ปฏิบัติธรรมไม่เริ่มต้นที่ศีลก็เหมือนผีหัวขาด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข6 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิบัติธรรมไม่เริ่มต้นที่ศีลก็เหมือนผีหัวขาด อาตมาเองสบายใจมาทำงานศาสนาพุทธ พอมาทำงานศาสนาเขาก็เริ่มต้นบอกว่า เอา วงการศาสนาพุทธนี่นะ ถ้าใครจะเอาศีลให้มาเอาที่อโศก ใครจะเอาสมาธิให้ไปเอาที่ธรรมกาย ใครจะเอาปัญญาให้ไปเอาที่สวนโมกข์ ท่านพุทธทาส อาตมาก็สบายใจที่เริ่มต้นทำงานศาสนา อาตมาเริ่มต้นถูกแล้ว แล้วอาตมาก็มาสอนสมาธิ สอนปัญญาไปเรื่อยๆ อาตมาก็ไม่ไปแย้งไม่ไปเถียงอะไรมากมายหรอกว่าอาตมาไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา ไม่ใช่ว่าพวกอาตมาไม่มีศีล แต่พวกนั้นเป็นพวกหัวกุดเพราะศีลนั้นเป็นหัว สมาธิปัญญาของเขาไม่มีหัว แล้วมันจะไปเป็นคนเต็มคนได้ยังไง คนหัวขาด มันไม่ได้ ศีลนี้ยิ่งใหญ่ ศาสนาอื่นใดๆไม่มีศาสนาที่มีศีลเป็นหัว เป็นหลักการเหมือนศาสนาพระพุทธเจ้าหรอก แล้วก็มีอิทัปปัจจยตา ศีลสมาธิปัญญา ปฏิบัติการอย่างเป็น จรณะ15 วิชชา 8 มันไม่มี พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่าศาสนาอื่นใดไม่มีมรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์ 7 ศาสนานั้นไม่มีสมณะ 4 เหล่า คำว่าสมณะ 4 เหล่านี้แหละคืออาริยกะหรืออาริยบุคคล เป็นคนเจริญจริงๆ เจริญอย่างปฏิโสตัง เจริญอย่างทวนกระแสโลกีย์ ไม่ใช่เจริญอย่างโลกีย์ที่รวยด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่ใช่อีกแหละ ทวนว่ามีแต่หมด ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หมดจริงๆ อย่างนี้ต่างหาก นี่คือสัจธรรมที่ยาก สัจธรรมที่มันเหมือนง่ายนะ ทวนกระแส ทำไมมันจะไม่เข้าใจคำว่าทวนกระแส ก็น่าจะเข้าใจนะ ทวนกระแส เอาง่ายๆ ศีล สมาธิ ปัญญา นี่เป็นเบื้องต้น นี่เป็นเบื้องปลาย แต่คนไปศรัทธาปัญญามากกว่ามาศรัทธาศีลเพราะมันเป็นกลายเป็นยอด เขาเอายอดไม่เอาต้น เพราะฉะนั้นพวกที่จะเอา มันต้องเอาทั้ง 3 ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ หรือเป็นพวกมุดเข้าป่าเข้าถ้ำ มันก็เลยไปใหญ่เลยใหญ่ แม้แต่พระป่าหรือพระบ้านก็เชื่อว่าสมาธิต้องหลับตาฌานก็ต้องนั่งหลั

อ่านต่อ

บตา อาตมาก็ขอยืนยันว่าไม่มี ศาสนาพุทธของพุทธนั้นฌานวิสัยของพุทธเป็นอจินไตย ฌานวิสัยของพุทธไม่ได้หลับตา ไม่ได้เข้าฌานออกฌาน ฌานของพุทธไม่ต้องเข้าต้องออก ได้แล้วก็ได้เลย ได้แล้วก็ได้เลย _สู่แดนธรรม... ออกมาแล้ว ไม่ต้องเข้าอีก พ่อครูว่า... ไม่ต้องเข้าไม่ต้องออก ศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นคำว่า ฌานวิสัย เป็นอจินไตย อธิบายได้ยาก ฌานมีมากมายในศาสนา คำว่าฌาน เป็นของเก่าของแก่ เสร็จแล้วมันผิดเพี้ยนไปไกล พระพุทธเจ้าก็ดึงกลับมาได้ยากอยู่ ยิ่งโพธิรักษ์ยิ่งจะดึงยากใหญ่ ดึงมาเป็น ฌานพุทธ ฌานพุทธ เกิดจากการมีศีลเป็นหลักแล้วก็มี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นตัวปฏิบัติจึงจะเกิด สัทธรรม 7 แล้วเกิดฌาน และมีวิชชา ไปร่วมให้เกิดการเจริญ เกิดการพัฒนาเป็นมรรคเป็นผล ไม่มีไปนั่งหลับตาอะไร ไม่ต้องไปหาสถานที่ ไม่ต้องไปเต๊ะท่าอย่างโน้นอย่างนี้ ทำฌาน ทำสมาธิ ไม่ต้อง สมาธิต้องนั่ง ฌานก็ต้องนั่ง แล้วก็ต้องหลับ หลับตา ไม่ต้อง หาที่สงบหน่อยไม่ต้อง ฌาน สมาธิ ก็ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ในจรณะ 15 นี้แหละ ปฏิบัติจรณะ 15 ของพระพุทธเจ้านี่แหละ มันเสื่อมไปไกลจนกระทั่งว่าปฏิบัติจรณะ 15 เกิดฌาน เกิดสมาธิ ใครเขาสอนกันวะ มีที่ไหน ดีนะว่า ยังมีในพระไตรปิฎกยังยืนยันยังเอาออกมาพูดได้ คำว่าฌาน 1 2 3 4 ยังอยู่ในจรณะ 15 ยังดีนะ ถ้าไม่อย่างนั้นอาตมาหัวขาดเลย เขาตายจะบอกว่าเอาอะไรมาพูด ยังดีมีหลักฐานของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่งั้นหมดท่าเลย แล้วคำว่าฌาน ก็ไปอยู่ในข้อที่ 12 13 14 15 ของจรณะ 15 ไปอยู่ตอนปลายด้วย มันก็เลยยิ่งไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ไม่ค่อยจะเชื่อว่า ฌาน มีด้วยเหรอที่เกิดจากการมามีศีล ปฏิบัติศีล ปฏิบัติอปัณณกปฏิปทา 3 จึงจะเกิดค่อยๆลดละกิเลสลงไป จึงจะเกิดการรู้เรียกว่าศรัทธา ถึงจะเกิดการเห็นเรียกว่าศรัทธา จึงจะเกิดการเชื่อว่า อ๋อ ปฏิบัติศีล และ อปัณณกปฏิปทา 3 ถึงจะเกิดการรู้จักกิเลสแล้วทำให้กิเลสลดได้ อ๋อ รู้กิเลส ลดกิเลสอย่างนี้หรือ แต่ก่อนไปนั่งหลับตาเอานะ ปฏิบัติธรรมต้องนั่งหลับตา ทำสมาธิ ทำฌาน อ้อให้มาเรียนรู้ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 อย่างนี้หรือ แต่ก่อนไม่ได้เห็นอย่างนี้เลย ไม่ได้เชื่อ ไม่ได้ศรัทธาอย่างนี้เลย ศรัทธาเพราะการนั่งหลับตาเอาได้ ฌาน สมาธิวิมุตต้องมาปฏิบัติศีล อปัณณกปฏิปทา 3 นี่แหละหลักการปฏิบัติใหญ่ที่ไม่ผิดอย่างนี้หรือ แต่ก่อนไปว่าที่โพธิรักษ์เอาแต่ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 นะ โพธิรักษ์มาสอนอย่างนี้นะแล้วไปว่าโพธิรักษ์เสียย่ำแย่เลย ตายๆๆ อาย หิริ อาย กว่าจะหิริ นี่ต้องเกิด ศรัทธาจริงๆต้องเชื่อว่าตัวเองเชื่อมาผิด ลบหลู่ผู้ที่ถูกเป็นผิด ลบหลู่ดูถูก ปรามาส บริภาษด้วย บริภาษแปลว่าด่า มันก็ละอายที่ไปว่าผู้ที่ถูก หรือยิ่งโอตตัปปะเกรงกลัวอย่างแรงกล้า อันนี้จึงเรียกว่าเป็น สัทธรรม ธรรมะอันดี เจริญ โอตตัปปะ ผู้ที่ระลึกได้ รู้ตัว เข้าใจถูกว่าตัวเองผิด หิริด้วย โอตตัปปะด้วยจึงเข้าสู่พหูสูตรหรือพาหุสัจจะ จึงเข้าสู่ว่า ความจริงมันเป็นอย่างนี้หรือเราเข้าใจผิดมานะ จึงได้เริ่มต้นแก้ไขตัวเอง ปรับปรุงตัวเอง เมื่อแก้ไขปรับปรุงตัวเองขึ้นจึงเจริญด้วยวิริยะสติปัญญา จึงได้เพียรปฏิบัติตามทิศทางที่เข้าใจใหม่ เข้าใจถูกแล้วแต่ก่อนนี้เข้าใจผิด ก็เลยต้องมาเปลี่ยนใหม่ วิริยะใหม่ ตั้งสติใหม่ สติที่เขาปฏิบัติกัน เขาเอาสติไปปฏิบัติกันอยู่ในหลับตา สติให้ตื่นเต็ม ลืมตาไม่ได้รู้เรื่อง ชาคริยานุโยคะ ไม่ได้สังวร สังวรบ้างก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นปัญญามันเกิดไม่ได้เลย เพราะมันไม่มีศีล ไม่มีอปัณณกปฏิปทา 3 ปัญญาจะเกิดไม่ได้ ไปหลับตาซะอย่างเดียว ไม่กินไม่อยู่ โภชเนมัตตัญญุตา ไม่มี สำรวมอินทรีย์ 6 ไม่มี ตื่นก็ไม่ตื่นไม่ครบ อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีสักอย่างเลย ศีลก็ไม่มี หัวไม่มี เรียกว่าพวกผีหัวขาด เป็นคนพิการไม่มีหัว ศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ นี่แหละคือศาสนาพุทธ ส่วนการจะเกิดศรัทธา เกิดหิริโอตตัปปะ เกิดพหุสัจจะ เกิดวิริยะเกิดสติ เกิดปัญญานั้น มันเป็นผลเนื่องมาจากศีลกับอปัณณกปฏิปทา 3 มันไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเอาเลย เพราะฉะนั้นหัวก็ไม่ได้ หางหรือว่า ฌาน 1 2 3 4 มันก็ไม่ได้ หัวก็ไม่ได้ หางก็ไม่ได้ ผีหัวขาด ขาก็ขาดอีก กลายเป็นผีหัวขาดทั้งหัวทั้งหาง น่าสงสารศาสนาพุทธแบบนี้ _สู่แดนธรรม... อาจารย์ของผมบอกว่าท่านนั่งภาวนาสมาธิแล้ว ศีล มันก็บริสุทธิ์ในตัวเองครับ พ่อท่านบอกว่าองค์ประกอบในการมีศีลต้องมีเหตุปัจจัย พ่อครูว่า... อาตมาได้มารื้อฟื้นเอาธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระเป็นอาริยะ เอาคืนมา อาตมาก็ต้องพยายามรื้อคืนมาจริงๆ ใครจะเชื่อมันก็บังคับกันไม่ได้ ใครจะไม่เชื่อ มันก็ไปบังคับเขาไม่ได้เหมือนกัน ผู้ที่จะเชื่อก็เชื่อด้วยตัวเอง ต้องฟังด้วยตัวเอง ตัดสินด้วยตัวเอง วินิจฉัยด้วยตัวเองว่าอย่างนี้ใช่ คุณก็ต้องวินิจฉัยเอง แล้วยิ่งอาตมาไม่ได้ไปหว่านล้อม ไม่ได้ไปหาบริวาร ไม่ได้ไปหาโฆษณาทำพิธีการอะไรต่างๆเพื่อจะให้มาเชื่อ ให้มานับถือ ไม่ทำเด็ดขาด อาตมาไม่ทำเลย มันไม่กล้ามันอาย จะไปทำอย่างนั้น ก็พูดแต่ความจริง มันก็เลยแข็ง เขาก็เลยรู้สึกว่าไอ้นี่มันไม่เอาใจ มันไม่ปะเหลาะ มันไม่โฆษณาตัวเองเลย อาตมาพูดนี่ไม่ได้โฆษณาตัวเองนะ ที่บอกว่าอาตมาเป็นอรหันต์ อาตมาไม่ได้พูดเพื่อโฆษณาตัวเองนะ คนที่โฆษณาตัวเองนั้น เขาจะมีลักษณะปะเหลาะ ลักษณะประเล้าประโลม โฆษณาจะต้องมีสิ่งที่ให้เขาสนใจ อาตมาใครจะสนใจไม่สนใจก็ศีรษะใครศีรษะมัน ใครจะสนใจไม่สนใจ ใครจะไปบังคับกันได้ก็ตัวใครตัวมัน ก็ช่างใครก็ช่างใคร อาตมาไม่ได้ว่าช่างหัวใครนะ ต้องระมัดระวังภาษาคำพูดบางทีจะพูดไม่เพราะ อาตมาพูดเพราะอยู่ ก็รู้อยู่ว่าพูดไม่เพราะมันเป็นยังไงแต่ว่าอาตมาไม่พูด แต่มันแข็งมันดูตรง มันดูเปรี้ยงเปรี้ยงๆเท่านั้นเอง เอาล่ะอาตมาว่าจะพยายามพูดให้ถึง 20:00 น ตอนนี้มันฝนตก สำหรับวันนี้ก็ได้ว่ามาถึง 19:52 น แล้ว ก็ขอสรุปลงไปอีกนิดหนึ่งว่าอาตมาจะยังทำงานอยู่อีก ยังไม่ยอมตาย มีคนอนุโมทนาสาธุ แต่อย่านึกว่าอาตมาสามารถที่จะลากขันธ์ไปได้เองง่ายๆ ที่จะต้องเป็นไปตามวาจาศักดิ์ที่จะไม่ตายนะอาตมาไม่ได้เป็นคนเก่งกาจถึงขนาดนั้น อาตมาตายไปจะไม่รู้ตัวต้องระวัง ต้องฟังเพลงของนายโอ๋ ที่เขาแต่งว่า จะรอให้พ่อตายไปแล้วหรือ เพลงหรือจะรอให้พ่อสิ้น คำร้องเป็นของท่านเด่นตะวัน จะรอให้พ่อท่านตายก่อนหรือ อันนี้จริงนะ อาตมาก็ว่า อย่าทำเป็นเล่นไป อย่างน้อยไม่เข้ามาก็ใส่ใจฟังธรรม พยายามบ้าง แม้อาตมาเองจะอธิบายธรรมะ ที่มันสูง มันละเอียด มันลึกซึ้งขึ้นฟังยากก็ตาม แต่อาตมาจำเป็นที่จะต้องทำ ก็มีพวกเราที่ย่อยที่ทำให้เป็นระดับต้นๆระดับกลางเชื่อมโยงกันอยู่มี แม้แต่ฆราวาสด้วยกัน ก็พูดตามประสาฆราวาสด้วยกันก็มี แต่แน่นอนมันเป็นโลกุตรธรรมทั้งนั้นในพวกเราที่พูดกัน มันจึงยากที่จะเข้าใจ มันไม่ใช่เป็นโลกียะที่เป็นการปะเหลาะเอาลาภยศ ทุกวันนี้อาตมาสงสารศาสนาพุทธที่ทำทานกันก็มีแต่กิเลส ไปปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมก็มีแต่กิเลส ไม่ใช่ใส่ความนะ มีแต่กิเลสมีแต่เสริมกิเลส ยกตัวอย่างง่ายๆการทำทาน ทำทาน ก็จะต้องไม่ทำใจของเราเองให้อยากได้ ทานแปลว่าให้ แต่กลับไปเอา เขาใช้ภาษาคำว่าบุญไปเอาบุญ ซึ่งมันก็ผิดไปไกลเลยที่จริงแล้วบุญไม่ใช่ของเอา บุญนี้ต้องเอาออกจากตัว เราไม่ต้องใช้บุญ บุญนี้มันไม่มีหรอกที่จริงมันจะต้องพัฒนาขึ้นมาให้อภิสังขารขึ้นมาให้เป็น ปุญญาภิสังขาร ต้องทำใจในใจให้เป็นอาวุธที่ฆ่ากิเลสเป็นพลังงาน ฌาน เป็นพลังงานบุญ ซึ่งเดี๋ยวนี้มันไม่เป็นกันแล้ว ผู้รู้ไม่มีกันแล้ว ฌานก็ไม่ได้เป็นพลังงานไฟที่จะไปเผากิเลส บุญก็ไม่ใช่พลังงานไฟที่จะไปเผากิเลส ไม่ได้เป็นเลย หรือจะเป็นอาวุธตัดคอกิเลสก็ไม่ได้เป็นเลย บุญเขาแปลแต่ว่าอยากได้อยากได้อยากได้ เห็นไหมว่า คุณศึกษาธรรมะคุณหอบเอาแต่กิเลสมาให้แก่ตัว ทั้งๆที่พยัญชนะบอกให้คุณปฏิบัติอย่างหนึ่ง คุณก็ไปเอาพยัญชนะนั้นที่ให้ปฏิบัติอย่างหนึ่งเอามาเป็นของตัวอีก ทานให้ๆ ก็ไม่ให้เอา บุญให้ละกิเลสไม่ได้เอากิเลสมา อาตมาสุดสงสาร แต่อาตมามีหน้าที่เป็นโพธิสัตว์ถึงขั้นนี้แล้วอาตมาจึงจำเป็นต้องทำ มันต้องทำเพราะอาตมาไม่มีอะไรอื่น อาตมายืนยันตั้งแต่มีชีวิตเป็นอย่างนี้ตลอดกาลมาแล้ว เพราะฉะนั้นอาตมาจึงหนักหนาสาหัสอย่างไรก็สู้ ๆๆ เอา ไม่ต้องถึง 20:00 น ก็ได้ ฝนก็ตกไป อาตมาก็พยายามจะว่าไป _สู่แดนธรรม... มีคนอาราธนาให้พ่อท่านอายุยืนยาวต่อไปครับ พ่อครูว่า... อาตมาพยายามตั้งใจจริงๆ จะพยายามลากขันไปให้อายุ 100 ปีอย่างน้อย มันจะสมใจ มันจะเป็นอย่างไร อาตมาก็บอกแล้วว่าอาตมาขันธ์ของอาตมาถึง 72 ปีอาตมาลากไปถึง 90 ปีนี้ก็ จริงๆนะ มันมากแล้ว เอาละพอทีสำหรับวันนี้ ขอจบเพียงเท่านี้ก็แล้วกันเจริญธรรมทุกคน 660804 ปฏิบัติธรรมไม่เริ่มต้นที่ศีลก็เหมือนผีหัวขาด รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #34 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน