อนุปุพพิกถา 5 ที่สัมมาทิฏฐิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
อนุปุพพิกถา 5 ที่สัมมาทิฏฐิ _สู่แดนธรรม... ถ้าเรายังมีวิบากกรรมที่ต้องสัมผัสสัมพันธ์กับมัน แสดงว่า เราอนุโลมไปเป็นพืชเพื่อที่จะ ปฏินิสัคคะกับมัน อย่างนั้นได้มั้ยครับ พ่อครูว่า. .. ผู้ที่สามารถรู้จริงแล้วก็ทำใจในใจได้ก็ทำสิ คำว่า ปฏินิสัคคะ สูงกว่า ปฏินิสรณะ ปฏินิสรณะ แปลว่ายังมีสงครามอยู่ แต่เป็นสงครามที่ยังทำได้บ้างไม่ได้บ้าง เป็นที่พึ่งอาศัย ท่านแปลว่าเป็นที่พึ่งอาศัยเพราะคนยังไม่บรรลุก็ต้องรบกับกิเลสจนกระทั่งคุณสามารถบรรลุได้ คุณก็เป็นปฏินิสัคคะ งั้นก็ไปแปลว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ผู้ไม่รู้ก็จะบอกเป็นตัวตนเป็นรูปธรรม ทั้งๆที่สิ่งที่พูดมันเป็นนามธรรมทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จิตผู้ใดที่หมดไม่มี ปฏินิสัคคะ แม้กระทบสัมผัสอยู่มีปฏิกิริยา มี Action Reaction แต่จิตของคุณก็ไม่มีสวรรค์นรกแล้ว นี่คือจิตอรหันต์ ท่านแปลว่า การสลัดคืน ท่านก็แปลจากคำว่า ปฏิ คือกระทบแล้วกลับไปกลับมา สลัดคืน ไม่ได้แปลตรงๆตามเนื้อภาษาของคำว่า นิสัคคะ คือ ไม่มีสวรรค์ แล้วเขาเข้าใจคำว่า สวรรค์ หรือ ไม่มีสวรรค์ ไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ ไม่มีความรู้ตั้งแต่ อนุปุพพิกถา 5 มี 1.ทาน 2.ศีล 3.สัคคะ 4.อาทีนวะ 5.เนกขัมมะ ในชีวิตของคนมีการฝึกการให้กับฝึกตามคำสอนพระพุทธเจ้า พุทธศาสนาก็ฝึกให้มีการให้ เรียนรู้การให้ แต่ศาสดาจะสอนกันให้อย่างไร ของพระพุทธเจ้านั้นสอนการให้ถึงโลกุตระ แต่โลกีย์นั้นสอนการให้แค่เป็นกุศล ให้ทาน ละเอียดลออก็ไม่พอ ทานก็ดีทั้งนั้น แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ทานที่ยังไม่เป็นอานิสงส์ ทานที่ไม่มีอานิสงส์ ไม่มีประโยชน์โภคผล ที่ได้จากการกระทำ คือทำใจในใจไม่เป็น ตั้งแต่คุณทานแล้วก็ต้องการสิ่งตอบแทน นี่สูงสุดเลย ทำทานแล้วไม่ต้องการสิ่งตอบแทนอะไรนี้สูงสุด ยิ่งหยาบกว่านั้น สูงสุดคือทำทานแล้วไม่ต้องการ
อ่านต่อ
ตอบแทนเลย แต่นี่ทำทานแล้วมี ปฏิพัทธจิตโต ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ ก็ยิ่งสะสมเสพในคลังของตนไว้ เป็นตัวเป็นตน เป็นภพเป็นชาติ ทานก็ยิ่งไม่มีอานิสงส์เท่านั้นๆ เพราะทำใจในใจผิด ยิ่งทานแล้ว 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ เป็นของเราข้ามชาติเลยไปกันใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น ไม่รู้จักสวรรค์ ไม่รู้จักนรก ไม่รู้จักภพ ไม่รู้จักชาติ เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ไม่รู้จักโทษในกาม กามาทีนวะ ทุกวันนี้สอนการทำทาน ทำศีลมีแต่แค่สวรรค์ _สู่แดนธรรม... ตอนนี้พ่อท่านกำลังอธิบายการทำจิตให้เป็นอุตุและขยายความไปถึง ทาน ศีล สัคคะ พ่อครูว่า... คนที่ไม่รู้ทำทานก็ให้เป็นสวรรค์ ถือศีลก็ให้เกิดสวรรค์ อย่างการถือศีลทุกวันนี้ก็เป็นแค่จารีตประเพณีที่จะได้ ได้อะไรคือได้บุญ ได้กุศล ได้ทำดี ไม่ได้ปฏิบัติศีลก็เพื่อที่จะลดกิเลส ไม่ได้ถึง เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าทุกวันนี้ถือศีลได้แค่ สีลัพพตุปาทาน ถือศีลตามจารีตประเพณีไป ได้กุศล ไม่ได้เกิดบุญ ไม่ได้เกิดการขัดเกลากิเลสอะไร ทำไปก็ได้บุญได้กุศลไป ศีลก็เป็นแค่จารีตประเพณีเป็น สีลัพพตุปาทาน ก็ได้สวรรค์แบบโลกีย์ไป ไม่รู้จัก จริงๆแล้วสวรรค์นี่เป็นกาม เป็นกามภพ เป็นกามาวจร อวจร อยู่ในตาหูจมูกลิ้นกายแล้วคุณก็ไม่รู้เท่ารู้ทันตา หู จมูก ลิ้นกาย ที่จะเสพ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) อยู่นี่ เหมือนพระป่า พระมหาบัวนี่แหละ กินหมากกินพลูอยู่ ติดสวรรค์อยู่นั่นแหละไม่ขาดปากเลย แค่ความติดยึดรูป รสกลิ่น เสียง สัมผัส สวรรค์แค่นี้ก็ไม่รู้ติดสวรรค์ลงสวรรค์อยู่นั่นแหละ จมอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นกามอย่างมหาบัวอาตมาชัดเจน มหาบัวจะรู้เรื่องกามคือเกี่ยวข้องกับเพศชายเพศหญิงเท่านั้น แล้วก็ปฏิบัติได้ดี เรื่องนี้ก็ไม่ได้มีความด่างพร้อยอะไร แต่เรื่องกามจริงๆแท้ๆก็คือเรื่องตาหูจมูกลิ้นกายทาง 5 ทวารเรียกว่ากามคุณ 5 มหาบัวติด 100% เต็มเลย ตั้งแต่บวชจนตาย กินหมากกินพลูติดรสไม่ได้รู้เรื่องสวรรค์เลย แค่นี้ยังไม่รู้ในกามที่เป็นเบื้องต้นของกิเลส ก็ไม่รู้ไม่ละ แล้วก็ไปเข้าใจว่าตนเองเป็นพระอรหันต์อย่างนี้เป็นต้น จะให้อาตมาไม่วิจัยวิจารณ์ ไม่ว่าความไม่ถูกต้องตามธรรมะพุทธเจ้าและปล่อยให้หลงผิดกัน แล้วก็ไปหลงนับถือสิ่งที่ไม่ใช่ว่าใช่สิ่งที่ยังเป็นกิเลสเขรอะ ว่าเป็นผู้ที่อรหันต์ เอ้า มันก็น่าสงสารนะ เพราะฉะนั้นอาตมาจึงจำนน จะไม่ช่วยไม่บอกให้รู้เรื่อง ไม่บอกความจริงที่ถูกต้อง อาตมาก็เป็นคนใจดำไป อาตมาทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น อาตมาพูดนี่ อาตมาขออนุญาตเถอะ ฝืนทำใจคุณไม่ให้อาตมาไปว่านั้น อาตมาเลี่ยงไม่ออก อย่าให้ไปว่า ทำไงได้มันกระทบท่าน ท่านเป็นเช่นนั้น ท่านผิดเช่นนั้น ท่านก็โดนที่อาตมาพูดถึงเรื่องนี้ แล้วก็ระบุโดยตรงเลยเพราะว่าคุณก็เห็น อาตมาก็เห็นว่ามันผิดอย่างเห็นๆ คุณก็เห็นอย่างนั้นน่ะมันผิด แต่อาจารย์ของคุณยังยึดความผิดเป็นความถูก ยังไปติดยึดสิ่งที่เป็นกิเลสอยู่ ยังไม่รู้จักละจักล้างแล้วคุณก็นึกว่าเป็นอรหันต์ แล้วกัน แล้วจะไม่ช่วยคนอย่างนี้อาตมาจะไปช่วยใคร ก็ต้องช่วยคนที่เข้าใจผิด คนที่โง่ พูดให้ชัดก็ต้องช่วยคนโง่ คุณต้องรู้สิว่าตัวเองโง่ ตัวเองเข้าใจไม่ถูก เพราะฉะนั้นอาตมาก็พยายามพูดอย่างผู้ดีนะนี่ ไม่ได้พูดอย่างผู้ร้าย _สู่แดนธรรม... ผมขอนำเข้าสู่เรื่องอุตุอีกครับ โดยขณะนี้พ่อท่านกำลังทำการสังขารเรื่องคำพูด ตำหนิว่ากล่าว แบบที่พูดเมื่อกี้นี้ครับ แต่ผมคิดว่า เจตนาของพ่อท่าน นึกวจีกรรมอะไรขึ้นมา ก็เป็นอุตุ ไม่ได้ทำด้วยความรังเกียจ ไม่ได้ทำด้วยความลำเอียง อันนี้พ่อท่านบอกได้ชัดเจนไหมครับ พ่อครูว่า... พูดมาตลอด ว่าอาตมาไม่มีอะไรเป็นอคติในจิตของอาตมา แม้แต่ สาเฐยจิต จิตที่พูดอวดดีอวดโอ่ว่าตัวเองรู้ ตัวเองเก่ง ตัวเองถูก ก็ไม่มี เพราะเขาเข้าใจในสัจธรรมพวกนี้ยังไม่ได้ อาตมามีสิทธิ์ที่จะบอกความจริง ไม่ใช่ความอวดโอ่ไม่ได้เป็นกิเลสหรืออุปกิเลสอะไรเลย แต่คนเข้าใจไม่ได้ ไม่รู้จักจิตสะอาดของอาตมา อาตมาอธิบายธรรมะนี้ อธิบายธรรมะด้วยอนุโลม ปฏิโลม กับคนที่เขาอยู่ในภูมิฐานที่เขาได้รับรู้ว่าเขาเป็นเช่นนี้ มันผิดนะจ๊ะอย่างโน้นอย่างนี้ ส่วนอาตมาไม่ได้ผิดไม่ได้ถูกกับคุณเลย แต่เขาก็หาว่าอาตมานี้ไปพูดไปว่า หากอาตมาไม่พูดไม่ว่าคนที่เขาผิดอยู่ อาตมาจะเอาแต่ความถูกมาพูด มันไม่พอ และอาตมาพูดแต่ความถูกคือความหลุดพ้น มันก็พูดได้แต่ส่วนน้อยเข้าตัวเอง มันพูดแต่เรื่องของมัน อ้าว ก็มันนี่มันบริสุทธิ์มันสะอาดมันถูกต้อง พูดปั๊บมันก็ถูกเรา พูดแต่เรื่องของมัน พอไปว่าเรื่องของเขา เขาก็ต้องผิด เขาก็ต้องยังมีกิเลสยังติดยังยึด ก็ว่าไปว่า _ป๋อง ... การฟ้องร้องและกล่าวสุภาษิตมีหมวด 5 เหมือนกันในพระไตรปิฎกเล่ม 7 และเล่ม 22 ข้อที่ 271-278 ครับเป็น 1 ถูกเป็นกลาง 2.เป็นสัจจะ 3.อ่อนหวาน 4.เป็นประโยชน์ 5.มีเมตตาในการกล่าวครับ พ่อครูว่า... พวกเราก็เข้าใจธรรมะพุทธเจ้า จำข้อ จำเลข จำเล่มได้ ก็เอามายืนยัน พระพุทธเจ้าตรัสจริง เนื้อหาสภาวะที่พูดมานั้น เป็นไปเพื่อความละหน่ายจางคลายจากกิเลส ไม่ได้ตรัสเพื่ออย่างนู้นอย่างนี้ อาตมาว่า อาตมาทำงานศาสนามาถึงวันนี้แล้ว มันเห็นชัดว่ามนุษยชาติทุกวันนี้เสื่อมไปจากโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจริงๆเลย เสื่อมไปมาก โดยเฉพาะกระแสหลัก เสื่อมไปจนกระทั่งหลงยึดถือ หลงยึดติดความผิดเป็นความถูก กระแสหลักเลยนะ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ที่อยู่ในสังคมศาสนา เป็นภิกษุผู้มาบวชแล้ว ผู้เล่าเรียนแล้ว ถ้าปรารถนาความจริง แต่ก่อนอาตมาก็เข้าใจว่าครูบาอาจารย์ของท่านทั้งหลาย ก็ล้วนแต่ผิดอยู่ ก็ไม่ได้อธิบายสิ่งถูก สิ่งถูกยังไม่ได้มีใครมาเปิดเผย ท่านก็ได้แต่รู้ตามค่าราคาของความดีงาม สูงกับไม่สูง เป็นโลกียะอยู่ ก็ได้อยู่เท่านั้น แล้วมันก็ซ้อนนะโลกียะได้สูงสุด ก็ได้เข้าใจ ยิ่งไปได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็เลยกลายเป็นผู้ปฏิบัติ แล้วได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ เอาละ อย่างพระป่า หนีจากลาภ หนีจากยศ แต่เขาก็ไปได้ยศอยู่นะ อย่างมหาบัวนี้เป็นเจ้าคุณชั้นธรรมเลยนะ แต่ท่านก็ไม่ได้ติดไม่ยึด ก็ดีของท่านแล้ว ท่านก็ไม่ได้ยึดถือ ไม่ได้ติดยึดในยศศักดิ์พวกนี้ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันตามความจริงตามฐานของแต่ละคน ส่วนพระบ้านที่บอกว่าไม่ได้ติดไม่ได้ยึด แต่ท่านก็แบกเทิ่งๆ ของท่านไป ตั้งแต่เป็นพระครูจนกระทั่งเป็นเจ้าคุณ เจ้าคุณชั้นสามัญ เป็นเจ้าคุณชั้นราช เป็นเจ้าคุณชั้นเทพ เป็นเจ้าคุณชั้นธรรม เป็นเจ้าคุณชั้นพรหม จนกระทั่งเป็นสมเด็จ ก็ตั้งยศศักดิ์ ซึ่งสมัยพุทธเจ้าไม่มี ยศศักดิ์พวกนี้นอกรีตทั้งนั้น พวกนี้นอกรีตของศาสนาพระพุทธเจ้า พูดไป อาตมาก็เห็นใจ ถ้าทางเถรสมาคมไม่มีอันนั้นเอาไว้เขาอยู่ไม่รอด เขาบริหารกันไม่ได้ เละ แต่พวกเรานี้ไม่ต้องมียศศักดิ์ ไม่ต้องมีอะไร เข้าใจกันโดยธรรมว่า ใครมีภูมิธรรม ผู้มีศีล ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นฐานะของศีลที่สูงในระดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ พวกเราก็รู้ เคารพกันด้วยธรรมะ มันจึงไม่สับสนวุ่นวาย แต่ทางโน้นท่านไม่ได้นะ ทางโน้นท่านไม่มีตำแหน่งยศศักดิ์ฐานะไว้ ท่านล่อกันเละเลย ด้านนั้นก็ยังลำบาก อาตมาก็เห็นใจมันต้องใช้วิธีนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นก็ ไม่มีฐานอาศัยของคนในระดับนี้ มันเป็นโลกียะแต่มันจำเป็น เขาก็ต้องอยู่อย่างนั้น ทีนี้ผู้ที่รู้แล้วว่าโลกียะก็คืออย่างนั้น ถ้าเราไม่เอาโลกียะเขา มาเอาโลกุตระเรา ก็บอกอย่างพวกเรานี้ เกิดมาในยุคยังไม่มีอาตมาเกิดมา ยังไม่มีโลกของโลกุตระ ไม่มี ขอยืนยัน ยังไม่มีสังคมโลกุตระ อาจจะมีพูดเปรยปรายเป็นคำว่าโลกุตระ อย่างเช่น ท่านพุทธทาส พูดเปรยปรายถึงคำว่าโลกุตระ แต่ท่านก็ไม่ได้เข้าใจโลกุตระอะไรเข้าไปถึงสภาวะ จนสามารถสอนลูกศิษย์ลูกหา ให้มาเป็นโลกุตระได้ เพราะท่านเองก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นโลกุตระทีเดียว โลกุตระไม่หนีเข้าป่า ไม่หนีไปอยู่ที่หลบที่ลี้อะไร แต่อยู่กับสังคม สัมผัสอยู่ แต่ท่านพุทธทาสท่านก็สัมผัสนะ แต่ท่านก็ยังถอยไปอยู่ในถิ่นที่ๆ ท่านก็มีที่ของท่าน ก็รู้ๆ ก็เห็นอยู่ ท่านก็ไม่ได้ไปอยู่ในเมือง สังคมสามัญเหมือนอย่างพวกเรา อย่างสันติอโศกก็อยู่กลางกรุง หรือว่าปฐมอโศก หรือราชธานีอโศกก็ไม่ได้ไปไกลอะไรจากสังคม ก็อยู่ในสังคม ที่เราพอสามารถอาศัยได้ อาตมาไม่พาไปรุกป่า ที่ก็ไม่ได้ไปรุกป่า ที่ก็ต้องเอาที่ที่อยู่สัมพันธ์กับสังคม ไม่ใช่ว่าเป็นที่ไกลเกิน แต่ทีนี้เราจะไปรุกสังคมที่ราคาแพงๆเราก็ไม่มีปัญญา ไม่มีวาสนาถึงขนาดนั้นที่จะไปได้ที่อะไร อย่างกรุงเทพฯได้สันติอโศกตรงนั้นได้ตั้งแต่มันยังไม่แพงนะ ที่อยู่ได้ เดี๋ยวนี้มันเป็นใจกลางกรุงไปแล้ว แต่ก่อนนี้อโศกมันเปลี่ยวนะพอสมควร บารมีได้ขนาดนั้นก็เหลือแหล่แล้ว หรืออย่างปฐมอโศกก็อยู่ห่างจากเมืองพอสมควร เป็นกิโล ก็ห่างอยู่ไม่ใช่เล่น แต่เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นชุมชนแล้วนะปฐมอโศก คนยังไปซื้อข้าวของกลายเป็นตลาดไปเลย 660714 คนวรรณะ 9 เป็นคนรวยที่จน เป็นคนจนที่รวย พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก