่าอาตมายังได้พาพวกเรา ปฏิบัติธรรมเป็นไปเพื่อความละหน่าย คลาย ปฏิบัติตนให้มาเป็นคนจน ซึ่งมันไม่มีหรอกในโลกไหนที่ใครจะมาสอนให้เป็นคนจน เศรษฐศาสตร์แบบคนจน ไม่มี ไม่มีใครมาสอนเรื่องนี้แบบนี้ ทีนี้ศาสนาพระพุทธเจ้านี้สอนคนให้มาเป็นคนจน แล้วอาตมาก็ยืนยันว่า ผู้ที่เข้าใจและรู้จักความจนนี้ แล้วก็เห็นดีเห็นงามว่าคนจะต้องมีชีวิตมาเป็นคนจน คนนี้เป็นคนที่มีโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้น ชาวพุทธที่สัมมาทิฏฐิ จะไม่กลัวความจน เพราะจะมีปัญญา จะรู้ว่า ความจนนี้ดีนะ คนมีทิฏฐิ มีความเห็นความเข้าใจว่าต้องมาจนนี่ดี เป็นทิศทางที่ถูกต้องแล้วในการมีชีวิตมาจน ซึ่งอาตมาพยายามอธิบายยกตัวอย่าง อย่างสมบูรณ์แบบ แต่คนก็ไม่ฉุกคิด อาตมาอธิบายอะไร อาตมาอธิบายว่า พระพุทธเจ้านี้เกิดมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีสมบัติพัสถานมากมาย พอท่านรู้ตัวปั๊บ ท่านก็ทิ้งมาหมดเลย มาเป็นคนจนหมดเนื้อหมดตัว ไอ้เรื่องโลกียะ ลาภทรัพย์ศฤงคารอะไร ท่านทิ้งหมด รองเท้าทองก็ทิ้ง เสื้อผ้าหน้าแพรก็ทิ้งอันเก่ามานุ่งห่มผ้าบังสุกุลทันทีเลย มาเป็นคนจนทันทีเลย หรืออาตมาก็เหมือนกันในชีวิตปัจจุบันนี้ อาตมาก็เลิก ทิ้งสมบัติทางโลกมาก็มาเป็นคนจนเหมือนกัน ไม่ได้เอาไว้ ไม่ได้มีจะต้องเอาไว้อาศัย จะต้องส่งเสริมศาสนาต้องอาศัยสิ ทรัพย์ศฤงคารเงินทองต้องอาศัย ไม่อย่างนั้นจะเอาอะไรมาทำงาน ก็อาตมาก็ทำงานได้ ไม่มีเงินก็ทำมาได้ทุกวันนี้ แต่เขาก็จะบอกว่า นี่ไง มันมาจน ทำไมมันมีอะไรต่ออะไรเยอะ ก็คนเขามาสร้างให้จนต้องห้ามว่าอย่าให้มันมากนะ อะไรเกินเราก็ไม่เอา มันก็มีอะไรต่างๆที่อาตมายืนยัน แม้แต่ที่สุด มีกติกาที่จะให้มาบริจาค ก็ไม่ใช่บริจาคง่ายๆก็เอามาจากเลือดปูนี่แหละ เงินคนจน

อ่านต่อ

นี่แหละ และเมื่อเราทำกันจนกระทั่งจิตมีปัญญาเข้าใจเห็นดีว่า มาจนนี่มันหมด มันปลงภาระ มันปลงวาง มันปลดปล่อยออกไปจากตัวตน จนกระทั่งไม่ต้องสะสม ไม่ต้องกอบโกยอะไร อย่างพวกเรานี้อาตมาพูด อาตมาเชื่อว่า พวกเราเข้าใจ เพราะพวกเราทำได้บ้างแล้ว หลายคนก็อยู่กันอย่างมีชีวิตอยู่ในสังคมพวกเราสาธารณโภคี มันยืนยันได้เลย เป็นสังคมสาราณียธรรม 6 มีลาภโดยธรรม แล้วเอามารวมกันเป็นส่วนกลาง กินใช้ร่วมกัน มีบ้างไม่มีบ้าง ขาดเหลืออะไรก็เอากองกลาง ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เดือดร้อนใจ เรียกว่าศีลสมบูรณ์แบบ ศีลที่ไม่สะสม ศีลข้อไม่สะสมแล้ว เราถึงขั้นไม่สะสม แล้วก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่เกิด อวิปฏิสาร อานิสงส์ของศีลข้อที่ 1 อานิสงส์ของการมีศีล คือจิตมันไม่มี อวิปฏิสาร มันไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจ ศีลข้อคุณไม่สะสมแล้ว คุณก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ก็ใช้ตามมีตามได้ ไม่มีก็ไม่ใช้ พูดอย่างนี้แล้วพวกเราหลายคนอยู่ในที่นี้จะเข้าใจเลยว่า ใช่ เรามีความเป็นอันนี้ก็อยู่ในนี้ หลายคนก็อยู่กันมา 10 ปี 20 ปี 30 ปี 40 ปี ก็รู้สึกว่าจริงนะ เราก็อยู่อย่างนี้ไป มีก็ใช้ ไม่มีก็ไม่ได้ใช้ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร เพราะเราไม่สะสมแล้ว อปจยะ ไม่สะสมแล้ว แล้วก็มีชีวิตอยู่อย่างไม่สะสมนี่แหละ แล้วก็ใช้ตามที่ สาธารณโภคี ให้ใช้ นี่ก็อธิบายสภาวธรรมที่สังคมเรามี และพิสูจน์ยืนยันว่านี่เป็นสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่พิสูจน์มีแต่ตรรกะ มีแต่การคิดตามพยัญชนะ ตามความหมาย แต่นี่เป็นความเป็นจริง ที่ชีวิตคุณเป็นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ คตะ คโต ไปกับสิ่งเหล่านี้ ดำเนินไปกับสิ่งเหล่านี้จริงๆ อธิบายตามธรรมะพระพุทธเจ้าว่า คุณมีศีลข้อนี้ ถึงขั้นไม่สะสม และเมื่อไม่สะสมแล้วเป็นยังไง คุณก็อยู่ได้สบาย 10 ปี 20 ปีก็ไม่ได้สะสมเงินทองอะไร ตามมีตามได้ ก็ใช้ส่วนกลางไป ดีไม่ดีไม่ได้มาสะสม เอาส่วนกลางมาใช้ เหลือก็คืนเขา แล้วก็อยู่อย่างที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ จะใช้เมื่อไหร่ก็ไปขอเบิกเขาใช้ อย่างชีวิตพวกเรามีกัน นี่เป็นสังคมที่มันมีของจริงยืนยัน อธิบายได้แล้วก็เข้าใจง่ายสำหรับผู้ที่อยู่ในสภาวะที่ร่วม คุณไม่ร่วม คุณอยู่ข้างนอกคุณก็ฟัง มันมีด้วยหรือสังคมแบบนี้ สังคมที่มีเงินกองกลาง ที่ปฐมอโศกจะซื้อที่ดิน 40 ล้านเกือบ 50 ล้าน ก็เลยบอกว่าจะซื้อ จ่ายเงินสดด้วยนะ เขาก็บอกว่า โอ้โห.. ปฐมอโศกจะซื้อที่ดินเป็นที่ดินติดโรงปุ๋ยเข้าไปทางในเมือง ซื้อเขา 40-50 ล้านต้องซื้อ แล้วก็จะจ่ายเงินสด เขาก็บอกว่าโอ้โห…เอาเงินสดที่ไหนมาจ่าย เราก็บอกว่าไปกู้เขามาไม่ได้เสียดอก เขาก็บอกว่า มีด้วยหรือกู้ไม่เสียดอก กู้มา 40-50 ล้านไม่เสียดอก มีด้วยเหรอ เราก็บอกว่าก็มี เรากู้มาไม่ได้เสียดอกอะไร นี่เป็นสังคมที่คนข้างนอกเขาเข้าใจเราไม่ได้ มีหรือสังคมกู้เงินมา 40-50 ล้านไม่เสียดอก อย่างนี้เป็นต้น นี่พวกเราก็ทำไปตามประสา คนเข้าใจไม่ได้ว่าทำไมมันร่ำมันรวย มันมีสมบัติพัสถาน มีที่ดิน มีเครื่องใช้ไม้สอย มีอะไรต่ออะไร มีโรงเรือน มีโน่นมีนี่อะไรต่างๆนานา ซึ่งเราปฏิบัติตามธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วทั้งนั้น คนมีวรรณะ 9 เป็นคนรวยที่จน เป็นคนจนที่รวย ไม่ได้เล่นลิ้นเล่นคำอะไรนะ ไม่ได้เล่นคารมโวหารอะไร แต่มันเป็นเรื่องจริง มันเป็นสัจจะที่ลึกซึ้งมากเลย เป็นธรรมะ 2 ใน 1 1 ใน 2 ได้ จิตของคนที่ไม่ต้องการแล้ว ไม่อยากได้หรือถึงขั้นจิตไม่สะสม นี่คือคนรวยเต็ม เป็นคนรวยเต็ม 0 รวยเต็มที่เลย แต่คนยังอยากได้อยู่ มีเงินหมื่นล้าน แสนล้าน ก็ยังตะกละตะกลาม ไม่ให้ใครมาเอาไปเลย ใครจะเอาไปต้องมีผลได้ต้องมี ดอกเบี้ย ต้องมีปันผลอย่างโน้นอย่างนี้ต่างๆนานา นั่นคือคนจนไม่เสร็จ จนไม่จบ คุณจะมีแสนล้านก็ตาม จนไม่จบคนพวกนี้ ตายไปคุณก็ยังเป็นคนจน คุณไม่รู้จักพอ วรรณะ 9 ของคุณไม่มีเลย เพราะฉะนั้นชีวิตของคนที่มีมากๆก็จะต้องมีอะไรมาบริการตนเอง บำเรอตัวเอง เป็นคนเลี้ยงยาก ไม่ใช่เลี้ยงง่าย เพราะฉะนั้นคนพวกนี้อธิบายธรรมะยังไงยังไงก็ ทุโปสะ ไม่เจริญง่าย เอาธรรมะโลกุตระมาพูดไม่มีกระดิกหูหรอก อวรรณะ บำรุงไม่ขึ้น ไม่เป็นสุโปสะ ทุโปสะตลอด เพราะเขาไม่มักน้อย เขาไม่กล้าที่จะจน เขาจะต้องมาก เขาจะต้อง มหัปปิจฉะ เขาจะต้องมาก เขาจะต้องรวย เพราะฉะนั้นยิ่งไปใจสันโดษใจพอ ไม่มีพอ ไม่พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ คนพวกนี้ไม่พึงพอใจหรอก จะต้องตะกละ จะต้องเอาอีกจะต้องเอาอีก ไม่สันโดษไม่พอ เพราะฉะนั้นคนพวกนี้ไม่มีทางขัดเกลากิเลสเลย อสัลเลขะ จะไม่ขึ้นขีดมาพวกวรรณะนี้เลย เขาจะมีแต่แค่เลี้ยงยากบำรุงยาก ทุโปสะ มักมาก อสัตุฏฐิ ไม่มีใจพอ จากนั้นอีก ข้อที่ 5 ข้อที่ 6 ก็คือ เป็นคนขี้เกียจ โกสัชชะ สังคณิกา มีแต่กอบโกยเป็นคณะ เป็นกองประกอบ แต่เขาก็ไปแปลว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ที่จริงก็ไม่คลุกคลีด้วยกิเลส อสังคณิกะ นี่เป็นพวกไม่มีวรรณะ เป็นอวรรณะ 6 1. เลี้ยงยาก (ทุพภระ) 2. บำรุงยาก (ทุปโปสะ) 3. มักมาก (มหัปปิจฉะ) 4. ไม่รู้จักพอ (อสันตุฏฐิ) 5. เกียจคร้าน (โกสัชชะ) 6. คลุกคลีหมู่คณะ(คลุกกองกิเลส) (สังคณิกา) (พตปฎ. เล่ม1 ข้อ 20) ตรงข้ามกับ วรรณะ 9

นี่พวกอวรรณะ พวกคนชั้นต่ำ เพราะฉะนั้นคนรวยคนสะสมมากมายคือคนชั้นต่ำ คนเกียจคร้านนั้นเป็นคนชั้นต่ำนั้นรู้ง่าย คนมักมากกับคนที่มีความกระตือรือร้น มีความพากเพียร ขยันหมั่นเพียร มันไม่เหมือนกัน มักมากนี่ ทำแล้วต้องการเอามากๆ แต่คนขยันพากเพียร ทำงานกระตือรือร้นขวนขวาย สร้างสรรค์แต่ไม่ได้มาสะสม ไม่ได้ไปต้องการที่จะกอบโกย ทำแล้วก็สร้างสรรค์เหมือนอย่างพวกเรา คนที่ขยันก็ขยัน คนที่ขยันบ้างไม่ขยันบ้างก็ทำไปประมาณนั้น คนที่ขี้เกียจก็แฝงอยู่กับเพื่อนไป เกาะเพื่อนกินไป ได้บาปได้อกุศลติดตัวไป กรรมเป็นอันทำนะ อาตมาขอเตือน พวกที่กินแรงกินเรี่ยวของคนที่สูง คนเจริญ ก็ยิ่งบาปมีค่าสูง ราคาของบาปสูงกว่ากินแรงของคนที่เขาจิตไม่สูง คนกินแรงของคนจิตสูงจิตเจริญเป็นอาริยะ บาปราคาก็แพงขึ้น อาตมาก็ขอเตือนให้สติพวกเรา เพราะฉะนั้นมาอยู่ที่นี่ถ้าขี้เกียจแล้วก็รู้จักหลบเลี่ยง อยู่ได้อยู่ตรงนี้ไปแต่คุณก็สะสมหนี้บาป ระวังกรรมเป็นอันทำ ที่อาตมาพูดไม่ได้ไปว่าใคร ถ้าใครเป็นอย่างที่อาตมาว่า คุณก็ต้องเป็นอย่างที่คุณทำ กรรมเป็นอันทำ คุณทำอย่างไรก็เป็นกุศลหรืออกุศล มันก็เป็นของคุณ เพราะฉะนั้นต้องพยายามพากเพียรศึกษาเรียนรู้ อาตมาทุกวันนี้ เรี่ยวแรงก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ก็ฝืนตัวเองไป นี่ก็ลดลงมา สอนเทศน์อาทิตย์หนึ่ง 2 วัน วันอังคารกับวันศุกร์ อีกหน่อยก็คงลดเหลือวันเดียว สอนแต่วันพฤหัสบดีวันเดียวหรือไง มันได้แค่นั้นก็แค่นั้น ก็เป็นไป อาตมาก็พยายามอยู่นะ ไม่ใช่อาตมาขี้เกียจ อาตมาไม่ใช่คนขี้เกียจ แต่ว่ามันจำนนต่อความเป็นจริง สังขารมันไม่ให้ แต่ก่อนนี้มันก็ไม่ค่อยไอเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้อาการมันมากขึ้นทุกวัน มันบำบัดไม่ได้มันเป็นวิบากของอาตมา อาตมาก็ทนทู่ซี้ไป ทนมันไปเรื่อยๆ นี่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นี่ก็มีคนออกความเห็นมาว่าอยากจะเอามณีแดง กับสเต็มเซลล์ เอ็นโดจีนัสสเต็มเซลล์ จะเอามาช่วยอาตมาก็ว่าโอ้ เอามันจะช่วยได้จริงหรือ ก็ดี เป็นมณีแดงหรืออินโดจีนัสสเต็มเซลล์ อาตมาก็ไม่รู้เรื่องหรอก มีคนเขาพูดก็บอกมา เขาเป็นพยาบาลเขาก็รู้เรื่อง คุณใบฟ้าก็ดูมา แอบหวังอยู่ว่าจะมีพวกนี้มาช่วย อาตมาฟังดูก็เข้าทีถ้าเป็นไปได้ก็ดี มันจะช่วยได้ง่ายๆหรือ ก็ว่าไป เราก็ไม่รู้ได้หรอกว่าจะได้หรือไม่ได้ อาตมาได้พยายามที่จะพูดถึงเรื่องคำว่า ความจน ชาวพุทธที่มีปัญญาเต็มที่แล้วไม่กลัวความจน กล้าจน อัปปิจฉะ เป็นคนมีน้อยๆไม่ต้องการมีมากๆ การที่สอนให้คนในสังคมเป็นคนไม่มีมากๆ อย่าไปสะสมมากๆมาเป็นคนจนนี้ มันเป็นการสร้างเศรษฐกิจให้แก่สังคม พวกเราเป็นคนที่ช่วยประเทศชาติด้วยการมาเป็นคนจน พวกมาเป็นคนจนคือพวกที่สร้างเศรษฐกิจสังคม ให้แก่ประเทศชาติ พวกที่ไปเป็นคนรวยนั้นคือพวกที่ไปทำลายเศรษฐกิจสังคมของประเทศชาติ คือเขามองตื้น เขามองไม่ลึกหรอก เขานึกว่าคนรวยนี่จะเป็นคนที่ มีก้อนเงินมาหมุนทำให้เกิดสะพัด จริงสิ มันก็เกิดสะพัด แล้วสะพัดแล้วได้อยู่ที่ใคร มันก็ได้อยู่ที่นายทุนนั่นแหละ มันก็กอบโกยไปอยู่ที่นายทุนนั่นแหละ มันไม่ได้เป็นของส่วนใคร มันไม่ได้สะพัดจริง เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจต้องสะพัด ซึ่งมันไม่ได้สะพัด ลีลาของการสะพัดของนายทุนนั้น มันออกทุนไป 5 มันจะต้องได้คืนมา 10, 20 ยิ่งเก่ง เป็นอย่างนั้น แล้วคนก็ไปมองตื้นๆแล้วก็นึกว่าเป็นการเจริญ บอกว่าเป็น GDP อะไรนี่ ซึ่งอาตมาวิจัยวิจารณ์แล้วว่ามันไม่ใช่ความเจริญทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเศรษฐศาสตร์โลกุตระแบบที่อาตมาพูดนี่ มันไม่มีในสังคมโลก มหาวิทยาลัยไหนก็ไม่ได้เรียน มีเรียนอยู่ที่สันติอโศกหรือชาวอโศกเท่านั้น ที่เรียนเศรษฐศาสตร์บทนี้ ทฤษฎีสำคัญนี้ แล้วก็ปฏิบัติได้จริงด้วย มาเป็นคนจนได้จริงด้วย สำเร็จด้วย จึงเป็นคนช่วยสังคมประเทศชาติอยู่ พวกคนที่ไปรวย รวย ไม่ต้องเอาเงินต่างประเทศ เอาเงินอยู่ในประเทศ คุณก็กอบโกยเอาเปรียบส่วนรวม ยิ่งคุณไปเอาของประเทศอื่นมาอีก โอ้โห..คุณไประราน โลภโมโทสัน ออกไปอาละวาดข้างนอกเขาอีก ประเทศที่จะช่วยคนได้คือ ประเทศเศรษฐกิจดีนั่นคือ 1. ช่วยตนเองรอด 2. มีส่วนที่จะสะพัดให้คนอื่นได้ ในตัวเราเองก็ช่วยตัวเองหรือพึ่งกินพึ่งใช้พึ่งอยู่ได้พอ สะพัดไปช่วยคนอื่นได้ นั่นคือคนเศรษฐกิจดี คนจนที่ช่วยคนอื่นได้ สะพัดไปช่วยคนอื่นได้ นั่นคือคนที่เศรษฐกิจดี คนรวยที่สะพัดออกให้คนอื่นแบบที่เรียกว่า “อุจจาระไม่ให้สุนัขรับประทาน” พวกนี้พวกไม่มีประโยชน์คุณค่าในสังคมโลกเลย แต่คนมองเศรษฐศาสตร์ มองเศรษฐกิจที่ละเอียดลึกซึ้งพวกนี้ไม่ออก เมืองไทยมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เรียกว่าโพธิสัตว์เจ้า เป็นผู้ที่ตรัสว่าต้องมาเอาแบบคนจน มาขาดทุน นี่คือเศรษฐศาสตร์ที่เจริญ เศรษฐศาสตร์ที่ประเทศไทย ในหลวงเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประเทศไทย ตรัสในที่สาธารณะไม่ได้ไปตรัสมุบๆมิบๆอะไร ประกาศจริงๆเลย ต้องเอาแบบคนจน แต่ท่านก็ในฐานะของท่าน ท่านก็แสดงได้เท่านั้น แต่อาตมานี่ ไม่แสดงเท่านั้น อาตมาพาทำเลย จนมีความสำเร็จให้คนมาเป็นคนจนได้จริง ไม่เป็นคนที่สะสม แล้วอาตมาก็ขอยืนยันว่า พวกเรานี่เป็นพวกที่เจริญทางเศรษฐกิจ เจริญยังไง ก็เป็นคนจนสำเร็จ แล้วมาเป็นคนขายขาดทุนได้ด้วยคือกำไรของเรา จริงไหม ไม่ได้พูดปากเปล่า ไม่ได้พูดเล่นวาทะคารมให้โก้ๆ แต่ทำจริง เข้าใจจริงแล้วก็เป็นของจริงทำได้ แล้วเราก็สบาย อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ ยิ่งๆขึ้น นี่คือสัจจะที่สุดยอด พูดไปพูดมาก็เวลาหมดแล้ว 660714 คนวรรณะ 9 เป็นคนรวยที่จน เป็นคนจนที่รวย พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน