การทำจิตให้เป็น อุตุนิยาม พีชะ ตอนมีชีวิตเป็นๆ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข15 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

การทำจิตให้เป็น อุตุนิยาม พีชะ ตอนมีชีวิตเป็นๆ ที่ค้างไว้เมื่อกี้นี้คือเรื่อง การทำจิตให้เป็น อุตุนิยาม พีชะ ตอนเป็นๆ อันนี้แหละเป็นหัวใจเลยนะ เป็นหัวใจของศาสนาพุทธเลย อาตมาก็เคยย้ำตรงนี้เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ ตรงที่ ทำจิตให้เป็นอุตุ ทำจิตให้เป็น พีชะ ถ้าทำจิตให้เป็นอุตุในขณะตอนเป็นๆ อุตุเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม อุตุนิยามเป็นมหาภูต ส่วนพีชะเป็นภูตคาม แล้วก็สูงขึ้นไปเป็น ปาณะ เป็นเจตภูต จนเป็นเจริญเป็นสัตตะ ก็เป็นจิตนิยาม อาตมาเคยได้แจกแจง ภูต ตามนี้บ้างแล้ว มหาภูตเป็นดินน้ำไฟลม ความเข้าใจของคน แล้วก็ทำใจในใจ มนสิกโรติ หรือเต็มๆก็คือ การทำใจในใจก็คือมนสิการ ผู้ทำใจในใจของตนเป็น หรือทำใจในใจของตนได้ เช่นที่ถามมา ทำใจในใจของตนมีให้มีลักษณะเป็นอุตุ เป็นดินน้ำไฟลม เขาบอกว่าเขาเข้าใจเรื่อง พีชะ เป็นพืช พืชมันเป็นชีวิตแล้ว ชีวะแล้ว แต่เป็นชีวะที่ มีเจตสิกไม่ครบ มีขันธ์ไม่ครบ พืชมีแค่ สัญญากับสังขารขันธ์ มีรูป ไม่มีเวทนาขันธ์ ไม่มีวิญญาณขันธ์ ส่วนจิตเป็นสัตว์ขึ้นไปแล้ว มีครบขันธ์ 5 มีทั้งเวทนาขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ผู้ที่ไม่มีเวทนาก็ไม่มีความรู้สึกทุกข์สุข (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... วันนี้พ่อครูอธิบายจิตวิญญาณ ให้ทำใจอย่างไรเป็นพีชะ คือพืช พืชก็มีแค่สัญญากับสังขาร แต่ไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา ไม่มีความรู้สึก แต่มันก็ปรุงแต่งไปตามที่มันจำได้ อินทผาลัมก็ออกเป็นลูกอย่างนี้เล็กๆ ส้มโอก็ออกลูกใหญ่ๆ มะพร้าวก็ลูกเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครไปสามารถบังคับให้มะพร้าวออกลูกเป็นอินทผาลัมได้ มันก็เป็นธรรมชาติของมันตามที่มันจำได้ มันก็เป็นอย่างนั้น พ่อครูว่า... มาอธิบายต่อ อธิบายกันให้ละเอียดขึ้นไปอีก การแยกกาย แยกจิต ในธรรมนิยาม 5 ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเป็นธรรมวินัยเลย ให้อ

อ่านต่อ

ุปัชฌาย์จะต้องอธิบายแยกกายแยกจิตกับผู้ที่มาบวช เพราะถ้าผู้ที่มาบวชแล้วเข้าใจการแยกกายแยกจิตในธรรมนิยาม 5 ไม่สัมมาทิฏฐิ ยังไม่รู้เรื่องนี้ บวชไปก็สูญเปล่า ไม่มีทางที่จะได้ประโยชน์จากการบวช เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ทุกวันนี้โลกุตรธรรมพวกนี้มันเสื่อมจนเขาไม่เห็นความสำคัญ และก็ดูเหมือนจะไม่มีความรู้เรื่องนี้กันแล้วด้วย นี่อาตมาพูดความจริง ไม่มีความรู้เรื่องนี้กันอย่างชัดเจน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วก็มาสรุปกันให้เข้าใจว่าอันนี้เป็นกรรมฐาน 5 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้ศึกษาจาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็พูดกันอยู่ว่าเป็นกรรมฐาน 5 ให้พิจารณา อ่านสัจจะ กาย จิต ที่จะแยกกายจิต จาก 5 อย่างนี้ จากผมก็ได้ จากขนก็ได้ จากเล็บก็ได้ ฟันก็ได้ หนังก็ได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง อาตมาก็ชอบที่จะเอาเล็บ เพราะผมก็ดี ขนก็ดี ฟันก็ดี ยิ่งหนัง ยิ่งผิวหนังยิ่งยากใหญ่ ก็เอาเล็บนี่แหละเป็นตัวสำคัญที่จะทำให้รู้จัก เล็บคือ นขา อธิบายให้รู้ว่าแยกกายแยกจิต เมื่อใดมันเป็นกาย เมื่อใดมันเป็นจิต เมื่อใดมันไม่เป็นกาย มันเป็นแต่จิต หรือเมื่อใดมันไม่เป็นจิต มันเป็นแต่กาย ต้องรู้ชัดเจน ต้องรู้ชัดเจนสลับเลย ถ้าเข้าใจนี้ไม่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิด้วยพยัญชนะ ด้วยเหตุผล ด้วยตรรกะ แล้วไปปฏิบัติจริงให้มันตรงนี้ไม่ได้ คนผู้นั้นไม่บรรลุอรหันต์ จิตที่สามารถทำจิตของตนเองนี่แหละให้มีความรู้และมีความรู้สึก ความรู้คือปัญญา โดยใช้สัญญากำหนดรู้อาการเมื่อมีกระทบสัมผัส แล้วเกิดสภาวะมีเวทนาหรือไม่มีเวทนา หรือมีเวทนาแล้วมีความรู้สึกสุขทุกข์ มีความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ นี่แหละคือกรรมฐานแท้ของศาสนาพุทธ พวกที่ไปนั่งหลับตาแล้วใช้กสิณ 40 แล้วก็จ้องสะกดจิตทั้งนั้นแหละ เป็นเครื่องประกอบ เป็นวิธีสะกดจิตโดยอาศัยดินน้ำไฟลม อาศัยอะไรต่างๆนานา กสิณ 40 อาตมาไม่ได้จำทั้งหมด เป็นเครื่องที่จะจดจ่อเหมือนนักสะกดจิต ให้เอาจิตไปจดจ่อไว้ที่อันนั้นๆ มันเป็นสมถะเป็นเรื่องนอกรีตไม่ใช่เรื่องของพุทธเลย แล้วเขาก็เอามาเรียนกันมากมาย ผู้เข้าใจไม่ได้ก็ทำตามคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพุทธโกศาจารย์ก็เก็บมาได้ 40 ข้อ แล้วก็มาเรียนกันเหมือนพระป่าทั้งหลายแหล่ที่เรียนกันเป็นเรื่องนอกรีตหมด พระป่า ขออภัยอาตมาที่พูดนี้ไม่ได้ไปว่าแต่พูดความจริง อาตมาไม่ได้ไปว่าใคร อาตมาพูดสัจธรรม ความเห็น แสดงความเห็นต่อธรรมะ ผิดคำว่าผิด ถูกก็ว่าถูก วิจัยวิจารณ์ธรรมะ ไม่ได้ไปเจตนาจะละลาบละล้วงคน แต่คนที่ได้ปฏิบัติผิดมันก็ต้องเกี่ยวพันกัน เพราะต้องมีการปฏิบัติของคนๆนั้น เพราะฉะนั้นฟังธรรมะก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นในคนมาก เราจะเคารพนับถือก็จริงอยู่ แต่เราฟังธรรมเอาเนื้อธรรมะเข้าไปให้ดีๆ แล้วเราก็จะได้เข้าใจธรรมะในธรรมะอย่างชัดเจน ฟังอีกทีหนึ่ง เล็บของคุณ เล็บที่คุณยังติดอยู่กับประสาท คุณกระทบกระแทกเข้าไปหรือเอามีดบาดเข้าไปถึงเล็บที่มีประสาท คุณก็จะเจ็บ นั่นคือความรู้สึก คือเวทนาที่เป็นเวทนาแท้คือเจ็บ เจ็บตัวนั้นคือ จิตนิยาม เป็นเวทนาที่รู้สึกตามความเป็นจริง ถ้าคุณเจ็บแล้ว คุณก็รู้ความเจ็บด้วยความไม่ชอบหรือชอบ ไม่มี นั่นคือคุณรู้ความจริงตามความเป็นจริง อย่างพระอรหันต์รู้ความเจ็บ แต่ท่านไม่ได้มีความชอบความชัง ไม่มีผลักไม่มีดูด มันเจ็บเราไม่สมควรจะอยู่กับความเจ็บ มันเป็นอาการที่ทุกรกิริยา ก็อย่าไปทำให้มันเจ็บ ก็หนีออกมาจากอาการเจ็บนั้น เช่น ไฟมันทำให้ผิวหนังร้อนก็อย่าไปจับมัน ไม่ใช่พระอรหันต์ก็บอกว่าจับไฟแล้วก็ไม่รู้สึก จับไฟแล้วก็ไม่ไหม้ อย่างนั้นไม่เกี่ยวกับอรหันต์เลย เป็นเรื่องอุปาทานชนิดหนึ่ง เป็นได้นะสำหรับคนที่ฝึกดีๆ จับไฟแล้วมันไม่ไหม้ ฝึกได้เป็นสมถะที่เรียกว่า อิทธิปาฏิหาริย์อะไรก็ได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธ เป็นเรื่องของพลังงานทางจิต ไม่ใช่ว่ามันไม่มี อาตมาเคยเล่นมาด้วยพวกนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจอันนี้ แยกได้ว่า อาการรู้สึกนี้ เล็บที่มันยาวออกมาจากประสาท เมื่อกี้ประสาทอธิบายไปแล้วว่ามันเป็นความรู้สึกเจ็บ เป็นเวทนา มีเวทนาเป็นจิตนิยาม ส่วนที่เป็นชีวะอยู่เหมือนกัน เล็บของเราที่ยาวออกพ้นจากประสาท มันไม่ติดกับประสาทแล้วมันพ้นออกไปเป็นชีวะ ไอ้ที่พ้นออกมานี่แหละไม่ติดประสาทแล้ว เป็นชีวะอยู่ อันนี้แหละเป็นพืช ไม่มีเวทนาแล้ว ไม่มีความรู้สึกไม่รู้สึกเจ็บ ไม่รู้สึกอะไรแล้ว เฉยๆ อย่างคนผมยาว คนมาจับปลายผมเรา ไม่กระตุกไปถึงประสาทไม่ดึงไปถึงผิวหนังเส้นประสาท เขาจะจับผมหรือจะตัดออกไปเราก็ไม่รู้สึกตัว เจ้าของเจ้าตัวก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะฉะนั้นคนตัดผมก็ตัดไปสิ จะหั่นจะซอยอย่างไรก็ไม่เจ็บอะไร เพราะมันไม่มีความรู้สึก มันเป็นชีวะ ถ้าตัดขาดออกไปแล้วส่วนที่ขาดออกไปไม่มีชีวะแล้วก็เป็นอุตุ เป็นดินน้ำไฟลม พืชก็ไม่เป็นแล้ว ถ้าตัดออกไปแล้วก็เป็นอุตุ ถ้ายังอยู่ก็เป็นพืชได้ เข้าไปอีกถึงประสาทก็เป็นจิต ซึ่งเกิดด้วยกรรมกับธรรมะทีนี้ เราก็มาปฏิบัติประพฤติใจในใจของเราให้เป็นเช่นนี้ได้ อย่างที่คุณถามมาว่า มันจะทำอุตุได้ขณะที่ชีวิตเป็นๆได้ไง ส่วนที่ทำเป็นพืชเข้าใจอยู่ ถ้าทำเป็นพืชก็คือมันทำความรู้สึก รู้สึกไม่เจ็บ ทำให้จิตเป็น พีชะ เหมือนกับเล็บผมที่มันยาว จะตัดจะทุบมันก็ไม่รู้สึกแล้ว เป็นพีชะ นั่นแหละคนที่ทำจิตอย่างนี้ได้ เป็นคนที่ไม่ทุกข์ ไม่สุข ไม่ผลักไม่ดูด เป็นฐานของพระอรหันต์ ที่ทำได้ ยิ่งทำให้เป็นอุตุได้เลยจะยิ่งรู้ครบ ว่าอ๋อ…จิตที่เราทำให้เป็นอุตุได้ เช่นในสิ่งที่เราเกี่ยวข้อง ตา กระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส ลิ้นนี้ยากจะอธิบายหน่อย โผฏฐัพพะกระทบภายนอก อธิบายตรงที่ 1. ตาเห็นรูป 2. หูได้ยินเสียง ตาเราเห็น เราเห็นสิ่งที่มันปรุงแต่งกันอยู่ เขาก็สนุกสนาน เขาก็มีความเอร็ดอร่อย เขาก็มี โอ้โห… มีความยึดถือ ไม่ชอบใจก็ตาม ชอบใจก็ตาม เขาก็เป็นกันเต็มที่ ชอบใจ รัก ชอบ ผูกพันกันอย่างรุนแรงจีจ๋ากัน จนกระทั่งถึงขั้นหวงแหนแก่งแย่ง ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ถึงขนาดนั้นก็ตาม ก็คือเขาทำเอง เช่น ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ทีนี้เรามานึกถึงตัวเราว่า ถ้าเราต้องการก็ดี จะฆ่าผัวมันเสียจะเอาเมียมันมา เราเป็นคนทำไม่ได้หรอกไปฆ่าคน ไปฆ่าผัวเขาแล้วจะเอาเมียเขามา มันทำไม่ได้ อันนี้แหละมันเป็นอุตุแล้วกับเรา เพราะเราเอง จิตของเรามันไม่ถึงขั้นที่จะเป็น พีชะ มันก็ไม่เป็นแล้ว หรือจะบอกว่ามันเป็น พีชะ ก็คือมันมีธาตุรู้รู้ได้ แต่มันไม่ต้องการ เหมือนพืชนี่ รากของมันไปสัมผัสธาตุต่างๆ มันก็ไม่เอาไม่เกี่ยว มันรู้ว่ามันไม่เกี่ยว มันก็เฉยๆปล่อยไป คือมันมีแต่มันไม่มี ในโลกมันมี แต่มันไม่มี เพราะฉะนั้นคนที่สามารถทำความรู้สึก และรับรู้ด้วยสัญญากำหนดรู้ อย่างเช่นอาตมา ดูเขาสนุกสนานฟุตบอล เตะฟุตบอลเข้าโก โอ้โห ชื่นใจ อาตมาก็เฉยๆ จิตเป็นอุตุ รู้ความจริงตามความเป็นจริง จิตเราไม่ได้เกิดอะไร เห็นความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น ที่มันกระทบทางตา หรือเสียง เสียงที่จะทำร้ายกัน หรือเสียงที่จะประเล้าประโลมกัน ถ้าเสียงที่จะทำร้ายกันเราก็รู้เชิงว่านี่เป็นเสียงที่จะทำร้าย เราก็รู้ก็เห็นว่ามันร้ายมันแรงอย่างไร แต่ใจเราก็ไม่ได้ไปร้ายแรงอย่างนั้น แม้แต่ที่สุดเห็นเขาฆ่ากัน เราก็ได้แต่สังเวชใจเฉยๆ สังเวชใจไม่ได้หมายความว่าจิตใจมีเวทนาด้วยนะ แต่มันก็รู้ว่าเขาทำไม่ค่อยดีเลยนะ ทำได้จนถึงป่านนี้ เช่น อาตมาดูผู้บริหารประเทศแต่ละประเทศ ยังมีการกระเหี้ยนกระหือรือ ยังต้องการมีอำนาจ ยังต้องการเอาชนะ ก็เลยฆ่ากัน ตัวเองไม่ได้เป็นคนฆ่าหรอกนะ ให้ลูกน้องไปฆ่าตายกันเป็นเบือ ตัวเองก็รอดตัวอยู่นี่แหละ สั่งอยู่ในห้องแอร์ด้วยอะไรต่างๆ มันก็เห็นอัตตา เห็นความเห็นแก่ตัว เห็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ จะเอาชนะด้วยอำนาจก็ดี ชนะด้วยความรัก ด้วยความต้องการ ด้วยความแย่งชิงก็ตาม มันก็เป็นสัจจะที่เราเห็น เราก็บอกว่าเราเองเราไม่มีอย่างนี้เด็ดขาด นั่นคือจิตเราขาดจากอันนี้แล้ว เห็นว่ามันหยาบ มันแรง มันร้าย ให้ตายเราก็ไม่ทำ แม้แต่เขามาทำให้เราตาย เราก็ไม่ไปทำตอบแบบเขา เขาจะฆ่าเรา เราก็ไม่ฆ่าเขาตอบ คนที่เข้าใจขนาดนี้แล้วจะเข้าใจความตาย ตายก็ตาย ความตายความเกิด ถ้าเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายก็เกิดมาอีก _สู่แดนธรรม... จะขอถามเป็นคำสรุปครับ ถ้าทำจิตให้เป็นอุตุคือเราไม่ต้องไปมี ปฏินิสัคคะเลย ได้ไหมครับ พ่อครูว่า... ถูกต้อง พยัญชนะ ปฏินิสัคคะ ปฏิคือมันมี Action Reaction กระทบกันอยู่ แม้จะกระทบกันอยู่ ไม่มีปฏิกิริยา แต่อาการที่เรารับรู้สึกนี้ไม่มีสวรรค์ นิสสัคคะ คนเราต้องการสวรรค์เมื่อคุณต้องการสวรรค์ คุณก็มีนรก อย่างที่อาตมาอธิบายไปเรื่องนรกสวรรค์อันเดียวกัน มันเป็นความยึดถือ แล้วคุณก็ปรุงแต่ง สิ่งที่คุณชอบ คนมาโซคิสหรือซาดิสม์ เห็นคนเขาฆ่ากัน เขาก็เป็นสุข ทั้งๆที่มันทุกข์นะ การฆ่ากัน 660714 คนวรรณะ 9 เป็นคนรวยที่จน เป็นคนจนที่รวย พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน