สื่อธรรมะพ่อครู(กถาวัตถุ 10) ตอน กถาวัตถุ 10 โดยพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(กถาวัตถุ 10) ตอน กถาวัตถุ 10 โดยพิสดาร เพราะฉะนั้น ใครก็ตามจิตวิญญาณของมนุษย์ วิธีเริ่มต้นมีจิตยินดีในความจน เท่านั้นแหละ คุณมีธาตุจิตยินดีในความจน แต่ก่อนใครก็ยินดีในความรวยความมีมาก จนกระทั่ง จิตมันรู้ว่าไม่ต้องไปแย่งความมีมาก หยุดได้เลย จนกระทั่งไม่แย่งแล้วมาอยู่กับหมู่ที่พัฒนาความจนไปถึงศูนย์ มาอยู่กับคนที่แสวงหาความจน จนมีน้อยลง อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ วิริยารัมภะคือขยันอยู่เสมอ ท่านแปลว่า ปรารภความเพียร ไม่ทิ้งความเพียรทำความเพียรโดยไม่หยุดหย่อน ปรารภอยู่เสมอ และรู้ความพอเหมาะพอดีหรือความเกิน อสังสัคคะ แปลว่า ไม่ทำแล้วสวรรค์ ไม่เอาแล้วสวรรค์ อ คือไม่ สัง ประกอบ สัคคะ คือสวรรค์ เข้าใจสวรรค์ดี สวรรคคือของเก๊ ภพชาติคืออารมณ์ลวงไม่มีจริง สวรรค์คือความสุขมีคู่กับทุกข์ เป็นธรรมะสอง สวรรค์อยู่ที่ไหนก็มีความทุกข์อยู่ด้วย ถ้าคนไม่เอาสวรรค์ ล้างสวรรค์หมด ก็หมดทุกข์ คุณล้างเหตุแห่งทุกข์หมด ก็หมดสวรรค์ เพราะฉะนั้นธรรมะคู่กับธรรมะ 1 ทำธรรมะหนึ่งเท่านั้นแหละในธรรมะคู่ คือทำสวรรค์กับนรกให้หมดไปหายไป ดับเหตุให้หมดไปจบทั้งคู่เลย ธรรมะสอง ก็เหลือ 1 ตลอด เป็นแต่เพียงว่าคุณจะทำให้เกิด 1 จะได้กลับสวรรค์ก็ได้ แต่เป็นสวรรค์ที่ไม่มีนรกแล้วแต่ใช้พยัญชนะว่าสวรรค์เท่านั้น มันเฉยๆกลางๆว่างๆไม่นรกไม่สวรรค์ไม่สุขไม่ทุกข์สวรรค์ว่างๆ ใช้พยัญชนะเรียกไม่ขึ้นไม่ลงไม่ดูดไม่ผลัด สบายๆรู้ความจริงตามความเป็นจริงอย่างเดียว แล้วก็ทำงานกับสิ่งที่เป็นความจริงตามความเป็นจริงที่เราจะร่วมด้วยได้ อันมีประโยชน์คุณค่ามีความสงบมีความสุขมีความเจริญที่แท้จริงเท่านั้นเอง มีทั้งนั้นถ้ายังมีอยู่ในขันธ์ 5 ในชีวิตที่คุณจะต้องดำเนินไป คุณก็ไปในสภาวะอย่างนี้ สรุป อสังสัคคะคือร
อ่านต่อ
ู้จักสวรรค์ ไม่แคร์แล้วเรื่องสวรรค์ จะเรียกโดยโลกีย์ว่ามีกาม มีราคะ มีความแรง มีสักแต่ว่ามี สักแต่ว่ามี เหมือนกับมีกรรม พฤติกรรม แต่จิตไม่ได้มีไม่ได้สิ่งนั้นด้วย ที่มีเพราะว่าอยู่ร่วมกับคนอื่นให้เกิดผลตามฐานะอันควร คุณจะต้องมีฐานขั้นนี้แล้วค่อยๆลดลงไป มันต้องมีที่ตั้งแล้วเทียบคู่ว่า ต้องน้อยกว่านี้ลดลงกว่านี้ ถ้ามากขึ้นมันไม่ใช่ มีแต่น้อยลง หลักเกณฑ์ของศาสนาพุทธจึงมีแต่น้อยลงๆไม่มีมหัปปิจฉะ พอแล้วก็น้อยลงๆ จนสูญ ถ้าสามเส้าคือสูญ น้อยลงก็พอ พอยังมีอยู่นะถ้าไม่น้อยก็ลดลงอีก อัปปิจฉะ แล้วก็ลดลงอีก แล้วก็ช่วยคนอื่นตามฐานะ ไม่เป็นคนเสียหาย ไม่ไร้ประโยชน์เป็นคนมีประโยชน์สูงสุด คนที่รู้จักลักษณะจบอย่างที่ว่านี้ จึงคือพระอรหันต์ มีจิตได้อย่างนี้องค์รวม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ชุมชนแบบนี้จึงเป็นชุมชนคนมหัศจรรย์ อยู่อย่างสำราญเบิกบานใจ สร้างสิ่งแวดล้อมสร้างความยุติธรรมทางสังคมสร้างความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจตามที่เอามาจากด็อกเตอร์ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ เขาอ่านมาก อ้างอิงจากเสรีนิยมสากลทั่วไปที่กำลังเดินทางมาถึงตรงนี้ แต่ของเรามีสภาพองค์ประกอบนิเวศน์องค์รวม องค์ประกอบของนิเวศน์พระพุทธเจ้าเรียกว่าเสนาสนะ 4 มีทั้งสถานที่ บุคคล มีทั้งธรรมะ มีทั้งอาหาร อาหารคือเครื่องอาศัย เครื่องอาศัยนั้นมีทั้ง กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร สิ่งที่เป็นอาหาร 4 เป็นเครื่องอาศัยของสัตว์โลกโดยเฉพาะมนุษย์ สัตว์โลกมันก็อาศัยเป็นธรรมชาติ แต่มนุษย์นั้นศึกษาให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติก็จะอยู่กันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข ผู้ที่สามารถรู้จักองค์รวมองค์ประกอบของสิ่งที่รวมกันอยู่เรียกว่านิเวศน์วิทยา สัมปวังโก Environment หนึ่งมันยุติ เลิก ก็พัก ถ้าใจอยากจะทะเลาะกันก็ทะเลาะกัน แต่มันก็มีพักยกแต่คนที่รู้แล้วหยุดทะเลาะกัน ไม่ทะเลาะกันอีกแล้ว ใครจะทะเลาะกับเรา เราก็ไม่ทะเลาะด้วย อย่างไรก็ไม่ทะเลาะกับคุณ ชาตินี้คุณจะหาเรื่องกับเราทั้งชาติ มันก็เรื่องศีรษะของคุณ ไม่ใช่ศีรษะของเรา เราเชื่อกรรมวิบาก เราหยุดแล้ว ถ้าเขาทำก็เป็นกรรมวิบากของเขาเอง คนเกี่ยวข้องกับเราจะเดือดร้อนแทน แล้วคุณจะมาต่อสู้กับพวกเขาอีกเท่าไหร่ อย่างอาตมานี้ ใครมาทำอาตมา พวกลูกหลานก็จะมีพยาบาทแก้แค้น แต่อาตมาจบแล้วหมดแล้ว ผู้ใดไม่พยาบาทก็จบได้ ผู้ใด ฉลาดที่จะหยุดก็หยุด ยุติแปลว่าหยุด ยุติธรรม หมายความว่าไม่มีอะไรได้เปรียบเสียเปรียบ เท่ากันเท่าเทียมกันเสมอกัน ไปด้วยกันได้ดีแล้ว อย่างอนุโลมก็คือแม้คนนี้จะน้อยกว่ามากกว่า แต่คนน้อยกว่าก็จะไม่ถือสา บางทีจะนับถือคนน้อยกว่าด้วยก็จบ ยุติ ยุติแปลว่าสงบหรือหยุดก็ได้ ก็เกิดความยุติธรรมทางสังคม ชาวอโศกเรามีไหม ก็มีพร้อม นิเวศน์ก็มีแล้ว ความยุติธรรมทางสังคมก็มีแล้ว ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ มีไหม? มี เศรษฐกิจนั้น ก็มาไล่ที่ความจำเป็นของชีวิต ปัจจัย 4 ข้าว ผ้า ยา บ้าน มีครบแล้วทุกวันนี้มีครบ ไม่ติดยึดแล้ว เอาตั้งแต่ผ้าก่อน แฟชั่นมันเหลือเกิน ผ้าทุกวันนี้ติดยึดกัน อย่าง ดร.ต้อมนี้รู้ดี เมามายเรื่องเสื้อผ้าหน้าแพร เสื้อผ้าพวกนี้มา คุณเกร็ดดิน ก็เช่นกัน คุณปรารถนาด้วยกัน ก็ไปมัวเมาหลงมา ชัดเจน ก็นุ่งห่ม กันอุจาด กันแมลงกัดต่อยไม่ให้มีเชื้อโรคก็จบ จะไม่นุ่งเสียเลยเป็นพวกเชนมันก็เกินไป พวกชาวโลกเขาถือสา ก็ไม่คบกับคุณหรอก คุณก็มีพวกของคุณนิดเดียว เล่นเปลือยอย่างน้ี้ก็ไม่เอา แต่ถ้ามีเสื้อผ้าหน้าแพรห่มห่อพอสมควร ไม่ตามแฟชั่น แต่ก็ให้สะอาด ไม่มีเชื้อโรคก็ใช้ได้ อย่างพวกเราก็มีแบบแผน รูปทรงใช้กันขนาดนี้แค่นี้ก็พอ คนตัดคนทำก็ชำนาญแล้ว ไปออกแบบใหม่ก็ต้องใช้พลังงานแคลอรี่ ให้มันยุ่งสิ้นเปลืองไม่ไหว แค่นี้ก็ลงตัวแล้วใช้ได้แล้ว จะเป็นแขนสั้น แขนยาว แขนกลางอย่างไรใช้ได้แล้วพอสมควร มีคอไม่มีคอตั้งหรือไม่ตั้งพอสมควร แต่นี่ทั้งคอตั้งบานเหลี่ยม พูดไปแล้วไม่หมด มันไล่บ้านี้ไม่หมด ก็จบ เรารู้แล้ว สาระของที่อาศัยมันคืออะไร ข้าวก็กินให้มันมีวิตามิน มีธาตุอาหารที่จะสังเคราะห์อย่างไม่เป็นพิษภัย แต่ละคนจะไม่เท่ากัน ไม่เสมอกัน เพราะว่าอาการ 32 แต่ละคน มันก็ไม่เท่ากันไม่เสมอกัน ทุกคนได้ แต่มันอยู่ในโครงสร้างยิ่งใหญ่เดียวกันแต่ไม่เท่ากัน รูปร่างไม่เท่ากัน ดินน้ำลมไฟไม่เท่ากัน เป็นสิ่งสังเคราะห์ในร่างกายตามธาตุ ดินน้ำไฟลมจะได้สัดส่วนอย่างไร เสื้อผ้า ยา ถ้าไม่ป่วยไม่เจ็บ ไปเกี่ยวอะไรกับยา เกี่ยวยาดมยาหอม ยาสูบ ยาทา มันก็ติดยึดได้ในการสัมผัสต่างๆ เราไม่ติดยึดสิ่งเหล่านี้ ยาก็คือของรักษาโรค ถ้าเราไม่มีโรคก็อย่าไปยุ่งกับยา พวกที่ไม่อาศัยยาเลยจนตายไปเยอะแล้วก็มี บางคนบอกว่าเอาแต่ยาไทยไม่เอายาปฏิชีวนะก็มีความยึดติดต่างกัน ถ้าเราต้องการจะอยู่ให้มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ เราก็ไม่ต้องไปยึดติดอะไรมากมาย เอาแค่นี้ มันก็เป็นสิ่งที่เป็นตัวอย่างเหมือนกันในเรื่องของการพึ่งพาตัวเอง ตัวเองตายเป็นตายมันก็เป็นจุดเด่นขึ้นมา ของคนแต่ละคนที่จะเป็นตัวอย่าง ก็ทำได้ บ้าน...ก็คือที่พัก ไม่ติดอะไร พระพุทธเจ้าก็บอกว่าใต้ร่มไม้ ก็พอมีที่มุงบังเรือนว่าง ไม่ติดยึดเป็นของเราด้วย ใครก็มาอาศัยได้ จะกว้างขวางพอสมควร ที่จะใช้ประโยชน์ ใช้ในการอบรม ให้เกิดความรู้ มาปรึกษาหารือทำประโยชน์ก็ว่ากันไป เหมือนอย่างเราชาวอโศกมีโรงเรือนหนึ่ง สร้างขึ้นมาเพื่อทำประโยชน์ ตอนแรกชื่อ เฮือน สวน. แต่ตอนนี้เป็นเอือน บวร. ก็เป็นองค์รวมในนั้นในเนื้อที่ 11 ไร่ เป็นอาคาร มี 2 ชั้น รวมกันอยู่ในนั้น มีทั้งตลาดของสด ตลาดของแห้ง ตลาดอาหาร อย่างนี้เป็นต้น มีทั้งสถานที่การศึกษา มีทั้งสถานที่ที่สังคมจะใช้ มีห้องหับที่จะเป็นห้องวิจัย มีห้องสมุด คิดว่าครบใช้ได้สำหรับเรา ถ้าจะใหญ่กว่านี้ก็ว่ากันในอนาคต แต่ทำขนาดนี้ก็ใช้ได้ประมาณหนึ่ง ในอนาคตค่อยว่ากัน ก่อสร้างกันแบบคนจน จนเป็นรูปร่างขึ้นมาอย่างไม่ต้องไปกู้หนี้ให้เสียดอกเบี้ยข้างนอกเขา ช่วยเหลือกันคนละไม้คนละมือ อาตมาภูมิใจ ชีวิตนี้ทำงานมา ไม่มีคือ ยืมอย่างมีดอกเบี้ย แต่เรายืมกันอย่าเงินเกื้อเงินหนุน ไม่มีดอกเบี้ย ก็ทำกัน แต่ถ้าชักดาบก็ไม่ให้เกื้ออีก ก็ทำกันไป การที่จะเอื้อเฟื้อเจือจาน เรามีเงินเกื้อ เราไม่เรียกเงินหนี้ เราเรียกเงินหนุน อยู่ในสังคมของเราเท่าที่มีสังคมแบบนี้มา 30 40 ปีก็ค่อยๆเจริญพัฒนามา ตัวเศรษฐกิจนี้จะอธิบายกันยาก นิเวศน์วิทยาก็อธิบายไม่ยาก การที่จะทำให้เสมอภาคก็คือคนที่ดีกว่าจริงๆ ยอมให้แก่คนที่เลวกว่าจริงๆ คนที่ดีกว่าจริงๆ ก็ยอมและให้คนที่เลวกว่าจริงๆ โดยการหยุดคนที่เลวกว่า เลวกว่าจนเราไม่คบ หรือเลวกว่าระดับที่เราคบแล้วเราจะช่วยให้คนเลวนี้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าเลวแบบเราช่วยไม่ได้ เราก็ไม่คบ หรือดีไม่ดีจะเอาเราลงเราก็ไม่คบ เพราะว่าเราพึ่งพาตัวเองได้แล้วแล้วเราเจตนาจะช่วยเขา แต่ถ้าเราจะต้องพึ่งพาเขา แน่นอน เราก็ต้องคบกับเขาอยู่ คุณต้องยอมทุกอย่างแม้แต่ชีวิตก็ต้องยอมให้เขา สุดท้ายจะฆ่าแกงก็ต้องยอม เพราะจำนนว่าสิ่งนี้ดีที่สุด อย่างที่เรากำลังภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ทุกอย่างดี อย่างไม่มีตำหนิ ตายเป็นตาย มันเป็นสัจจะ เป็น axiom มันจบแล้ว ในความยุติธรรม อธิบายตรงนี้ก็น่าจะพอ เหลือเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจนี่เป็นคนจน poorness เป็นคนจนที่มีความจนอย่างมีน้อยแล้วพอใช้ ในแวดวงที่เราร่วมด้วยอย่างไม่เอาไปกักเก็บไว้มาก มันก็ไม่เกิดการเสียเศรษฐกิจ คนรวยที่มีเป็นของตัวเองมาก ที่เลว ขออภัยคนที่มีมากจะต้องโดนว่า คนที่มีมากแล้วแต่ก็ยังใช้อัตราเงินที่มีมากของคุณ ออกไปดูด ไปเอาเปรียบคนอื่นมาไม่รู้จักหยุดหย่อนทับทวี ทบต้นทบดอก ทบดอกๆๆ ตลอดไปไม่รู้จบ คนแบบนี้ เลวที่สุด ในประดา เรื่องของเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ ยอดอำมหิตเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้มากที่สุด แล้วความได้มานั้น คุณจะเอาไปทำเป็นพิษเป็นภัย เป็นความเมาให้คนอื่น เลวซ้อนอีก พิษกับวีสะนี้หนักเข้าไปอีก แล้วคุณก็รวยเอารวยเอา เมื่อคุณรวย คนอื่นเขาก็ขัดข้องแย่งชิงขัดสนลำบาก จนกระทั่งคนมีกิเลสอยู่ก็ต้องแย่ง หนักเข้าก็ฆ่ากัน คุณจึงเป็นเหตุให้เขาต้องฆ่ากัน เมื่อคุณทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่ด้วยกรรมวิบากคุณไม่พ้น ต้องสาวหาเหตุที่คุณต้องไปโลภ ในสิ่งที่มนุษย์จะต้องใช้อาศัย แต่คุณเอาสิ่งที่มนุษย์ต้องใช้อาศัยไปเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ พัฒนาทวีความโลภมาให้แก่ตัวมากเกิน บาปต้องเป็นของคุณทั้งนั้น เวรภัยที่คุณมีหนักหนาสาหัส จะเรียกพยัญชนะว่า นรกอเวจี มันก็ตกเป็นของคุณ ซึ่งเขาไม่มีภูมิจะรู้ต้องจมอย่างนี้ไปอีกนาน แล้วจะมีวิบากไปอีกแบบนี้กี่ล้านๆชาติ ตอนนี้เขายังได้อาศัย เมื่อตายจากร่างนี้จะต้องได้รับทดแทนใช้หนี้ อาจจะยังไม่ทันทีในชาติที่ 2 ชาติที่ 3 แต่ถึงรอบต้องใช้หนี้หนักในชาติใด คุณลงหนัก อีกนับชาติไม่ถ้วน แล้วไม่มีทางรอด เพราะไม่มีปัญญาสลายอัตภาพคุณได้ ต้องได้นรกอเวจีนี้นานนับชาติ ออกไม่ได้เลย อย่านึกว่า สมบัติพัสถานเหล่านี้จะแก้ให้คุณรอดไปได้ มันไม่มีทาง เป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อน คนไม่มีปัญญาไม่รู้เรื่องจะไม่รู้เลย คำว่าเศรษฐศาสตร์ แล้วมาเป็นเศรษฐกิจก็คือกิริยา คือการกระทำการประพฤติ ประพฤติให้เกิดเสฏฐะ คือการพัฒนาการเจริญ คนที่ยังไม่เข้าใจความเจริญแบบนี้ก็ทำความจริงความเจริญแบบนี้ไม่ได้ ผู้ที่เข้าใจหรือมีผู้นำ ผู้ที่รู้ได้ มีความจริงสูงสุดเท่าไหร่ ผู้ที่มีความรู้สูงอันนั้น ก็เอาความรู้ที่สูงเหล่านั้นมาเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ จะไปปิดบังไว้ทำไม ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติไม่ต้องไปปิดบัง แต่ให้เอามาขยายให้ความออก บอกคนอื่น คนที่ได้รับผลเขาก็ยอมรับนับถือ นอกจากคนอกตัญญูก็มีได้ คำว่าเศรษฐกิจจึงเป็นภาษาคู่กับความยุติธรรม ในสังคมจึงเป็นสามเส้า สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ 3 คำนี้เป็นลักษณะของมนุษย์กับพฤติการณ์ รัฐศาสตร์ พฤติกรรมเศรษฐศาสตร์ สังคมก็รวมเป็น ศาสตร์ในตัว สามอย่างนี้ อาตมาพยายามที่จะทำตามที่พอรู้ ในยุคนี้ ก็ยังพยายามหาโพธิสัตว์ผู้พี่ที่มาแสดงตัว แล้วอาตมาก็จะไปรวมด้วย ท่านมีทฤษฎีพฤติกรรม Static Dynamic มีตัวแปรที่เป็นรูปธรรมที่พร้อมแล้ว แต่อาตมายังไม่เห็นในโลกขณะนี้ เราก็คบหากันไม่ถึง 200 ประเทศก็ยังไม่เห็น อาตมาก็ประกาศไปเท่าที่จะส่งได้ กระเสือกกระสนส่งความรู้นี้ไป ทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง ไม่มีเรื่องหลอกเลยเท่าที่จะมีสมรรถนะ มีบารมีได้แค่นี้ ไม่ทั่วโลกดีนัก ร้อยกว่าประเทศก็เอาละ ก็กระจายไปแล้ว ภาษาอาตมาก็ได้เท่านี้ คนอื่นรู้ภาษาอย่างอื่นก็ช่วยกันอธิบายกระจายไป เป็นเหตุปัจจัยที่จริง ที่เป็นไปตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ก็ค่อยขยายความขยายผลไปเรื่อยๆ ตามทฤษฎีคนจนน่าอัศจรรย์ คนจนมหัศจรรย์ คนจนอย่างประเสริฐ คนจนที่มีความสุขสำราญเบิกบานใจ อันนี้ใครจะมาแย่งชิงเราไม่ได้ ความสุขสำราญเบิกบานใจ ขอยืมภาษามาใช้ ไม่ใช่แบบโลกียรสนะ มีแต่ธรรมรส มีแต่โลกุตรรส รสของความว่าง ไม่ขยายเป็นกามพยาบาทโลกีย์อีกแล้ว แม้จะมีอีก 3 ความหมาย ของ นักเสรีนิยมใหม่ Ecological Sustainability ก็ดี หรือความยุติธรรมทางสังคม Social Justice หรือ Social welfare ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ ของเรามาได้ดีแล้ว เอาล่ะทางนิเวศเข้าใจไม่ยาก ความยุติธรรมก็ยากกว่านิเวศน์ พฤติกรรมที่กลางคือเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ ซึ่งมันรวมหมดเลยทางวัตถุ เสนาสนะ บุคคล อาหาร ธรรมะ มันจะต้องดี เรียกว่าสัปปายะ ได้สัดส่วน พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ อาตมานำมาขยายและพากันประพฤติปฏิบัติตามที่เป็นได้จริง อาตมาเป็นคนจนที่รวยพอได้ อย่างที่ในหลวงร.9 เราตรัส ว่าเราก็ไม่ใช่คนรวยอย่างที่เขารวยกันแต่เราก็รวยพอสมควร รวยจนคนที่มองไปแง่รวย หาว่าเรารวยมาก เขามองเพ่งโทษสุดโต่ง เราไม่มาก รวมวัสดุดินน้ำไฟลม ยกตัวอย่าง รวบรวมชาวอโศกมีธนบัตรรวมกันเท่าไหร่ เราก็มีน้อยกว่า ชาวอโศกทั้งหมดสู้บิลเกตส์ วอเรนบัฟเฟตไม่ได้ สู้แจ็คหม่าไม่ได้ รวมหมดในชาวอโศกนี่ อย่างนี้เป็นต้น ยืนยันได้เลย แต่ชาวอโศกมีเหลือ แล้วไม่มีเศษเหลือเหล่านั้น ไปอาละวาดดูดมาให้แก่ตัวเองอีกด้วย เห็นไหม ไม่ได้ไปทำร้ายเบียดเบียนใครเลย แต่พวกคุณไม่รู้ว่าเบียดเบียนกันอยู่ไม่ว่าจะเป็น บิลเกตส์ วอเรนบัฟเฟต แจ็คหม่า คนอินเดียไม่รู้จะมีรวยซ่อนไว้เท่าไหร่ เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อการเป็นอยู่ของมนุษย์ กระทบกับความจนความรวย ความพอหรือไม่พอ คนที่มีจิตพอ คนนี้จึงยิ่งใหญ่ที่สุด มาเข้าหาสาระธรรมะ พอ ในพอก็มี
อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ
เช่น แต่ก่อนเรากินทุกอย่างที่ขวางหน้าอร่อยไม่อร่อยก็กิน แม้ไม่อร่อยก็กินเพราะว่าได้เปรียบอัดเข้าไปๆ นึกว่าได้เปรียบ จะตายนะ เต็มกระเพาะจะแตกอยู่แล้ว สอง กินเพราะว่าเท่ห์ ชั้นสูง แพงฉิบหาย กินเข้าไป ชั้นสูงทั้งๆ ที่บ้าๆบอๆอะไรไม่รู้ อย่างนี้มันโง่ซ้อนโง่ไม่รู้กี่ชั้น คนที่โง่เป็นมาแล้ว ชัดเจน คนที่ไม่เป็น ก็เป็นกุศล เราไม่รวยเท่านั้น ไม่ไปบ้าอย่างนั้น คนที่ไปบ้าอย่างนั้นให้เราเห็น โชคดีนะเราไม่รวยแบบนั้น จะได้ไม่บ้าอย่างนั้น แต่คนที่ชั่วแบบนั้นมันไม่มีหรอก แต่คนที่ไม่รวยแล้วไปกู้หนี้ยืมสินไปทำแบบนั้น อันนี้โง่ซ้อนโง่จะมีวิบากอีกไม่รู้เท่าไหร่ ไปหาทางออกปฏิภาคทวี โง่ปฏิภาคทวีนะ คุณเจริญด้วยความโง่นะ เมื่อมาศึกษาธรรมะจะได้เลิกโง่แบบนั้นมาหาทางเจริญบ้าง ถ้าไม่หาทางออกจะจมอยู่อย่างนั้น มาเข้าสู่เป้าว่าน้อย ใครมีน้อยไว้ โดยไม่เบียดเบียนใครได้เท่าไหร่ แล้วเราก็ไม่ทรมานตัวเอง พอจนถึงคิดว่าน้อยเท่านี้ก็พอนะ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ อยู่ได้ นอกจากอยู่ได้แล้วทำงาน มีอุปกรณ์ที่มีส่วนเกินนี้ ไปทำประโยชน์ให้คนอื่นได้อีก ของเราพอแค่นี้ มีความสามารถที่จะใช้วัตถุดิบอุปกรณ์ทำด้วย ไม่ใช่เอาไว้เพื่ออวดตัวตน แต่เอามาใช้เพื่อประโยชน์จริงๆ แล้วมีผลผลิตขึ้นมาก็จะไม่ได้ทำเพื่อตนเองอีก ซับซ้อน คุณเองมีจิต ถ้ามักน้อย น้อยได้แล้วก็ดีใจชื่นใจก็เป็นความซับซ้อนของนามธรรม คนที่ดีใจในความมักน้อยก็จะรู้สึกไม่รู้จักประโยชน์คุณค่าเพื่อผู้อื่น ที่จะช่วยผู้อื่นได้ ตัวเองก็ดีใจที่มีน้อยได้เพราะไปสมมุติว่าต้องน้อย อย่างพวกเชน มีน้อยมักน้อยแต่ไม่มีประโยชน์ต่ออย่างอื่น มนุษย์อื่น สัตว์อื่น นี่มันน้อยเกินไป น้อยเกินไป แม้แต่สายสมถะไปอยู่ในภพ นักสะกดจิตไม่ทำอะไรมากมาย สมรรถนะของคุณความรู้ของคุณความขยันของคุณทำได้มากกว่าคนอื่นด้วยแต่ไปเข้าใจผิดว่า น้อยไว้ๆดี ทั้งๆที่สมรรถนะความรู้ความสามารถของคุณเอาไปใช้ได้ แต่มีหลักอยู่ว่าต้องไม่ใช่ทำเพื่อตนเอง แต่ทำเพื่อผู้อื่น ถ้าไม่เข้าใจอันนี้เป็นมิจฉาทิฎฐิยังไม่ฉลาดก็จมไป หรือว่าคุณฉลาดพอแต่มีความขี้เกียจก็น้อยไป รู้ว่าดีแต่ว่าขี้เกียจทำก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ผู้ที่สามารถประมาณจัดสัดส่วนให้ได้อย่างลงตัว ได้อย่างมีคุณค่ามีประโยชน์ 1 ไม่ต้องไปร้อนใจว่าจะต้องได้อย่างนี้ ต้องได้มากเท่านี้ คุณก็จะรักษามันให้มันแข็งตัวอยู่อย่างนี้ นานเข้าคุณก็หลงว่าสิ่งนี้มันจะต้องมีอยู่นิรันดร ทั้งรสชาติในสิ่งที่เป็น Static คุณก็จะรักษาสภาพนี้ ในสิ่งที่เป็นตัวตั้ง จะยึดอยู่ตลอดจะล้างให้เป็นตัว 0 ตัวไม่มี... ยาก ก็จะต้องอาศัยไว้ในช่วงวาระอาศัย พอแล้วก็เลิก มันก็จะเกิดเป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น ได้ดียิ่งขึ้น ยึดทำ ยึดประโยชน์ก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้ามากเข้าๆ ก็ต้องอาศัย ความตั้งมั่นแข็งแรง ไม่รู้จะใช้ภาษาอะไร แต่ยึดมันอย่างตั้งมั่น ทำเสร็จจบกิจแล้วเลิก แต่ตัวคุณสมบัติที่ประเสริฐเร็วและดีที่สุด มีจิตที่เป็นมุทุตา ผู้ที่เข้าใจและปฏิบัติได้แค่รู้ว่าทำดีและไม่ต้องยึดดี ไม่เสียใจ ไม่กลับหัวเป็นหางกลับตีนเป็นหัว พวก masochism พวก sadism มันซับซ้อนไปหลายทบ เอาแค่สองทบก็พอ ถ้าทำอย่างอวดดีจะไปไม่ได้ไปไม่รอดต้องทำอย่างเผื่อพอ แล้วเราจะเผื่ออยู่เสมอ จนสุดท้ายคุณไม่ต้องเผื่อหรอก เพราะว่าคุณมีมากเกินกว่าจะเอามาใช้ในสิ่งที่จำเป็น อย่างเช่นพระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านมีเหลือเฟือ เอามาใช้ยังไม่หมด แล้วท่านก็รู้ว่าความพอเหมาะพอดีเท่าไหร่ก็เอามาใช้ ไม่ต้องไปกังวลว่าจะต้องเผื่อ แต่อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ก็ต้องเผื่อ จนกว่าจะไปเป็นระดับ 9 และมากๆๆๆจนเกิน สิ่งที่เกิดที่เป็นที่มีในวงของคนของมนุษย์โลกที่จะช่วยเขา ของเรามีเหลือเฟือ ของที่เหลือเฟือเหล่านั้นไม่ได้ไปเอาอะไรของโลกมา มันเป็นนามธรรม มันเป็นคุณธรรม เป็นคุณอันพิเศษ เป็นบารมี มันไม่ได้เป็นดินน้ำไฟลม มันเป็นคุณธรรมของท่านที่เป็นนามธรรมจริงๆ อรูปจริงๆ แล้วไม่ได้แย่งของใคร สิ่งที่มีเกินมากเกิน ท่านไม่ต้องใช้อย่างระมัดระวังยังจะได้เลย แต่ท่านจะทำอย่างฟุ่มเฟือยคนอื่นเอาอย่างท่านจะเสีย ต้องไม่แกล้งเสแสร้งก็ทำอย่างพอเหมาะพอดีเป็นสมดุลที่สุด จะได้คุณค่าประโยชน์ เราก็มีฝีมือที่ทำให้เกิดความสมดุลได้ค่าสูงสุด ไม่ว่าจะด้านใดๆ สูงสุด ผู้นี้จึงเป็นผู้ที่ทำงานเศรษฐศาสตร์ หรือ ช่วยเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจสังคมอยู่อย่างดี คำว่าสวรรค์คือการบำบัดจิต เรายินดีและก็ติดยึด ยินดีรู้ดีฟังดีเห็นดี ใช้สองศัพท์เห็นตัวแทนตา ได้ยินตัวแทนหู เราเอาแค่สองก็พอ ไม่ใช่หอมดีเหม็นดีไม่เอา อร่อยดีไม่อร่อยดีก็ไม่เอา สัมผัสเสียดสีกันดีมันดีเราก็ไม่เอา เอาแต่ฟังดีเห็นดีก็พอ สิ่งนี้เห็นดียินดีแล้วก็พอแล้ว อย่ายึดติดยินดีแล้วต้องได้ความยินดีนี้มากตลอดไปก็ไม่เอา มันไม่เที่ยง ไม่ยินดีก็ได้ มันอาจจะบกพร่องหน่อย ไม่ยินดีก็ไม่ยินดี เราก็ทำให้มันดี มันพลาดได้ ทำอย่างเก่งอย่างแข็งแรง ไม่มีพลาด เราฟังก็เออดี เราเห็นดีเออดี สัมผัสด้วยตาด้วยหู มันก็มีคำตอบก็ดีก็ใช้ได้ สุดยอด อาตมาว่าอาตมาอธิบายไปนี้มีคนเข้าใจ ...ลองถามว่าอธิบายไปนี้ใครฟังไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องยกมือขึ้น ….เอาแค่นี้ก็จบดีกว่าเป็นกำลังใจให้ตัวเอง เทศน์แล้วก็ไม่มีใครไม่รู้ คนที่ฟังอยู่ข้างนอกที่ไม่ได้ร่วมอยู่ตรงนี้ มันก็ต้องได้บ้างล่ะ ไม่สูญเปล่าไม่เป็นหมัน นับกันกี่คนนั่งฟังตรงนี้….เท่านี้ก็ได้ อาตมาไม่ตะกละอะไรอย่างน้อยที่สุดมีโทรทัศน์ถ่ายทอดไป คนอยู่ทางบ้านได้รับฟัง พวกนี้พวกหน้ามาไม่ใช่หน้าม้า สรุปแล้วคำว่าเศรษฐกิจ(สันสกฤตเ ) เสฏฐหรือเสฏโฐ บาลีใช้ แบบนี้ กินความกว้างไป อธิบายไปตั้งแต่ 2 หน่วยก็ได้ จะเป็น 5 หน่วย 8 หน่วย10 หน่วย100 หน่วยก็มีความเจริญไปตามลำดับ แต่ละหน่วยก็ประกอบด้วยมุมเหลี่ยมต่างๆไป เท่าที่สมควรให้มนุษยชาติเอาไปใช้อะไร เอามารวมได้เท่านั้นเท่านี้ แล้วก็เจริญไป สรุปอีกที อสังสัคคะ ไม่ประกอบด้วยสวรรค์ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ ก็หมายความว่าน้อยก็พอ อัปปิจฉะน้อย สันตุฏฐิน้อยก็พอ แค่นี้ก็ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย ปวิเวกะ สงบ น้อยแค่นี้ก็พอ น้อยแค่นี้ถ้าไม่พอก็ต้องศึกษาฝึกฝนให้น้อยแค่นี้ก็พอ คนอื่นเขาน้อยแค่นี้ก็พอเลยเราขนาดนี้ทำไมยังไม่พอ คนอื่นมันมีตัวอย่างคนที่น้อยกว่าเรา เขายังหยุดเลย เชนนี่น้อยกว่าเรายังหยุดเลย เราก็ไม่เอาถึงขนาดนั้น เราน้อยขนาดหนึ่งก็พอ ในโลกมีตัวอย่างให้เราเปรียบเทียบทำตามได้ทั้งนั้น จะเอาขนาดไหน สรุปแล้วน้อยก็พอ พอแล้วก็สงบ ปวิเวกะ คือไม่สร้างอารมณ์พิเศษ อสังสัคคะ ไม่สร้างอารมณ์ เก๊ๆ แค่นี้ก็พอแล้ว มีพลังงาน มีความสามารถ มีความอุตสาหะก็ทำไป มันเกิดไม่ได้ที่เราจะไปยินดีกับความมีประโยชน์มากไป ได้มากมีมากยินดีมาก อย่าไปเผลอ หลงเผลอมีฟู่่ฟ่าเรียกปีติ ไปยินดีกับสิ่งที่มีมากเจริญมากแล้วไปหลงเกาะยึด ถ้าไม่ได้มากเท่านี้ ไม่ได้ดีมากเท่านี้เศร้าโศกเสียใจว่า ทำไมฝีมือเราลด มันก็ไปตีโพยตีพายกับอัตตาตัวเอง ก็ทำเหตุให้มันพอ เมื่อเหตุมันทำไม่ได้ มันไม่เที่ยงมันก็ไม่ได้ผลอย่างนี้ แต่ถ้ามันไม่ได้เท่าที่มันควรเกิดทั้งที่เหตุมันครบ 2 + 2 มันต้องได้ 4 แล้วทำไมได้ 3 ครึ่ง ก็ต้องตามหาเหตุที่เป็นข้อบกพร่องอื่นๆอีก ในรายละเอียดต่างๆ ผู้ฉลาดแล้วก็ไม่โทษใคร ทุกอย่างมาแต่เหตุ จบกันที่นี่เลย ตามหาเหตุให้เจอก็แล้วกัน แล้วก็อยู่ที่เรา ในกรรมกิริยาของเราทั้งนั้น ถ้ากรรมกิริยาของเรามันถูกถ้วนหมด มันไม่มีอะไรที่จะเสียหาย ไม่ต้องไปโทษคนอื่น กรรมของเราทั้งนั้น การกระทำของเราทั้งนั้น ความรู้ของเราทั้งนั้นที่จะประกอบทำอย่างไรไม่มีอะไรอื่นเลย จน ความจน เป็นทิศทางของ ยุคนี้ มันจะมีอจินไตย จะไปสู่สังคมมากน้อย ตอนนี้กำลังเดินหามักน้อย แต่ยังมักมากอยู่ลดไม่ลง แต่ก็จะค่อยลดลง จากที่เราจะสาธยายไปอีก จากที่อาตมาทำมา อีก 500 ปีจะมีแนวโน้มอินเทรนด์มาทางนี้ไปเรื่อยๆ มันก็จะมีผลมากขึ้นมากขึ้น 500 ปีก็ได้ผล เกิดเป็นต้นทุนแล้วก็จะทำให้มนุษยชาติในโลกนี้ กลับที่เหลือนี้ อีกประมาณ 200 กว่าปีนี้มันก็จะมีเนื้อหาสาระอันนี้ค่อยๆ มีประโยชน์ไป จนกระทั่งหมด 2 พันกว่าปีนี้ เนื้อสาระก็จะเจือจางลงไปเรื่อยๆ จนไม่เหลือลักษณะนี้อีกแล้ว ลักษณะที่ดีหายไป ลักษณะที่ชั่วก็จะขึ้นมาแทนหมด เพราะฉะนั้นกลียุคใหญ่ก็จะเกิดขึ้นเลย ล้างโลกไป จนโลกนี้ระเบิด ทำให้ดินน้ำไฟลมพิการ ก่อเกิดการสังเคราะห์ดินน้ำไฟลม เกิดเป็นธาตุต่างๆ เป็นแก๊สเป็นน้ำ ไม่สมดุล โลกนี้ก็ต้องแตกเลยถ้าไม่สมดุล แต่ถ้ายังรักษาความสมดุลในโลกนี้ไปได้ แต่มันยังหมุนอยู่ มันก็จะหมุนช้าลง หรือเร็วขึ้น คือความเสื่อมทั้ง 2 ทิศทาง เท่าที่โลกนี้มันมีอยู่เกี่ยวข้องกับวงโคจร เกี่ยวข้องกับแรงเหวี่ยง เกี่ยวข้องกับความโน้มถ่วงแรงดึงดูดอะไรหมดทั้งนั้นเลย อาตมาอธิบายไม่ไหวแล้ว มันก็จะเป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งนั้นเลย อาตมาว่า เหตุปัจจัยของธรรมชาติพวกนี้คุณอย่าไปคิดเลย คุณคำนึงถึงแต่คน ก่อน สัตว์อื่น หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงที่มีธาตุที่มันเป็นชีวเริ่มต้นเป็นจิตนิยามแล้ว คุณอย่าไปหาเรื่อง อย่าไปให้มีวิบากร่วมกับเขา โดยเฉพาะสัตว์เล็กมันไม่รู้ว่าใครเป็นใครมันมีความพยาบาท มีความรักก็รัก พยาบาทก็แก้แค้นทำลาย แต่รักมาก จนกระทั่งหน้ามืด รักจนหน้ามืด ทิ้งไว้แค่นี้ก็แล้วกัน มันจะทุกข์ขนาดไหน นอกจากจะรำคาญ ทนไม่ไหวอีกแล้วก็จะแยกจะหนีเธอ ก็ทำลายด้วยมือเราเลย ก็จบที่ความพยาบาท ซับซ้อน ใครรู้แล้วก็อย่าไปทำ อย่าให้มันเกิดอาการอย่างนี้ อาตมานี่ เกิดมาในปางนี้ชาตินี้คู่ดี ที่จะมาแก้แค้นพยาบาทน้อย แต่อาการทางรักยังมีพอสควร รักมันต้องแจก อาตมาถึงแจกรัก 10 มิติ รักทางมิติที่ 2 ,3 ก็น้อยลงๆ นอกนั้นก็รักมากขึ้นๆ มีบุคคลมากขึ้น รัก มิติที่สูงขึ้น ก็ยิ่งมีประโยชน์คุณค่า ยิ่งมิติที่9 10 ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น มีสมรรถนะมีความรู้ความสามารถเอามาเกื้อกูลผู้อื่นได้กว้างได้ประโยชน์คุณค่ามากยิ่งขึ้นๆ ก็จะอยู่ในสภาพความจนเท่าที่องค์ประกอบเป็นไปได้ อาตมาทุกวันนี้มีคนเท่านี้ มีสถานที่เท่านี้ก็มีคนมาช่วยกัน ไม่ใช่อาตมาทำคนเดียว เราจะไม่ทำคนเดียว ไม่ว้าเหว่ไม่โดดเด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive