อัตตกิลมถานุโยคคือลำบากแล้วยิ่งเพิ่มอัตตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
อัตตกิลมถานุโยคคือลำบากแล้วยิ่งเพิ่มอัตตา พ่อครูว่า... ขออธิบายเรื่อง อัตตกิลมถานุโยค มันเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ลึกซึ้ง อัตตะแปลว่าตัวเอง กิลมถะ แปลว่าทำความลำบากให้แก่ตัวเอง แล้วก็ยิ่งทำก็ยิ่งเกิดอัตตา มันมีความซับซ้อน ฟังให้ดีนะ สมณะดินไท… ข้างนอกแปล อัตตกิลมถานุโยค หมายความว่าบำเพ็ญทุกรกิริยา พ่อครูว่า... ก็ได้ เป็นความหมายอันตื้นอันง่ายที่สุด เป็นการทรมานร่างกาย ทำให้เกิดความเจ็บปวดต้องอดทนแบบทุกข์ทรมานเดือดร้อน เข้าใจกันอย่างนั้นเยอะ จริงๆมันลึกซึ้งในคำว่า อัตตา มันมี โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา อัตตา นี่มันลึกซึ้งถึง 3 ชั้น กิลมถะ หมายความว่า มันเป็นการทรมานตนเอง ถ้าจะพูดกันอีกนัยยะหนึ่ง คนที่ไปหลงทางภายนอก ไม่ใช่เข้าไปภายใน หลงเข้าไปยึดติดในเรื่องภายนอก และปฏิบัติเอาเป็นเอาตาย จริงๆจังๆอยู่กับภายนอก ภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็เรื่อง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข โลกียสุข ที่ไปหลงความรู้ นี่ล่ะเป็น อัตตา ชนิดที่หยาบใหญ่มาก แต่ลึกมาก หยาบใหญ่มากที่น่าจะรู้ แต่มันลึกมาก มันลึกก็เลยรู้ยาก หยั่งไม่ถึงความลึก ขนาดมันหยาบใหญ่ แต่อยู่ลึกถึงจับได้ยาก หลงไปใหญ่เลย อาตมาเห็นทุกวันนี้ หลงความรู้ ความรู้ของพระพุทธเจ้านี้จะมี เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย เป็นปริเฉทๆๆ ศีล สมาธิ ปัญญา โสดาบันก็มีศีล สมาธิ ปัญญา ระดับหนึ่ง เช่น อาตมาเคยบอกว่าถือศีล 5 นี่แหละปฏิบัติให้บรรลุธรรมถือศีล 5 คุณจะเป็นโสดาบัน คุณปฏิบัติศีล 8 ถือศีล 8 ให้บรรลุธรรม คุณจะเป็นสกิทาฯ ถือศีล 10 คุณปฏิบัติเถอะศีล 10 ดีๆคุณจะได้เป็นอนาคามี สูงกว่าศีล 10 ขึ้นไปก็รวมเลย จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ก็แล้วแต่ ก็เป็นอรหันต์ นี่โดยบัญญัติภาษาง่ายๆ แล้วก็ทำให้ได้ แต่ผู้ที่สอน ผู้ที่รู้ ผู้ท
อ่านต่อ
ี่ปฏิบัติกันทุกวันนี้ในศาสนาพุทธ ไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย แล้วไม่เอาจริงเอาจังด้วย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธถึงสูญ เลย ไม่มีศีล ศีลไม่เป็นมรรคเป็นผล แม้แต่ไปบวชแล้ว มันชัดเจน ยืนยันเลยว่า ทุกวันนี้พระมีศีลไหม ไม่รู้ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 พอรู้เป็นจารีตประเพณี ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ที่เป็นเรื่องปรมัตถ์ เป็นเรื่องจริงเลย ไม่รู้ปฏิบัติไม่ถูก จารีตประเพณีถือกันมายังไงก็ถือตามจารีตประเพณี เป็นประเพณีเฉยๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติไปเรียนเปรียญ 9 ไปเรียนดอกเตอร์ ไปปฏิบัติเป็นอะไรๆ จึงมองว่าเป็นชั้นพื้นฐาน อ้าว ไม่เอาพื้นฐานเหรอ ไม่เอามาปฏิบัติเลย ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 เขาก็เลยไม่มีศีลเลย เสร็จแล้วมันก็จะเสียสิ พระไม่มีศีลได้ยังไง ก็ไปยึดเอาวินัย 227 เป็นศีล โดยภาษาวินัยกับศีลมันคนละอย่างกันเลย ก็ไม่รู้ จนกระทั่งมันชัดเจนเลยว่าตกลงพระภิกษุมีศีลเท่าไหร่ 227 พูดกันหน้าตาเฉยเลย ภิกษุมีศีล 227 พูดกันหน้าตาเฉยเลย เห็นไหมว่าไม่มีศีล ไม่ได้ขึ้นต้นด้วยไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ใช่เลย วินัย วินัย 227 มันไม่ใช่ศีล มันเป็นข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าตั้งขึ้นมาทีหลัง จากการที่มีพฤติกรรมจริงของคน กรณีที่เกิดขึ้นต่างๆ อันไหนผิด ท่านก็ค่อยๆตั้งพระวินัยขึ้นมา มีคนเป็นต้นเหตุแล้วถึงไปตั้งวินัย อย่างนี้เขาก็ไม่เข้าใจกัน ก็เลยสลับสับสน ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว ไม่เกิดมรรคผลไปตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นจรณะ 15 วิชชา 8 อันเป็นพุทธคุณแท้ๆของศาสนาพุทธ จึงเสื่อมไป ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มี เพราะฉะนั้น สัทธรรม 7 ไม่มี ฌานไม่มี วิชชา 8 ไม่มี ก็เท่ากับศาสนาพุทธไม่มี วิชชาจรณะสมบัติไม่มีแล้วในศาสนาพุทธ วิชาจรณะสมบัติที่แม้แต่ในยุคพระพุทธเจ้า อัมพัฏฐมานพยังยึดมั่นถือมั่นว่าฉันเป็นพราหมณ์เป็นผู้ที่เป็นเจ้าของวิชชาจรณะสมบัตินะ ยื้อแย่งกันอยู่กับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเคยบอกว่าพวกคุณจะรู้จัก วิชชาจรณะได้อย่างไร ในอัมพัฏฐสูตร เอาละไม่เท้าความต่อ พูดถึงหลายทีแล้ว (พตปฎ. เล่ม 9 “อัมพัฏฐสูตร” ข้อ 141-177) พ่อครูว่า... อัตตกิลมถะ ชนิดหนึ่งที่ไปหลงความรู้นั้น ก็เป็นอัตตะ ทำความลำบากให้แก่ตน แต่ไม่รู้จักอัตตา เพราะไม่รู้จักอัตตา ก็ลดอัตตาไม่ได้ เมื่อไม่รู้จักอัตตาแล้วจะไปลดอัตตาได้อย่างไร ทั้งๆที่ โอฬาริกอัตตา แปลว่าอัตตาใหญ่ อัตตาหยาบ ออกมาข้างนอก ไปยึดทางโลก เอาโลกทางโลกียะ เอารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แม้แต่ที่สุดยศศักดิ์ ความรู้อะไรต่างๆนานา มาเหมาอยู่ที่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว ก็เป็นการ กิลมถะ เป็นความลำบากของชีวิต หอบไว้เยอะ หอบไว้แล้วไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้พาปฏิบัติจนบรรลุธรรมอะไรเลย ได้แต่รู้ความหมายของบัญญัติ ของภาษา จนกลายเป็น ปทปรมบุคคล เป็นผู้ที่ เป็นบัวใต้ตม ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้โผล่ขึ้นมาเลย แล้วท่านก็ขยายความ บัวใต้ตม ว่าเป็นผู้ที่รู้พุทธพจน์ก็มาก ท่องไว้ก็มาก ทรงจำไว้ได้ก็มาก สอนผู้อื่นอยู่ก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลใดเลย นี่คือ ปทปรมบุคคล ไม่บรรลุใดๆเลยในชาตินั้น รู้มาก แต่ไม่ได้บรรลุธรรม (บุคคล 4 เหล่า พตปฎ. เล่ม 36/ข้อ 108) โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ก็ไม่ได้เข้าถึง ไม่ได้เข้าไปสัมผัส จิต เจตสิก รูป นิพพาน ของความเป็นโลกุตรธรรมหรืออาริยธรรมเลย แต่หลงว่าตัวเองเป็นผู้รู้ เป็นผู้ได้ เป็นผู้มี เป็นผู้สอน สาธยาย ได้รับการกราบคารวะสรรเสริญเยินยอ อันนี้แหละเป็นภัยร้ายมากเลย สรรเสริญ ลาภ สรรเสริญ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึงขั้น ลาภสักการะสรรเสริญต่างๆ เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดแม้แต่พระอรหันต์ (พตปฎ. เล่ม 16 “ภิกขุสูตร” ข้อ 580-581) อาตมาเคยอธิบายมาแล้วเรื่องนี้ แม้ท่านเป็นอรหันต์ ถ้ายังหลงในเรื่องของโอฬาริกอัตตา ของความรู้ ถ้าด้านที่เป็นอัตตาตัวตนนะ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้างนอก ลึกอัตตาตัวตน ที่ไปหลงโอฬาริกอัตตาตัวในเลย ไปเกี่ยวข้องข้างใน มันก็จะกลายเป็นพวกฤาษีเข้าไปเป็นพวกเชนไปเลย มันไม่ไปเกี่ยวข้องอะไรกับคนเลย แต่ถ้าเผื่อข้างนอก มันจะไปเกี่ยวข้องกับคนละทีนี้ ทีนี้มาเรื่องข้างนอก เกี่ยวข้องกับคนก็จะทำให้ตัวเองลำบากที่จะต้อง 1.ระมัดระวังเรื่องลาภ 2.ระมัดระวังเรื่องยศ 3.ระมัดระวังเรื่องสรรเสริญ ส่วนการระมัดระวังด้วยสัมมาทิฏฐิ ด้วยการสำรวมระวังไม่ติดไม่ยึด ไม่จมกับสิ่งเหล่านั้นก็ดีไป แต่นี่ระมัดระวังเพื่อกลัวจะเสีย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข นี่สิ มันเป็น อัตตกิลมถานุโยค เป็นความลำบากที่จะต้องระมัดระวังอย่าเสื่อม อย่าน้อยลงนะ ต้องมากขึ้นนะ.. รู้ตัวหรือเปล่าอย่างนี้ เพราะฉะนั้นทางเถรสมาคมทั้งหมดเลย เป็นศาสนาที่เต็มไปด้วย โลกียะ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ทั้งนั้น ไม่ได้ออกมาเลย อาตมาก็พูดไม่รู้กี่ทีแล้วว่าพระพุทธเจ้านี่เป็นถึงพระพุทธเจ้า ท่านเป็นใหญ่หมดเลย ถ้าจะเป็นใหญ่ทั้งด้าน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ขนาดไหน ท่านก็เป็นได้ ท่านทิ้ง ถอยออกมาสู่ความไม่เก็บไว้เลย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็ไม่เก็บไว้สักนิด ยศ ก็ไม่เก็บไว้สักนิด สรรเสริญเยินยอยกย่องอะไร ไม่เอาไว้สักนิด สุขก็ไม่เอาไว้ อันนี้ลึกซึ้ง สุดยอดของสัจจะที่พระพุทธเจ้าท่านแสดงต่อโลก เข้าใจยาก ผู้ที่ไม่เข้าใจก็จมอยู่ ในเถรสมาคม เป็นพระที่พอเข้าใจได้ง่ายๆตื้นๆว่าอย่าไปหลง ลาภนะ หนีเข้าป่าก็เป็นพระมักน้อยสันโดษนะ ก็เหมือนกับศาสนาเชน หลายศาสนาก็รู้เรื่อง ลาภตื้นๆ เขาก็ทิ้งมาก็ดี พวกเขาไม่ติดยึดเรื่องนี้ ไม่เอาลาภ แต่มันซับซ้อน ไม่ได้ทิ้งจริง ซับซ้อน ก็ยังยึดว่าเป็นตัวกูของกู อย่างอาตมายกตัวอย่างมหาบัว นี่เอา สถานะของนักบวช ไปทำเป็นว่าใหญ่ จะต้องเอามาช่วยประเทศชาติ แล้วก็บอกว่า มาๆ จะรวบรวมเอามาช่วยประเทศชาติ ก็คือเรี่ยไรจากชาวบ้านนี่แหละ เรี่ยไรในฐานะพระ แล้วอิงแอบประเทศชาติ อิงแอบสถาบัน มันก็ได้สิ เราก็นึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ได้มาก็เอามาเข้าคลัง แล้วก็เป็นเล็นเป็นหมัด ตายแล้วก็ยังมาเฝ้าอีกของตัวของตน โดยไม่รู้ตัวว่าทำอะไร ยึดติดอะไร มันไม่ใช่หน้าที่ของพระที่จะไปทำอย่างนั้น แล้วบอกว่ายิ่งใหญ่ทำให้ประเทศ ก็ไม่ใช่ ทีนี้ อัตตกิลมถานุโยค ในเรื่องที่ไปหลงความรู้ทางโลกเรื่องของ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สรรเสริญมากมาย เชิดชูยกย่องบูชาเป็นยิ่งเป็นใหญ่ เป็นปราชญ์ เป็นผู้รู้ เป็นเอก เป็นหลักของศาสนาพุทธว่าไปโน่นเลยนะ ถึงขนาดนั้น เป็นหลักใหญ่ยิ่งของศาสนาพุทธเลยอะไรไปโน่น ซึ่งมันก็เลยยิ่งหลงเพลิดกันไปต่างๆนานา ไม่หันเข้ามาสู่สัจจะที่เป็นโลกุตระ เรียนรู้จิต เจตสิก รูป แล้วก็ทำนิพพานให้แก่ตนเองได้ ถ้าเผื่อว่าทำนิพพานให้แก่ตนได้ ไม่ว่าจะเข้าใจผิด เข้าใจถูกอย่างไรก็แล้วแต่ เช่น อาตมา เข้าใจนิพพานเป็นอย่างนี้ ใครก็ตามถ้าเข้าใจมีทิฏฐิเช่นเดียวกันกับอาตมา มาปฏิบัติ มันก็ต้องมาเป็นอย่างที่อาตมาเป็น ถ้านิพพาน อีกอันหนึ่งเอาง่ายๆ ต่างกันกับของอาตมา เขาเข้าใจนิพพานต่างกันกับของอาตมา แล้วเขาก็ไปปฏิบัติอย่างที่เขาเข้าใจ มันต่างกัน เขาก็ต้องได้นิพพานแล้วเขายืนยันไหมว่าอันนั้นเป็นนิพพาน อธิบายได้ไหมว่านิพพานคืออย่างไร อธิบายมาเป็นภาษาไทย ภาษาคนภาษาง่ายๆ ให้คนอื่นเขาเข้าใจได้ไหมว่า หมายถึงจิต เจตสิก อย่างไรที่มันเป็นนิพพาน มันมีลักษณะอย่างไร อธิบายกันยังไงเด็กๆชาวบ้านสามัญถ้ามันมีสภาวะจริง มันก็พออธิบายพอรู้ได้ โดยเฉพาะอยู่ร่วมกัน นิพพานคือไม่มี โลภ โกรธ หลง ไม่ไปหลง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข พวกคุณอยู่ด้วยกันก็จะรู้เลยว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่มี นี่เป็นภาษาง่ายๆแต่ผู้ยังจมอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันไม่ได้ออกมา ไม่ได้หลุดพ้น ยังจมอยู่แท้ๆแล้วจะบอกว่าฉันเป็นผู้รู้ศาสนาพุทธ อย่างพระพุทธเจ้าท่านออกมา ท่านเป็นผู้รู้จริง อาตมาก็อยู่ในโลกโน้น อาตมาก็ออกมา ก็ไม่ได้ไปเอา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีลาภยศสรรเสริญ มีแต่ถูกด่า สำหรับผู้ที่เข้าใจจริงเท่านั้นไม่ด่า แต่ยกย่องบูชาเคารพ และบูชาเคารพอย่างยกย่องเหนือเกล้า เหนือเศียรอย่างที่เขาพูดมา เขาไม่ได้เสแสร้ง ก็เป็นสิ่งที่เป็นสัจธรรมที่เขามีความรู้ในจิตลึกๆเลยว่า สิ่งนี้ใช่ หายาก ยุคนี้ยิ่งหายาก เป็นสิ่งที่จะต้องบูชาเชิดชู มันเป็นเรื่องจริง เคารพอย่างแรงกล้า ศรัทธาอย่างแรงกล้า เชื่อถืออย่างแรงกล้า มันเป็นสัจจะของมัน คำว่า แรงกล้า ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องโลกุตรธรรม ไม่ใช่ว่ามันไม่มีสภาวะจริง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าผู้ที่รู้จักและรู้ว่านี่เป็นสัจธรรมได้ฟังจากพระพุทธเจ้า ได้ฟังจากสัตบุรุษ ได้ฟังแล้วละอายที่ตัวเองเข้าใจผิดมา แล้วตัวเองก็เห็นว่าเป็นพหุสัจจะก็เคารพเลยศรัทธาเชื่อถือเลย อย่างแรงกล้า อย่างติพพังเลย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะจริงของจิตมนุษย์ จิตจริงของมนุษย์ แต่ผู้ไม่มีนั้น ดีไม่ดีตรงกันข้ามกันอีก มันก็เป็นสัจจะ เพราะฉะนั้น อัตตกิลมถะ ที่อาตมาอธิบาย โอฬาริกอัตตา แบบใหญ่ภายนอก ที่นี้ก็เข้ามาภายในจิต มโนมยอัตตา คืออันเป็นตัวเองแล้วก็ยึดเป็นอัตตาของตัวเอง อธิบายการยึด การยึด พระพุทธเจ้าท่านแจกเป็น 4 อย่าง จริงๆ 4 อย่างนี้เป็นอัตตาหมด 1. กามุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในกามภพ บำเรอรูปรสฯ) . 2. ทิฏฐุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในทิฏฐิ เช่น เห็นว่าผีมีตัวตน) 3. สีลัพพตุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในศีลและวัตรปฏิบัติธรรม) 4. อัตตวาทุปาทาน (ถือมั่นเข้าใจในอัตตาหรืออาตมันได้แค่ วาทะ แต่ไม่เคยรู้เห็นอัตตาตัวปรมาตมันจริงๆนั้นเลย) . . . (พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 262) อันที่ 4 นี้ยึดทั้ง 3 อันหมดเลยเต็มรอบ อาตมาก็เคยแปลแต่ยังไม่ถึงใจตัวเองสักที มันยึดเป็นอัตตาทั้งวาทะ แค่คำพูด วาทะนี่ คำพูดที่กล่าวว่ากาม คำพูดที่กล่าวว่าทิฏฐิ คำพูดที่กล่าวว่าเป็นข้อปฏิบัติหรือศีลพรต มันได้แต่เพียงภาษาคำพูดเท่านั้น เช่น มหาบัว ไม่รู้จักกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ติดยึดกินหมากปากแฉะตลอดเวลา ทั้งวัน ทุกวันจนตาย ก็ไม่รู้เรื่องกามคุณ 5 นี่แหละเป็นวาทะ ได้แต่เป็นวาทะเรื่องกาม มหาบัวได้เปรียญ 3หรือ 4 นะ ก็ยึดติดตัวตนเป็นอัตตาอยู่อย่างนั้น ไม่เข้าใจ ไปมีทิฏฐิก็เป็นทิฏฐิแบบเดียรถีย์ เข้าใจทิศทางการปฏิบัติออกไปนั่งหลับตาสะกดจิต เป็นพระป่าพระเถื่อน ไม่ได้อยู่ใน จรณะ 15 วิชชา 8 อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่ได้สำรวมสังวร โภชเนมัตตัญญุตา กินหมากไม่มีโภชเนมัตตัญญุต ก็ไม่รู้เรื่อง ข้อปฏิบัติที่เป็นศีลพรต ออกป่าออกเขา ออกถ้ำเลย แล้วก็ไปนั่งสะกดจิตอีก ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าสอนมรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์ 7 โพธิปักขิยธรรม 37 จรณะ 15 ไม่ได้รู้เรื่องเลยศีลพรต เพราะฉะนั้นนี่คือความเป็น อัตตา เอาละ ไม่เปล่าดาย ไปหลงติดยึดเป็นความรู้ แต่ทีนี้ไม่รู้เอาจริงๆเลย อันนี้มโนมยอัตตา ตัวเอง มโนมยะ ยึดจิตที่โง่ๆของตัวเอง มโนมยะ ยึดหมดทั้งกาม ยึดหมดทั้งทิฏฐิ ยึดหมดทั้งศีลพรต อันนี้ไม่ใช่อัตตาวาทุปาทานทีเดียว กาม ก็ไม่รู้ก็ยึดติด อย่างมหาบัวก็ติดกาม กินหมากกินพลูก็ไม่รู้ ทิฏฐิ ก็หยุดทิฐิตัวเองแรงด้วยนะ แล้วก็ปฏิบัติศีลพรต เพราะทิฏฐิผิด ศีลพรตก็พลอยผิดไปใหญ่ วิธีปฏิบัติศีลปฏิบัติพรต ออกนอกรีตหมดอย่างนี้เป็นต้น อาตมายกตัวอย่างเอาบุคคลมาอ้างอิงยืนยัน เพื่อจะบอกความจริงว่ามันเป็นความจริง ไม่ใช่อาตมาพูดลอยลมไม่มีตัวใครปฏิบัติ มีคนปฏิบัติอย่างนั้นจริงๆ แล้วมันก็ไม่ถูกต้องจริงๆ แล้วคนก็ไปยอมรับนับถือกัน อาตมาสงสาร อยากจะให้รู้ อยากจะให้เข้าใจ ขอบอกด้วยฉีกอกให้ดูเลย ว่าอาตมาไม่ได้เกลียด ไม่ได้ชังมหาบัว ไม่ได้เกลียดได้ชังผู้ที่อาตมาตำหนิ อาตมาพูดสัจธรรมที่เป็นการตำหนิ สงสารมหาบัว แต่อาตมาต้องพูดถึงธรรมะ อาตมาไม่ได้หมายถึงบุคคล แต่บุคคลคือมหาบัวนั่นแหละ ไปปฏิบัติธรรมะผิด มันก็ออกไม่ได้ อาตมาพูดธรรมะที่มันผิดของมหาบัว กล่าวลงไปชัดๆว่ามหาบัวผิดอย่างนี้ๆ ผิด มันจริงไหมล่ะที่อาตมาพูด มันจริงด้วยตามธรรมะ แล้วก็จริงด้วยที่บุคคลผิด แล้วก็มาหลอกให้คนอื่นไปหลงผิดกันทั่วบ้านทั่วเมือง มันน่าสงสารศาสนาไหม ไปเข้าใจผิด ไปนับถือบุคคลผิดมาเป็นคนถูก ไอ๊หยา มันจะไม่ได้อะไร ชีวิตนี้คนที่ใฝ่ธรรมะมีเยอะนะ ที่ศรัทธานับถือเยอะ มันยิ่งน่าสงสารตรงนี้อีก _สู่แดนธรรม... ท่านมีเจตนาที่จะใช้ธรรมะวาทีเป็นอาวุธ เพื่อที่จะได้ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มหาบัวเข้ามาทางธรรมใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... อาตมานี้บอกไปหลายทีแล้ว อาตมาไม่ต้องการลูกศิษย์ ไม่ได้ต้องการบริวารอะไร แต่ทำความเห็นให้ถูก ทำความจริงให้ถูก ให้ได้รับเท่านั้นเอง ก็จะบอกว่า ก็เพื่อลูกศิษย์มหาบัวนั่นก็ถูก ให้ได้ฟังสิ่งที่ดีๆ ด้วยดี ฟังด้วยดีแล้วจะได้ปัญญา ว่าเราหลงผิดมาขนาดนี้เลยหรือนี่ ซึ่งมันเป็นความจริงที่มันแสดงความเสื่อมของศาสนาพุทธว่ามันเสื่อมจริงๆ พูดกันยากจริงๆเลย อาตมาเห็นใจตัวเองด้วย ที่ว่าจะทำยังไงหนอถึงจะฉลาดกว่านี้ ถึงจะทำให้คนเข้าใจได้ง่ายกว่านี้ ทำให้คนเข้าใจได้เร็วกว่านี้ จะทำยังไง อาตมาก็หมดภูมิ มีเท่าไหร่ก็พยายามใช้ความเก่งกล้าสามารถของตัวเองเต็มที่ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยบอกไว้นานแล้วว่า พ่อท่านไม่มีวิธีอื่นนอกจากใช้ความจริง พ่อครูว่า... อันนี้ก็ถูกอีก ไม่รู้จะทำไง ให้เขาเข้าใจด้วยตัวเอง ให้เกิดความรู้ เกิดปฏิภาณปัญญาว่าอย่างนี้ถูกนะ ฟังมาตั้งนานแล้วแล้วเคยด่าโพธิรักษ์ มาตั้งนานแล้ว นี่แหละถึงจะเกิดความละอายอย่างแรงกล้า เข้าใจว่าโพธิรักษ์ มันบ้าๆบอๆมันผิดๆ มันเลอะเทอะมันจะมาทำลายศาสนาจริงๆ พอมาเข้าใจได้ว่าตายๆๆ นี่คือเนื้อแท้แก่นแท้ 660804 ปฏิบัติธรรมไม่เริ่มต้นที่ศีลก็เหมือนผีหัวขาด รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #34 ราชธานีอโศก