สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐศาสตร์นวัตกรรมโดยชาวอโศก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข19 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐศาสตร์นวัตกรรมโดยชาวอโศก เป็นเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุด ถ้าจะเรียกแล้วโดยวัฏจักรมันก็เคยมีมาแล้ว แต่มันก็ยังไม่มีประวัติศาสตร์จะเก็บมาได้ ก็เลยเรียกว่าเป็นของใหม่ในยุคนี้เป็น NEO คนทั่วโลก จะมี Neo อย่างนี้ เป็นความใหม่ที่เป็นเสรีนิยมใหม่ เพราะทุกวันนี้คนจะนิยมความเป็นเสรี ทีนี้ในอาจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ เขาก็พยายามที่จะ ขยายความคำว่าเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจของพวกเสรีนิยมใหม่เขาจะแสดงออกหรือมีสิ่งที่เป็นจริงอะไรบ้างที่จะเป็นกระบวนการของสิ่งที่มันออกพฤติ บทบาท กรรมกิริยาเสร็จแล้วมันเป็นผลให้ได้จริง เขาก็ได้แค่แนวคิด process จริงๆ กระบวนการจริงเขายังไม่มี เขาได้แค่ paradigm ส่วนกระบวนการจริงๆเขายังไม่มี กระบวนทัศน์ก็ยังไม่ชัด แต่เขาก็พอบอกออกมา เขาว่า มันควรจะมีองค์ประกอบ อยู่ 3 ข้อ 1.ความยั่งยืนทางนิเวศน์ Ecological sustainability 2.ความยุติธรรมทางสังคม Social judgement 3.ความสัมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ Economic welfare สาม ข้อนี้เขาบอกว่าน่าจะเป็นกระบวนทัศน์ของ สิ่งที่เป็นสิ่งที่แสวงหาใหม่ เสรีนิยมใหม่ที่จะได้ครบพร้อมของคุณสมบัติของ องค์รวมของชีวิตของสังคมที่สมบูรณ์แบบ อาตมาอ่านแล้วก็ว่า 3 ข้อนี้ชาวอโศกมีหมด มาชี้อธิบายว่ามันเป็นจริงหรือไม่จริงอย่างไร ความยั่งยืนทางนิเวศน์ ความยุติธรรมทางสังคม ก็ดีมาก ไม่มีกระบวนการฟ้องร้องขึ้นศาลอะไรในชาวอโศกไม่มี ไม่ต้องอาศัยทางสังคม พวกเราว่าความกันนิดหน่อย กรรมการตัดสินความนิดหน่อยก็จบ ความยุติธรรมทางสังคมก็ดี ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจก็ดี อันนี้ยังจะต้องอธิบายกันอีกยาวมาก ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ คนเข้าใจว่าความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ คือมีเหลือเฟือเละเทะเลย มันไม่ใช่ อย่างนั้นมันสูญเสีย เสียแรงงาน

อ่านต่อ

ของเฟ้อเกินเสียเปล่ากระจายกันไม่ทัน ของควรให้มันมีอายุของมัน ให้มันเกิดมาไม่ให้เกิดความสูญเสียเปล่า มันก็น่าเสียดายไม่ได้เข้าท่าอะไร สรุปรวมแล้วทั้งหมดอาตมาย่นย่อ ไปหาภาษาไทยคำว่าประโยชน์สูงประหยัดสุด ต้องรู้จัก หรม. ครน.ของทั้งประโยชน์และประหยัด รู้จักการจะเอาออกแต่ให้เหลือมากที่สุด คือ หรม. สร้างให้ได้มากที่สุด แต่ให้สูญเสียน้อยที่สุดเรียกว่า ครน. ให้มีอัตราก้าวหน้าที่ดีที่สุด อัตราก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่มากคือ E=C(mc 2 +A) C คือตัวแปรก้าวหน้า เขียนภาษาว่า coefficient หรือสัมประสิทธิ์ อัตราการก้าวหน้าอันนี้ C(mc 2 +A) มันจะเป็นสูตรของอัตราการก้าวหน้าใช้ได้ทางวัตถุใช้ได้ทางนามธรรมหรือจิตวิญญาณ แต่อย่าเอาไปสร้างระเบิดปรมาณูนะ ขอสาปแช่งไว้ก่อน อันนี้จะเป็นธรรมาวุธที่ไม่ใช่ปุญญาวุธ C(mc 2 +A) จะเป็นสูตรพลังงานที่จะใช้ต่อไป ผู้ทำได้แล้วอยู่ในอารมณ์หรืออยู่ในความรู้สึก หรืออยู่อย่างมี อารมณ์ที่สบาย แล้วก็ไม่ขัดแย้งกับความเป็นคนจน คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องหลอกลวง ไม่ใช่เรื่อง อุปาทาน ไม่ใช่เรื่องไปหลงยึดติดใน ภพชาติที่สร้างมารองรับจิตไม่ใช่ มันเป็นความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตที่มีคุณสมบัติอันเลิศประเสริฐ ด้วยตัวมันเองจริงๆ ซึ่งเป็นระบบที่สมบูรณ์แบบ รวมตัวกันอยู่อย่างมีจิตสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีตัวตนอัตตาไม่เห็นแก่ได้ ไม่ติดยึด ในเรื่อง กามภพ กามาวจร ไม่ติดยึดลึกเข้าไปถึง รูปาวจร แม้อรูปาวจร ก็หมดสิ้น ถึงขั้นสิ้นอาสวะ สุดจนถึงขั้นสิ้นอนุสัย คือจบสุดแล้ว ที่อาตมาว่าได้อธิบายความหมายละเอียดสุดมาแล้ว ก็ศึกษากันดู เป็นความจริงทุกวันนี้สิ่งที่เป็นความจริง สิ่งที่มีอยู่มันปรากฏ ความจริงที่มีอยู่ มันจะมี และความจริงที่มีอยู่ก็คือมันไม่ใช่ศูนย์ สูญในความมีคือสุญญตาคือว่างได้จากสิ่งที่ไม่ให้มีเขาก็ทำให้ว่างจากสิ่งที่ไม่มีให้ได้ ว่างจากทุจริต อบาย หยาบที่สุดก็ทำได้ แม้จะไม่ถึงอำหมิตโหดร้าย ขี้โลภสุด ราคะสุดก็ไม่มีแล้ว เป็นกามภพ กามาวจรก็ไม่มีอีก ไม่มีอย่างถาวรยั่งยืน ชนิดที่ไม่มีวนกลับมาใหม่อีกหลายตลอดกาลนาน จะวนมาแวบหนึ่งก็ไม่มีถ้าถึงที่สุดแห่งที่สุด ถ้าไม่ถึงที่สุดมันจะวนกลับมา แวบมา กี่ครั้งก็ตาม ตราบที่มันมีก็คือไม่สูงสุด ถ้ามันไม่มีอีกเลย ไม่มีวนแวบอะไร ดีไม่ดีปรุงให้มันอีก มันก็ไม่ขึ้น ไม่ต้องปรุง โลกนี้มันมีแบบนั้นมันก็ไม่เกิดกิเลสแบบนั้นอีก นั่นคือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทุกองค์เป็นแบบนั้น ไม่ใช่นัตถิกทิฏฐิหรืออเหตุกทิฏฐิ ที่ไม่มีเหตุมีผลอะไรอยู่ๆก็ลอยขึ้นมาเลย เอาอะไรมาพูดกัน แล้วเอาอะไรมามี มันก็มีแต่ไม่มี ที่พูดกันอยู่นี้มีหรือไม่มี ...ก็ต้องมี ที่พูดอยู่นี้เป็นคนหรือธาตุรู้ที่ยังไม่ปรินิพพาน ยังไม่สูญ ก็พูดในฐานะที่มันยังมี แต่อะไรที่จะไม่ให้มีเราก็เรียนรู้อันนั้น อย่างหยาบกลางละอียด จนถึงอรูปในนามธรรม เป็นธุลีละอองในนามธรรม ก็ทำให้หมดสิ้นไปอีก นี่คือสิ่งที่มนุษย์สามารถรู้และสามารถทำจริงขึ้นมาได้ ผู้ที่เริ่มต้นมีธาตุรู้ใน Axiom จะมีรูปร่างเล็กน้อยก็ตาม มีองค์ประกอบเล็กน้อยก็ตาม พอรู้ไปก็จะรู้มากขึ้นประกอบกันไปรู้ความจริงได้มากขึ้น ขยายความไปตรงที่นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ แนวคิดที่ไม่ไปลอกเลียนใคร เสรีนิยมอันนี้ของศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ อาตมาก็เอาอันนี้อธิบายดู ชาวอโศก เป็นนักเสรีนิยมใหม่นั้นอย่างแท้จริง คือนิยมอะไร? นิยมความเป็นคนจน แต่ต้องมีนิยามนะ ว่า ความจนนี้จนอย่างไร คนที่จนอย่างสิ้นไร้ไม้ตอก โง่เง่าเต่าตุ่นผลาญพร่าบรรลัยจักร หรืออย่างธัมมชโย หรือตัวใหญ่ที่สุดของโลกก็ตาม จะต้องยืนยัน ว่าเชื้อชาติสัญชาติฉันใหญ่ที่สุด อย่างอเมริกาเขารวมเชื้อชาติสัญชาติเขาไว้หมดว่าใหญ่สุด คือมันมีอัตตา ทีนี้จริงๆแล้วมันมีขนาดของมันที่ซ้อนอยู่ ว่าถ้ามีมันจะมีขนาดไหน อันนี้แหละไม่เท่าเทียมกัน ถ้ามี เขาก็ว่า องค์ประกอบของเขาแล้ว สองคนหรือสามคน ห้าคน ร้อยคนพันคนแสนคนแล้วในตัวคนที่รวมกันอยู่นี้ มันยังมีความจริงอีกบางคนมันผลาญทำลายมาก บางคนทำลายน้อยกว่า บางคนไม่ทำลายเลย มันมีคนจริงเหล่านี้อยู่ และคนจริงเหล่านี้ก็อยู่กันได้กับพวกนี้อย่างสงบ จึงถือว่าเป็นสังคมสงบ สังคมที่ไม่ทะเลาะวิวาทไม่ทำร้ายทำลาย เป็นสังคมที่สงบจริง ในความซับซ้อนของนัยต่างๆที่กล่าวคร่าวๆ จึงมีเหตุปัจจัยข้อมูลต่างๆที่จะต้องเข้าใจสภาวะจริง ที่มาเป็นองค์รวมอยู่กันอย่างดี สมมุติง่ายๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราจะใช้คำว่าคนจน ก็หมายถึงคนที่มี เอาง่ายๆ มีสตางค์น้อย สต ถือว่าเป็นหน่วยเล็กที่สุดแล้ว แปลว่า ร้อย ร้อยก็หมายความว่า ถ้าร้อยหน่วยก็เป็นบาทหนึ่ง สลึงก็ไม่ต้องพูดแล้ว หรือไปเอาเก่าๆ โสฬส ก็ไม่ต้องพูดกันแล้ว เดี๋ยวนี้สลึงหนึ่งเด็กก็ไม่รู้แล้ว 4 สลึงเป็น 1 บาทเขาไม่รู้เรื่อง บาทหนึ่งยังไม่ค่อยจะใช้เลย 1 บาทนี้ต่ำแล้วนะ คนที่มีสตางค์น้อย เขาเรียกว่าเป็นคนที่จนที่สุด คนที่มีสตางค์น้อยที่สุด ถ้าเรียกในภาษา ก็คือ คนที่มีน้อยบาทที่สุด หรือมีเป็นpenniที่สุด ในความเป็นคนจน จึงเรียกว่าพวก penniless เป็น poorness คนจนแบบนี้เรียกว่า neo penniless แบงค์ 5 แบงค์ 10 บาทก็เหลือน้อยแล้ว 20 ขึ้นไป 50 100 ยังพอมีใช้ 10 นี่ บางทีจำเป็นต้องใช้ พอมีแบงค์ 20 อยู่ จะต้องรวมให้เป็น 50 คนที่มีลักษณะรู้จักความน้อยหรือความจน แล้วก็ไม่เดือดร้อนอะไรไม่มีเท่านี้เราก็อยู่ได้ ตัวเราเองเราจนเท่านี้มีเท่านี้อยู่ได้ คุณก็รักษาตัวรอด มากกว่านี้ก็ไม่ได้ถ้าอยู่คนเดียว ถ้าอยู่สองคนก็ทำอะไรได้มากขึ้น ต้องใช้ความสามารถที่จะอยู่ร่วมกันมากขึ้น จนกระทั่งเป็นหมู่มวลเดียวกัน 3 คนก็ยาก ถ้าคนร้อยคนพันคนหมื่นคน แน่นอน ความยึดติดในตัวเอง จิตใจที่ไม่เสมอกันก็ยิ่งจะยากขึ้นอย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เราพิสูจน์ สิ่งหนึ่งเรียกว่า เสนาสนะสัปปายะ เรียกว่านิเวศน์วิทยา สัมปวังโก คือองค์รวมที่คนเข้าไปใช้สิ่งเหล่านี้ เมื่อมีคนมีจิตวิญญาณทุกอย่างก็ครบสมบูรณ์ เป็นองค์ประกอบสิ่งแวดล้อม environment เป็นสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ เราก็บริหารสิ่งเหล่านี้ให้ได้สัดส่วน มันจะมีการขัดแย้งอันพอเหมาะ resistance อันพอเหมาะ หากไม่ขัดแย้งกันเลยไม่เกิดพลังงาน ตามกันไปเป็นหมู่ มีแต่เสื่อม มีผู้เดียว คิด และพาทำ ไม่ช้าก็สูญ อันนี้ก็อธิบายกันอย่างคนนี่ มี DNA แบบเดียวกันผสมกันก็จะมีแต่เสื่อม ฉันเดียวกัน มันจะต้องมีพลังงานที่มี Resistance อันพอเหมาะให้เกิดความร้อนที่มีอัตราการก้าวหน้าที่พอดี ถ้าร้อนเกินไปก็สูญเสีย ให้มีอัตราการก้าวหน้าที่เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ พวกเราชาวอโศก เข้าใจความจนที่มีคุณลักษณะดีเอามาใช้ จนเกิดหมู่บ้านชุมชน พอได้ตอนนี้ อาตมาเชื่อว่า ผู้ที่แสวงหาในโลกจะมาเอาทฤษฎีนี้ คุณสมบัติอันนี้ จะมาเอาในอนาคต มั่นใจ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า อาตมามั่นใจว่าตัวพวกเรานั้น มั่นใจ axiom นี้แล้วไม่ต้องพิสูจน์อีกแล้ว ตามภูมิอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ขอแสดงความจริงออกไปทำความจริงนี้ไปไม่ต้องไปติดยึดในภาษา บัญญัติ ทำไป สร้างความจริงไปเรื่อยๆ เผลอๆก็็สูงเสร็จแล้วเผลอๆก็สุดเสียแล้ว ไม่ต้องไปติดในสมมุติ เราก็สร้างความจริงไป คนอื่นรู้หรือไม่รู้แต่ความจริงมันมี แม้แต่ตัวเราเองไม่รู้ก็แล้วไป แต่ความจริงนั้นใช่ axiom นี้ ก็แล้วกัน อาตมาไม่สงสัย ไม่งงเรื่องนี้ 601115_เอื้อไออุ่น อาวาสสถานภูฟ้าผาธรรม จ.เชียงใหม่

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน