ปฏิบัติโพชฌงค์ 7 ในตลาดอาริยะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิบัติโพชฌงค์ 7 ในตลาดอาริยะ _ตุ๊ก อัศวิน · เป็นครั้งแรกที่ได้มาร่วมกิจกรรม 'ตลาดอาริยะ' ในส่วนของ กลุ่มอุโบสถศีล online ซึ่งรับหน้าที่ 'เปิดร้านขายหมวก' ในงานตลาดอาริยะ.. ด้วยการ มีส่วนร่วม ตั้งแต่ 'ต้นน้ำ_กลางน้ำ_ปลายน้ำ' จนจบถ้วนกระบวนการ..เจ้าค่ะ ต้นน้ำ..คือ..การระดม Brain storming (สุม กบาล ร่วมคิด) วางแนวทางการขาย และ นำสู่การปฏิบัติ..จัดร้านให้เป็นที่ดึงดูด ประทับใจแก่ผู้ซื้อ..ให้ตระหนักว่า 'เราขายขาดทุน..จริงๆนะจ๊ะ ไม่จิงโจ้!! ด้วยการติด ราคาทุน และ ราคาขาย' ที่หมวกตัวอย่าง..ล่ามหมวกด้วยเชือกฟางยาวพอให้ทดลองสวมใส่ และ รายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย..ได้เห็น และ ประทับใจในการเอาภาระของสหายธรรมทุกท่าน แน่นอน..ย่อมมีการขัดแย้งความคิดกันพอเหมาะ..และได้สมาน..อัตตา.เกิดสามัคคีธรรม กลางน้ำ คือ สหายธรรม ร่วมกัน ลงสู่ภาคปฏิบัติ แยกย้ายรับผิดชอบ ตามหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ตามแผนงาน..ระหว่างปฏิบัติงาน ได้พบข้อบกพร่อง อันพร้อมปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์..ไม่ติดยึด..และ พร้อม'ยอม' ทั้งต่อ ผู้ร่วมงาน และ ผู้ซื้อได้น้อมปฏิบัติ..พิจารณาดูกาย..ดูจิต..ตามที่ 'พ่อครู'ได้ให้ สัมมาทิฏฐิ.ไว้เจ้าค่ะ ปลายน้ำ คือ มีการสรุปงาน เพื่อหาข้อบกพร่อง และ ชี้ขุมทรัพย์ให้แก่กัน เป็นไปอย่างงดงาม เช่น นางฟ้า(อาผึ้ง)ดูแลเรื่องสุขาได้อย่าง น่าพิศวง&ประทับใจ เมนูอาหารที่ปรับตามเหตุปัจจัย..อนุโลมใส่ถุงหิ้วไป ทานแบบปิคนิค@น้ำตก..เป็นต้น...ช่างน่าประทับใจ เพราะเป็นไปตามพระราชดำรัส ในหลวง ร.๙ 'เข้าใจ_เข้าถึง_พัฒนา'..เจ้าค่ะ ทั้งหมด..ทั้งมวล..ที่ปรารภข้างต้น..ล้วนเกิดจาก เมตตาธรรม ของพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ที่ให้สัมมาทิฎฐิ..น้อมนำพุทธธรรมที่เป็น สัมมาพุทธะ ลงสู่ภาคปฏิบัติเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้..อย่างเห็นประจักษ์
อ่านต่อ
แจ้ง..เจ้าค่ะ น้อมกราบพ่อครู..ผู้เป็น สยัง อภิญญา และ ให้สัมมาทิฏฐิ ด้วยความเคารพยิ่งเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... นี่แหละคือผู้ปฏิบัติธรรม มีสัมผัสเป็นปัจจัย อ่านกิเลสในอิริยาบถทุกความจริง และเราก็เรียนรู้สร้างสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ เกิดขึ้นจริงๆเลย โพชฌงค์ 3 เกิดในปัจจุบันนั้นเลย มันจะมีธัมมวิจัยของมันนะตัว วิจัย วิตก วิจาร วิจัยธรรมะ อันนี้กิเลส อันนี้ไม่เป็นกิเลส ก็จะเกิดภูมิปัญญาขึ้นเรื่อยๆจากโพชฌงค์ 7 จนกระทั่งปัญญามันเจริญเห็นกิเลส ดับกิเลส ได้ปัญญามีอิทธิฤทธิ์มีธรรมฤทธิ์ระงับกิเลสได้ ก็เกิดปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ จนกระทั่งเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เข้าใจคือมีสัมมาทิฏฐิ เข้าถึงคือลงมือปฏิบัติ พัฒนาก็คือการทบทวน หาข้อบกพร่องเพื่อพัฒนาต่อไป ผู้รู้ ผู้เห็น ผู้ได้มาสัมผัสจริง ปฏิบัติเองจริง มีตัวเองเข้ามาเป็นผู้ที่เข้ามา เอาตัวเองเข้ามาปฏิบัติ จนกระทั่งได้มรรคได้ผลที่แท้จริง อาตมาจึงยืนยันว่าสัจธรรมของพุทธเจ้า โลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ชาวอโศก คนที่มาแล้วรู้จริงเองเป็นปัจจัตตัง เข้าใจเอง จะมีสภาวธรรมเอง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเดียวกันอย่างชาวอโศก น้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน มันแยกจากหมู่ที่ไม่ใช่ น้ำกับน้ำมันต้องแยกกัน เถรสมาคมจึงเป็นนานาสังวาสกับชาวอโศก จบแล้วด้วยหลักเกณฑ์ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เป็นนานาสังวาส ต่างคนต่างเข้าใจธรรมวาทีของตนเอง อโศกนำโดยอาตมา เข้าใจอย่างนี้เป็นธรรมวาที คือเป็นคำพูด คำสอนที่เป็นธรรม ส่วนทางเถรสมาคมเขาก็เข้าใจอย่างของเขาเป็นธรรมวาที เขาก็สอนของเขา เรียนของเขาได้ผลแบบของเขา ของเราก็ได้ผลแบบของเรา มันก็ต่างคนนานาสังวาส เป็นพุทธร่วมกันมันจบแล้วเรื่องทะเลาะกัน ไม่ทะเลาะกัน ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำที่เห็นว่าอันไหนเป็นธรรมวาทีตามความเห็นของตน แล้วก็อยู่ร่วมกันไปเป็นพุทธร่วมกัน แต่เป็นนานาสังวาส สังวาสคือร่วมกัน นานาคือแตกต่างกัน นี่คือความจบของธรรมะพระพุทธเจ้าที่ท่านตัดสิน สุดท้ายของสิ่งที่มันขัดแย้งกันแต่ต้องอยู่ร่วมกัน มันจึงสงบอบอุ่น เรากับเถรสมาคมทุกวันนี้ก็สงบอบอุ่นไปมาหาสู่กัน ใครจะยินดีมาก็มา ใครไม่ยินดีมาก็ไม่เป็นไร เพราะว่าความยินดีเป็นราก คนยินดีมาก็เรียนรู้มนสิการ เรียนรู้การทำใจในใจการปฏิบัติอย่างไร ถึงจะเป็นโยนิโสมนสิการ การทำใจในใจแบบชาวอโศก ก็เป็นแบบลืมตา เป็นโพธิปักขิยธรรม มีโพชฌงค์ มีมรรคมีองค์ 8 แต่ของเขานั้นนั่งหลับตา แม้สายเรียนปริยัติ เรียนดร.เรียนเปรียญ 9 ก็ตาม เขาก็ยังถือว่าการนั่งหลับตา หรือไม่ถือเขาก็ยังไม่ชัดเจน ยังพ้น สักกายทิฏฐิ คำว่า กาย ยังไม่ได้ ยังไม่รู้จักคำว่าบุญ ยังไม่รู้จักคำว่า ฌาน ไม่ต้องพูดถึงสมาธิ ยิ่งนิโรธ นิพพาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย อาตมาพูดชัดพูดตรง แล้วแยกให้ฟังด้วยว่าอันโน้นผิดอันนี้ถูก ด้วยความไม่ได้ข่มเบ่งไม่ได้อยากอวดอะไร พูดสัจจะความจริงทั้งนั้น ตามสิทธิมนุษยชน ที่เจตนาดี อาตมาเห็นใจสงสาร ไม่ได้ไปเบ่งไปข่มอะไร แปลภาษามันต้องเป็น นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ควรข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง มันต้องข่ม จะไปชมได้อย่างไรเพราะมันผิด ภาษามันต้องตรง มันต้องข่มสิ่งที่ควรข่ม ชมสิงที่ควรชม ผู้ที่ทำถูกก็ต้องถูกชมและผู้ที่ทำถูกก็คือชาวอโศก ก็เลยชมแต่ตัวเองชมแต่ชาวอโศก- ปัดโธ่เอ๊ยโพธิรักษ์ เขาก็สมเพชเราเหมือนกันนะ เขาก็บอกว่าเราไม่ได้แต่คุยตัวเองชมพวกตัวเอง จะให้ไม่ชมได้อย่างไร ชมก็ชมสิ่งที่ถูก ตำหนิก็ตำหนิสิ่งที่ผิด ก็ยืนยันว่าอาตมาทำความผิดไม่เป็น ทำเป็นแต่ความถูก จบ ไม่เชื่อก็ช่าง 660109 ตอบปัญหาให้ถึงปัญญาวิมุติ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชเมืองเรือ