จรณะวิชชาทำให้เกิดสติปัญญานำพาประชาธิปไตย.docx
เนื้อหาในไฟล์
จรณะวิชชาทำให้เกิดสติปัญญานำพาประชาธิปไตย _จรรยา ประเสริฐ · ดิฉันฟังเรื่องกับการเด็ดขาดไม่วน ดิฉันรู้ว่า ดิฉันยังออกไปจากครอบครัว หมายถึงญาติพี่น้อง ยังไม่ได้ วนอยู่กับความรัก ในมิติที่ 2 และ 3 มิติที่ 1 ออกมาได้ และคิดว่าขาดแล้ว กับลูก ก็มิติที่ 1 ก็ไม่กังวล นอกจากสอนให้เป็นโสด เท่านั้น มิติที่ 2 รักญาติพี่น้อง ต้องใช้วิบากยังออกไม่ได้ ไม่ใช่เพราะรักมากมายอะไร นอกจากความรับผิดชอบ ต้องส่งให้หลานเรียนหนังสือให้สำเร็จก่อน อีกอย่างญาติพี่น้องก็ไม่ปล่อยเรา เพราะมีอะไรนิดหน่อย ก็ต้องมาหา มาขอความช่วยเหลือ และดิฉันต้องช่วยด้วย เพราะคิดว่าเป็นวิบากเก่า สัมภาระวิบาก ถ้าเขาปล่อย หลานต้องเรียนจบกระมัง ก็คอยวันนั้นค่ะ ส่วนมิติที่ 3 รักสังคม เป็นตัวอย่างที่ดี คือถือศีล กินมังสวิรัติ ตลอดชีพ ช่วยสนับสนุน ลุงตู่ นายกคนดี เลือกตั้งก็เลือกคนดี ที่สนับสนุน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสนับลุงตู่เป็นนายกคนต่อไป ถ้าลุงตู่ไม่ได้ ก็แล้วแต่ วาสนาบารมีชาติบ้านเมือง แค่นี้ ก็ทำให้ได้ในสังคมเละ ๆ ในสมัยนี้แล้ว อย่างอื่นยังนึกไม่ออกค่ะ กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า... ก็ดีเข้าใจที่อาตมาเทศน์มา คุณเข้าใจสังคม สภาพความเป็นอยู่ที่ มันปรุงแต่งอยู่ในสังคมสังขารกันอยู่ คุณพูดมาอาตมาเข้าใจ คนอื่นจะเข้าใจ ได้แค่ไหนก็อ่านไปแล้ว อาตมาที่เป็นลูกพระพุทธเจ้า เอาเรื่องของสังคมมาอธิบาย อธิบายตามความรู้ของ พระพุทธเจ้าทั้งที่อาตมาไม่ได้เรียน ศาสตร์ต่างๆที่โลกเขามีปริญญาตรีโทเอกอาตมาไม่มี อาตมาเรียนทางวาดเขียนสื่อศิลปะด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาตมาไม่ได้พูดอะไรมากมาย ก็พูดเรื่องสังคมมนุษย์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์เป็นหลัก ในชีวิตมาตลอดทำงานศาสนา ก็มีแต่เรื่องพวกนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องวาดภาพศิลปะ ให้เป็นเรื่องเป็นราวเลย
อ่านต่อ
มีแต่พูดพาดพิง ไปเท่านั้น เพราะว่าสำคัญจริงๆของมนุษย์คือเรื่องของสังคมเศรษฐศาสตร์รัฐศาสตร์นี่แหละเรื่องของชีวิต ธรรมะคืออันนี้ แต่คนไม่เข้าใจ พระพุทธเจ้าท่านจบ ท่านสมบูรณ์แบบ แต่ว่าในยุคของท่านเป็นสมบูรณาญา สิทธิราชย์ เป็นยุคของทาส เป็นยุคที่คนยังไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชนของแต่ละคน มีนายทาสเป็นเจ้าของลูกทาส จะฆ่าแกงก็ได้เหมือนสัตว์เดรัจฉาน พระพุทธเจ้าก็เลยทำออกสังคมกว้าง แต่ก็ทำไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ก็ทำไปถึงฆราวาสไม่ได้ ท่านทำได้แต่ในวงการพระสงฆ์ของท่าน ซึ่งสุดยอดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ขนาดไหน พระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าพิมพิสาร ก็ยอมให้แก่ท่าน ยกย่องธรรมวินัยในศีลของพระพุทธเจ้า ใครจะมาเข้ารีต ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า คนของพระเจ้าปเสนทิโกศลหรือพระเจ้าพิมพิสารจะมาเข้ารีตของพระพุทธเจ้า เขาก็ยกให้เลย ไม่ถือว่าเป็นคนมากบฏ มาแย่งชิงประชาชนของพระองค์เลย ยอม ยกให้อย่างเต็มใจด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมฤทธิ์ สัจธรรมอันวิเศษยิ่งใหญ่ในพระพุทธเจ้า แต่ทางรัฐศาสตร์ ทางการเมือง ทางสังคมเขายังเข้าใจไม่ถึง มันเป็นคุณวิเศษหรือคุณสมบัติ ของมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่มากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็เอามาให้ขยายไว้ใช้มาตั้งแต่ใน ยุคโน้น พอมาถึงยุคนี้อาตมาเอาของพระพุทธเจ้ามาขยายผล ยิ่งใหญ่ จะพูดไปแล้วยิ่งใหญ่มาก ชาวอโศกยิ่งใหญ่ แต่คนไม่เห็นว่าชาวอโศกยิ่งใหญ่ เขาพยายามที่จะหาระบบระบอบที่จะเอามาใช้กับมนุษย์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มี 2 ระบบใหญ่ 1. เผด็จการ 2 สมบูรณาญาสิทธิราชก็ตกไปประชาชนไม่เอา แต่ยังเหลือ 2 ระบอบคือประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยม มี 2 ระบบ แม้แต่สังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ เขาก็ยังเข้าใจ แต่ประชาธิปไตยลึกๆอย่างเมืองไทยเป็นนี้ คือประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข วิญญาณของประเทศและมีนายกเป็นรัฏฐาธิปัตย์ตัวแทนประชาชนเป็นราชประชาสมาสัย ซึ่งจะต้องมีทั้งประชาชนมีทั้งพระเจ้าแผ่นดินมีทั้งราชา ราชและประชาอาศัยซึ่งกันและกัน คำศัพท์นี้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นผู้ใช้ แต่เขาไม่มีความรู้พอจะพูดก็เลยไม่กล้าพูด อาตมานำมาพูดมาขยายคนก็เลยรับไม่ได้เพราะเขายังไม่ค่อยเข้าใจ พูดไปอย่างไรก็ยังยาก อาตมาก็ยังไม่เก่งมาก เก่งเท่านี้อธิบายไปค่อยๆได้บ้าง คำว่า ประชาธิปไตยคือประชาชนกับอธิปไตย 2 อย่าง อธิปไตย คือ ความเป็นใหญ่ เป็นอำนาจ เป็นพลังอันสำคัญ โดยเฉพาะ อธิปไตย คือจิต ในมูลสูตร 10 อธิปไตย คือ สติ อุตระ โลกุตระก็คือปัญญา คือผู้มีสติมีปัญญา เป็นคู่ สติของผู้ที่มีปัญญา เป็นตัวขับเคลื่อน สติ แปลว่า ความตื่นรู้ รู้เต็มที่เป็นชาคริยานุ ชาคระ ซึ่งคนเราธรรมดาสามัญ มันไม่ตื่นเต็มที่หรอก คำว่า ไม่ตื่นเต็มที่คือถูกครอบงำโดยกิเลส ถูกกิเลสครอบงำตลอด จึงไม่ใช่ ชาคระหรือชาคริยา ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าท่านให้พยายาม พากเพียรตื่นจากกิเลส แม้ว่าในจิตคุณจะมีกิเลส แต่ในข้อปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 สังวรอินทรีย์ โภชเนมัตตัญุตา ชาคริยานุโยคะ อันนี้ยอดคือพากเพียร ที่จะตื่นให้ได้ ตื่นเพื่อที่จะให้คนมีความรู้ทัน รู้ทันในผัสสะต่างๆ ในการกระทบสัมผัสกับอะไรต่างๆ รู้ทันแล้วจะต้องมีปฏิภาณปัญญา มีสติสัมโพชฌงค์ มีธรรมะวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยะสัมโพชฌงค์พากเพียรเพื่อที่จะรู้ใจ วิจัยสิ่งที่ผัสสะนั้น ธรรมวิจัยสมโพชฌงค์ เป็นตัวงานที่ยิ่งใหญ่ วิจัย วิจัยอะไร วิจัยกายในกาย วิจัยเวทนาในเวทนา วิจัยจิตในจิต วิจัยธรรมในธรรม ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิดีแล้ว จะวิจัยธรรมในธรรมได้ โดยแยกสภาวะที่เป็นโลกียะกับสภาพที่เป็นโลกุตระ แยก 2 อย่างให้ได้ ผู้ที่เป็นผู้สัมมาทิฐิติดี ฝึกหรือศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ จะแยกธรรมะ 2 อย่าง ธรรมในธรรม อย่างนี้เป็นโลกียะอย่างนี้เป็นโลกุตระ เด็กๆของเราบอกว่า อันนี้เป็นโลกียะ อันนี้เป็นโลกุตระ เขาไม่ประสีประสาแต่ก็ เลือกได้ น่าเอ็นดู เพราะฉะนั้น ธรรมะใหญ่ๆในมนุษยชาติเทวนิยมมีหมด ในโลกนี้มี 200 กว่าประเทศ อเทวนิยมที่เป็นพุทธมี 1 ประเทศคือไทย นอกจากนั้นเป็นพุทธที่เพี้ยนออกจากโลกุตระ หลายประเทศเพี้ยนไป แต่ก่อนก็มีโลกุตระมาก่อน พม่า เป็นต้น ลาวเป็นต้น เขมร เป็นต้น ที่รับมาจากอินเดียของศาสนาพระพุทธเจ้ามา แล้วก็มาเผยแพร่ตกในแคว้นนี้ดินแดนนี้ อยู่ในเสนาสนะสัปปายะอันนี้ สุดท้ายอยู่ที่ประเทศไทยเป็นหลัก เป็นของจริง อาตมานี่แหละขอยืนยันว่า เป็นของจริง เป็นพุทธที่ยิ่งใหญ่นำพาโลกุตระหยั่งลงไปในสังคมมนุษยชาติ มีรูปธรรมได้ มีสาราณียธรรม 6 เป็นต้น นี่คือประชาธิปไตยสุดยอด อยู่กันอย่างสังคมที่เป็นรูปธรรมเลยว่าเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ อยู่กันอย่างเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ทรัพย์สินเป็นส่วนกลาง ที่ประชาธิปไตยเขาก็ต้องการ คอมมิวนิสต์เขาก็ต้องการ เขาต้องการกองกลางให้มากที่สุด ด้วยวิธีออกกฎหมายบังคับให้จ่ายภาษี แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับเลย ให้โดยอิสระ ให้โดยเต็มใจทำแล้วเข้ากองกลางหมด นี่คือความสมบูรณ์แบบของสัจธรรม ไม่ได้มีการบังคับ แต่เป็นอิสระเสรีภาพ คุณเต็มใจมาเสียสละ เสียภาษี 100% ทำงานฟรีใช่ไหม ....โยมตอบว่า ใช่ นี่ มันต้องชาคริยา เมื่อชาคริยาแล้วต้องมาสำรวมอินทรีย์ การปฏิบัติธรรมะ พระพุทธเจ้ามีสติปัฏฐาน 4 พิจารณากายเวทนาจิตทำแล้วก็ต้องมีการสังวร สังวรปทาน พากเพียรการสังวรสำรวมอินทรีย์ 6 แล้วปหาน ปหานปธานเป็นคำสรุป ต้องธัมมวิจัยแยกกิเลส ฆ่ากิเลสปหานกิเลส ให้เป็นผลเสมอๆให้เป็นภาวนาปทาน ให้เกิดผล เมื่อคุณฆ่ากิเลสได้ผลนั้นก็สั่งสมเป็นอนุรักขณาปธาน นี่คือสัมมัปปธาน 4 มันจะมีของจริงอย่างนี้ การไปนั่งหลับตาไม่มีสติปัฏฐาน 4 ไม่มีกาย กันจะมีสัมมัปปธาน 4 ไม่ต้องพูดเลย สำรวมอินทรีย์ 6 ประหารกิเลสไม่มี เพราะว่ากิเลสของเขามีแต่ธของปลอม หลับตาไม่เป็นกิเลสจริง กิเลสจริงนั้นเกิดในมนุษยชาติลืมตาเปิดนั่นคือกิเลสจริงๆ แต่เป็นคนหลับตา มีแต่อดีตกับอนาคต อดีต กิเลสคืออุจจาระ มันขี้ออกไปแล้ว มาขยำทำไม มันออกไปจากเราไปแล้ว พวกนั่งหลับตาไม่ใช่ของพุทธเลย มันเป็นความเสื่อมของศาสนาพุทธ อาตมาพูดอย่างไรเขาก็ไม่กระเตื้อง ยังเป็นโจรทำลายศาสนาอยู่ อาตมาก็แทงด้วยปากหอก เช้า 100 กลางวัน100 หอก ตอนเย็นอีก 100 หอก เขาก็ไม่รู้สึกรู้สา แทงไม่ตายด้วย ไม่เป็นอะไรเลย แทงไม่เข้าอีก หอกของอาตมาหักไปไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนดอก กี่ล้านดอกแล้ว มันยากก็ต้องเอา มันไม่มีทางจะไปทำอื่น อาตมาไม่มีกิจอื่น อยู่ทุกวันนี้ตั้งแต่มาบวชจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังจะทำอย่างนี้ต่อไป แต่เขาก็ยังไม่กระเตื้อง อาตมาก็ยังตายไม่ลง ฝืนไป พิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าว่าเราจะอยู่ถึง กัป หรือ เกินกว่ากัปก็ได้อานนท์ จะเป็นจริงได้ขนาดไหนก็แล้วแต่ก็ผ่านมาหนึ่งกัปแล้ว ตอนที่ 84 ปี ตอนนี้ถ้าไปถึง 96 ก็เป็นอีกหนึ่งนักษัตรก็รวมเป็น 2 นักษัตรแล้ว จะไหวไหมนี่ อีกประมาณ 7 ปี ก็ดูว่าอายุ 96 จะเป็นอย่างไร มันจะง็อกแง็กแค่ไหน หรือมันจะกลับเป็นหนุ่มกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ถ้ามันเป็นอย่างนั้นได้ก็โอ้โห…ยอดเยี่ยมเลยนะ 96 ยังกับหนุ่ม 50 เลย 40 50 รับรองว่าตอนนั้นคนจะต้องยอมศิโรราบหมดเลย มันเป็นการพิสูจน์ทั้งรูปและนาม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ยังไม่รู้ว่าจะมียาดีหรือเปล่า เขาเรียกว่า สเต็มเซลล์ ก็พิสูจน์ไป ทำงานไป ลากสังขารไป อาตมาก็เต็มใจที่จะเป็นไป มันจะเมื่อยหน่อย ก็พักเอา
เมื่อกี้บอกว่าจะพูดถึงเรื่องประชาธิปไตยอีก ประชาธิปไตยของเมืองไทยมันเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ อาตมาพูดได้ว่าสมบูรณ์แบบ เพราะว่าเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ประชาธิปไตยขาเดียว ขอยืนยันประชาธิปไตยขาเดียวก็ดี คอมมิวนิสต์ก็ดี มันเป็นพวกขาหักหมดแล้ว เป็นประชาธิปไตยพิการ ก็พูดทิ้งเอาไว้แค่นี้ก็แล้วกัน มันไม่สมบูรณ์แบบด้วยรูปนาม ด้วยจิตวิญญาณกับองค์ประกอบนอกที่มีมหาภูตรูป 4 และก็มีอุปาทายรูป อีก 24 และก็มีนามอีก 5 สังเคราะห์สังขารกันอยู่ นาม 5 ผู้ปฏิบัตินาม 5 อย่างสัมมาทิฏฐิ นามก็คือจิต(มนะ)ต้องทำจิตทำใจในใจด้วยความมนสิการ ผู้ที่จะทำมนสิการได้อย่างโยนิโส ทำได้อย่างถ่องแท้ถูกต้องแยบคาย ลงไปถึงที่เกิด รู้ว่าเหตุเกิดคือกิเลส จับกิเลสได้ ประหารกิเลสให้ได้จริง มันจะถึงขนาดนั้นจริงเลย เป็นผู้ที่จะทำมนสิการได้อย่างดี ผู้จะทำมนสิการทำใจในใจได้อย่างนั้นจริงๆทำได้แล้วจะบรรลุ บรรลุธรรมได้จริงอย่างที่ว่าจะบรรลุธรรม ถ้าทำไม่ได้อย่างที่ว่าก็ไม่บรรลุธรรม แต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องมีผัสสะ นาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ อาตมาพูดนี้ไม่ใช่แค่มีภาษา แต่ต้องมีสภาวะจริงด้วย มนสิการต้องมีผัสสะ พวกไปหลับตาไม่มีผัสสะ เป็นโมฆะ มนสิการขยำขี้นั่งอยู่กับอดีตและอนาคตไม่มีของจริงสักอย่าง พูดไปบังคับเขาก็ไม่ได้ คนฟังได้ก็ได้ไป ฟังธรรมด้วยดีไม่มีอคติ สุสูสัง ลภเต ปัญญัง ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ยิ่งมีสัตบุรุษมาอธิบาย ก็ยิ่งต้องฟังสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังสัทธรรม ให้บริบูรณ์ ศรัทธาก็จะเกิดความบริบูรณ์ โยนิโสมนสิการก็บริบูรณ์ สติสัมปชัญญะก็บริบูรณ์ แล้วก็มีการสำรวมอินทรีย์ 6 ด้วยบริบูรณ์ สุจริต 3 ก็บริบูรณ์ แล้วสติปัฏฐาน 4 ก็บริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 ก็บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตก็บริบูรณ์ อาหาร 4 ของพระพุทธเจ้า อาศัยซึ่งกันและกัน อาตมาไม่ต้องท่องหรอก มีสภาวะและไล่ตามสภาวะแล้วเอาพยัญชนะมาแปะ จำได้แล้วไล่สู่ฟังไม่ต้องเปิดตำรา ทำการอนุโลมปฏิโลมได้หมด มันเป็นจริงมันชัดๆ ไม่เป็นอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ ถ้าหากขาดไปมันก็ต่อไม่ติด ในการปฏิบัติของพระพุทธเจ้ามาจากจรณะ 15 วิชชา 8 หรือศีล สมาธิ ปัญญาหรือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ ขยายความเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 ก็มีศีล อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วมีสัทธรรม 7 ฌาน 4 วิชชา 8 ขยายเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 ก็คือศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ เขาบอกว่า ศีลปฏิบัติควบคุมกายกับวาจาได้เท่านั้น สมาธิเขาไปนั่งหลับตาเอา คนที่ฟังอาตมาอยู่นี้ถ้านั่งหลับตาฟังก็ไม่รู้เรื่องนะ อาตมาพูดให้ลึกซึ้งนะ เขาอธิบายว่ากายกรรม วจีกรรมก็คือศีล สมาธิก็ไปนั่งหลับตานี่คือ ความเสื่อม เป็นความผิด ของศาสนาพุทธที่เสื่อมแล้วจริงๆ สมาธิของพระพุทธเจ้าไม่มีนั่งหลับตา หลับตาไม่มีสมาธิของพระพุทธเจ้า พูดให้ดังๆเลย โว้ย สมณะเดินดิน... พ่อครูจะช่วยอธิบายได้มั้ยว่า การถือศีลเกี่ยวทำให้เกิดสมาธิอย่างไร พ่อครูว่า... ใช่การถือศีล คือสมาธิ ศีลทำให้เกิดสมาธิ ศีลปฏิบัติด้วยอปัณณก ปฏิปทา 3 ตื่นอยู่ทั้งนั้น สัมผัสเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กิน ที่ใช้ โภชนีย์มาตันยุตา เสร็จแล้วเราก็จะรู้รูปรสกลิ่นเสียงต่างๆ รู้กิเลสในนั้นในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มีธรรมวิจัยแยกออก แยกออกแล้วเราก็ฝึกให้มีปัญญา ฝึกให้มีฌาน ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ไม่มีฌาน ไม่มีปัญญา ไม่มีมีปัญญา ไม่มีฌาน เสร็จแล้วตัวปัญญานี้เป็นพลังงานพิเศษ พลังงานจิตวิญญาณ พลังงานปัญญามันเป็นคู่อาฆาตของกิเลส เจอหน้ากิเลสเมื่อไหร่ เฮ้ย.. กิเลสมันตาย มันหนี้ ปัญญาเป็นตัวฆ่ากิเลส กิเลสมันอยู่ไม่ได้เพราะคนมีปัญญาเข้าไปครอบ อยู่ในตัวจิตวิญญาณของมนุษย์ พระอรหันต์มีปัญญาเต็ม กิเลสเข้าไม่ได้เลย ใกล้ก็ไม่ได้ กิเลสเข้ามาใกล้ไม่ได้ รัศมีปัญญามันทำให้กิเลสเมื่อเจอรัศมีปัญญา วิ่งหูตูบไปเลยเข้าป่า ไม่กล้าเข้าใกล้ นี่บรรยายเป็นสภาวะสู่ฟัง ที่อาตมาบรรยายได้เพราะอาตมามีสภาพจริง เหล่านี้ เอาของจริงของตัวเองมาบรรยาย กิเลสมันเข้าหาอาตมารอหน้าไม่ติดหรอก มันมีกิเลสอยู่ในโลกมนุษย์ มันสังขารเต็มไปหมดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเต็มไปหมด เป็นตัวบอกเกิดกิเลส อาตมาก็อยู่ในนี้ ไม่ได้หนีไปไหน อยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่กิเลสมันไม่กล้าเข้าใกล้อาตมา อาตมาก็ลูบหัวกิเลสเล่นอยู่อย่างนี้ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเลยว่า ลูบหัวพระอาทิตย์พระจันทร์ได้ด้วยฝ่ามือทั้งที่มันร้อน สำหรับคนที่ถูกมันเอาไปกินมันร้อน มันต้มสุกหมดเลย แต่อาตมาลูบหัวพระอาทิตย์พระจันทร์เล่นได้ นี่ไม่ได้พูดเล่นไม่ได้แค่อุปมาอุปไมยเฉยๆแต่เป็นเรื่องจริงเป็นอย่างนั้น ฟังพอเข้าใจไหม เด็กๆเข้าใจไหม ผู้ใหญ่นั้นไม่ต้องถาม เพราะฉะนั้นสังคมที่มีธรรมะโลกุตระพระพุทธเจ้าเป็นสังคมที่มีประชาธิปไตยเด็ดขาด แน่นอนจริงจัง เป็นประชาธิปไตยไม่ได้มีอยู่ในรัฐศาสตร์ทางตะวันตก จะได้ดร.ทางประชาธิปไตย รัฐศาสตร์มาอย่างไรก็ไม่มี มีอยู่ในประเทศไทย แล้วเขาเสื่อมความรู้นี้ไปหมดแล้วในพ.ศ 2,500 โพธิรักษ์นำกลับมา เพราะโพธิรักษ์เป็นสยังอภิญญา เป็นผู้มีความรู้จากพระพุทธเจ้าติดตัวมา แต่ชาติก่อนมาแล้ว อาตมานำติดตัวมาโดยไม่มีครูบาอาจารย์ในชาติ เอามาพูดออกมา ผู้ที่รักษาศาสนาพุทธไว้ก็ขอบคุณมากอย่างเช่น เถรสมาคมหรือผู้รู้ รักษาไว้ได้แต่ลัง รู้จักไหม “จับกังแบกลังทอง” ได้แต่แตะลังเท่านั้น แต่ไม่ได้แตะทองคำอยู่ในลังนั้น เถรสมาคมเป็นจับกังแบกลังทอง ไม่เคยแตะทองคำ แต่อาตมานี้เอาทองคำมายืนยันว่าอย่างนี้ ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ อาตมาไม่ใช่จับกัง อาตมาเป็นผู้ที่เอาทองมาแจกมาอธิบายขยายความว่าทองเป็นอย่างนี้ นี่คือสัจจะความจริงที่อาตมาพูดอย่างไม่เก้อเขิน ไม่มังกุ ไม่กระดาก ไม่มีสาเฐยจิต อยากโอ้อวดไม่มี พูดความจริงใครจะเชื่อไม่เชื่อไม่เป็นไร อาตมามีหน้าที่พูดความจริงพูดความไม่จริงไม่เป็น ให้ฟังดีๆเถอะว่าที่พูดอย่างนี้คืออะไร ทำไมพูดอย่างอวดดิบอวดดีเหลือเกิน นี่เป็นภาษาไม่ดี แต่ถ้าภาษาที่ดีก็คือทำไมคนนี้ พูดอย่างแกล้วกล้า อาสโภเหลือเกิน คนฟังมี 2 แบบ คนฟังไม่ดีก็ดูถูกดูแคลน ลดค่า ด้อยค่าอาตมา แต่คนฟังที่เห็นค่าอาตมาก็คือเขาเห็น ผู้ที่ด้อยค่าก็เป็นธรรมดา มันก็มี 2 คน คนจะอยู่ในฝ่ายไหนก็เลือกเอา อาตมามีหน้าที่ทำความจริงมีอยู่ เจตนาเอาความจริงนี่มาขยายความเท่านั้น 660113 ศีลกับอปัณณกปฏิปทา 3 ในวิชชาจรณะ พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก