สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน ธรรมะ 2 ให้เป็น 0 ได้ต้องยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข25 ตุลาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน ธรรมะ 2 ให้เป็น 0 ได้ต้องยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ สมณะเพาะพุทธว่า...การทำร้ายทำลายผู้อื่นเป็นอำนาจนิยม ส่วนเอามาให้แก่ตัวเองมากที่สุดเป็นทุนนิยม พ่อครูว่า...ทุกอย่างเมื่อเทียบกันแล้วมันมี 2 ทั้งนั้น เทวะ เป็นตัวตนเป็นตัวเองตีไม่แตก เทวนิยมจะตีเทวะไม่แตกตลอดเลย สายเทวนิยมมีจิตวิญญาณนิรันดรเขาตีไม่แตกเขาไม่มีความรู้เขาแยกไม่ได้ ไม่มีความกระจ่างในความจริงสองนี้ ส่วนพุทธนั้นแยกได้รู้อะไรดีกว่าไม่ดีกว่ารู้ละเอียดเราหมดเลย และสุดท้ายแยกธาตุให้เป็น0ได้เลยจบ โลกนี้ก็มีเทวะกับอเทวะ ศาสนาพุทธเป็นอเทวะรู้จัก 2 แล้วจัดสรร 2 ให้เป็นหนึ่งให้เป็นศูนย์ได้ แล้ว 1 กับ 0 เป็นสภาพที่มีที่สามารถควบคุมจัดการได้มีอำนาจจัดการได้ วัสสวัตตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ถ้าจิตเป็นธาตุที่ยังให้เป็นไปในอำนาจได้ยากกว่าธาตุทางวัตถุและทางอื่นๆ คนทุกวันนี้เอาธาตุทางฟิสิกส์มาใช้ให้เป็นคุณเป็นโทษได้มาก แต่ว่าจิตใจตัวเองนี้เอามาใช้ไม่ได้ จิตใจเป็นโทษเป็นภัย ยิ่งจะสามารถแยกเอาท่าทางฟิสิกส์เอามาใช้ทางเป็นโทษเป็นไปได้มากอีก จึงยิ่งเลวร้าย ไปอาศัยวัตถุที่เลวร้ายมาทำให้โลกเลวร้ายยิ่งขึ้น นี่มันเป็นเรื่องซับซ้อนอย่างนี้ ศาสนาพุทธเรียนรู้สิ่งที่เป็นสัจจะพวกนี้ได้ครบ จึงอยู่โดยที่เรียกว่า จัดสรรสิ่งเหล่านี้ด้วยความรู้ สูงสุดมี วัสสวัตตี มีอำนาจจิตที่สูงสุด สามารถจัดการกับพลังงานในระดับจิต สมณะเบิกบานว่า...เป็นคำว่า เจโตวัสสิปัตโต พ่อครูว่า... เจโตวัสสิปัตโต แปลว่าการกระทำ ผู้นั้นเป็นเจ้าของและผู้นั้นกระทำ อาตมาอธิบายวัสสวัตตี เป็นอำนาจในตัวเอง ก็ไม่ผิดเป็นการขยายเพิ่ม เจโต คือจิต วสี วัสสะ แปลว่าอำนาจ วัสสวัฏ รอบที่มีอำนาจ ปัตโต แปลว่าเข้าถึงบรรลุ รวมตัวเต็มบริบูรณ์เท่านั้นเอง

อ่านต่อ

ผู้เรียนรู้ศาสนาพุทธจะรู้ทั้งหมดในพลังงานทั้งระดับอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ควบคุมกรรมให้ทรงไว้เท่าใดขนาดไหนก็ได้ จัดสรรสิ่งที่จะให้มีอยู่เท่านั้นเท่านี้โดยกรรม ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาเราทำเอง ไม่ต้องให้พระเจ้าเป็นผู้บงการผู้สั่งการให้ทำ เราทำเองทั้งนั้นนี่จึงเป็นศาสนาพุทธ

สมณะเพาะพุทธว่า... สอดคล้องกับ โศลกที่ให้กับนักศึกษาผู้ปฏิบัติธรรมว่า ทำเป็นธรรม ธรรมเราทำ พ่อครูว่า..ธรรมะคือสิ่งที่ส่งไปในส่วนที่ดีส่วนไม่ดีคืออธรรม เราก็ทำในสิ่งที่ดีแล้วเราเป็นคนทำ กับ ธรรม ก็เท่านั้นเอง สมณะเพาะพุทธว่า..เราจะทำก็ทำว่าจะทำอะไรก็ทำในสิ่งที่เป็นธรรม กรรมด้วยกรรมของเรา ทำเป็นธรรม ธรรมเราทำ พ่อครูว่า...ทำเป็นธรรม ธรรมเราทำ

ก็ต้องขออภัยที่กล่าวพาดพิงถึงท่านพุทธทาส ท่านก็เสียไปแล้วมากล่าวเถียงอาตมาไม่ได้แล้ว อาตมาพูดว่าท่านตำหนิท่าน ตั้งแต่ท่านยังไม่ตายด้วย อาตมาตำหนิท่าน จนท่านเอาหนังสือของอาตมาไปไว้ในสวนโมกข์จัดในหมวดที่เรียกว่าเขาด่าเรา สมณะเพาะพุทธว่า..ตอนนั้นพ่อท่านว่า ต้องรีบออกหนังสือนี้ เพราะว่าท่านยังไม่ตาย พ่อครูว่า...อาตมาตำหนิท่าน คือด่า ตั้งแต่ตอนท่านเป็นๆไม่ได้มาว่าตอนท่านตายแล้วด้วยซ้ำ สมณะเพาะพุทธว่า..ตอนนั้นผมเป็นประจักษ์พยานอยู่ด้วย ต้องการพูดถึงท่านพุทธทาสตั้งแต่ท่านยังไม่เสียชีวิต ว่าท่านพุทธทาสสอนศาสนาผิดพลาดว่าอย่างไร ความตอนหนึ่ง ปัญหาสังคมแก้ไม่ได้เพราะว่าศึกษาศาสนาผิดพลาด เป็นการวิพากษ์คำสอนของหลวงปู่สวนโมกข์พุทธทาสภิกขุ ก่อนที่ท่านจะสิ้น พ่อครูว่า..จะมาหาว่า มานินทาว่าร้ายท่านลับหลังตอนท่านตายไปแล้วไม่ได้ อาตมารู้ทันด้วยว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้เขาจะว่าอย่างนี้จึงทำก่อนแล้ว มีหลักฐานยืนยัน สมณะเพาะพุทธว่า..ก็เหมือนพ่อท่านจะรู้ว่าหลังจากที่พักวิจารณ์จะมีกระแสตอบรับอย่างไร พ่อครูว่า...เพราะว่าท่านเองพูดในสิ่งที่คนอื่นเขาเข้าใจได้ มันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ท่านพูดถึงสังคมศาสตร์ท่านพูดถึงปรัชญา มันเป็นความรู้ที่เรียนรู้กันทั่วไปอยู่ทั้งโลก ในพวกเทวนิยมเขาก็เรียน ก็ไม่มีปัญหาอะไรคนรู้ได้มากก็มีบริวารมากผู้เชื่อถือก็มา สำหรับอาตมานั้นพูดโลกุตระ ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเข้าถึงยาก รู้ได้ด้วยยาก มีคนจำนวนน้อยเข้าถึงได้ ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรมันเป็นจริง คุณจะเอาจำนวนใหญ่จำนวนมากมาตีก็แล้วแต่ อาตมาไม่สู้หรอกเพราะรู้อยู่ว่าความจริงต้องเป็นเช่นนั้น โลกุตระเป็นของรู้ได้ยากคนรู้ได้น้อย อีกอย่างหนึ่งโลกุตระไม่ไปทำร้ายใครหรอก มีแต่วิพากษ์วิจารณ์ด้วยใจบริสุทธิ์ ที่พูดนี้บริสุทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ด้วยใจจริงไม่ได้ไป ไปข่มเบ่งอะไรท่าน สิ่งดีสิ่งที่ถูกต้องมันก็ต้องเหนือกว่าสิ่งที่ไม่ดีไม่ถูกต้องเป็นธรรมดาเป็นสัจจะใช่ไหม ความถูกความดีก็ต้องเป็นสิ่งที่เหนือกว่าอยู่แล้ว มีกลอนที่ท่านพุทธทาสได้แต่งไว้...เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาสิ่งที่ดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย สมณะเพาะพุทธว่า..พ่อท่านว่าในตอนนั้นว่า...หลวงปู่สวนโมกข์พูดได้ดีใน 3 วรรคแรก เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาสิ่งที่ดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู แต่อันสุดท้าย ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลยนั้นขอไว้หน่อยเถอะ ส่วนที่ชั่วขอให้รู้แล้วก็วางเลย พ่อครูว่า...ชั่วกับดีมันเป็นธรรมะ 2 จะไปห้ามให้คนไม่รู้ได้อย่างไร คุณจะรู้สิ่งเดียวโดยไม่มีการเปรียบเทียบคนก็โง่ตายเลย มันเป็นไปไม่ได้ด้วยและไม่มีการฉลาดขึ้นเลย สรุปแล้วก็คือท่านรู้ยังไม่ครบ ท่านพุทธทาสท่านรู้ยังไม่ครบ สมณะเพาะพุทธว่า...มีคนส่งข้อความบอกให้พ่อท่านจิบน้ำสักนิดนึง พ่อครูว่า..ขอบคุณ สมณะเพาะพุทธว่า...นมัสการน้อมกราบพ่อครูและท่านจันทร์ด้วยความเคารพอย่างสูง ดิฉันก็ได้ฟังพ่อครูบอกว่าเทวดาของฉันเป็นเพียงเทวดาเก๊ เป็นสมมุติเทพ จะออกจากเทวดาเก๊ก็ต้องเป็นอุบัติเทพ การเป็นพระโสดาบันต้องเริ่มต้นที่อุบัติเทพเหมือนกันใช่ไหมคะ ดังนั้นเทวดาทั้ง 6 ชั้นคงไม่ใช่พระโสดาบันใช่ไหม พ่อครูว่า… สมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ สมมุติเทพเป็นเพียงเทวดาสมมติ เก๊ ยึดอยู่กับ ธรรมะ 2 มีสุขมีทุกข์มีสวรรค์มีนรก ไม่ชอบมีไม่ชอบมีผลักมีดูด เป็นเทวดาสมมติเป็นปุถุชน คุณก็อยู่กับ 2 ตลอดนิรันดรเป็นเทว ถ้าคุณไม่รู้จักตัวเองนั่นแหละคือเทว ตัวเองนั่นแหละคือ 2 ตัวเองนั่นแหละคือ2คือไส้เดือน ไส้เดือน มันมีทั้งสองเพศอยู่ในตัวเอง ตัวเองนั่นแหละไม่ได้เรียนรู้ตัวเองเลย ศาสนาพุทธนั้นไม่มีสุขไม่มีทุกข์ยืนอยู่ 1 ไม่มีผลักไม่มีดู ยืนอยู่อย่างไม่มีปฏิกิริยาร้ายต่อใคร แม้จะมีปฏิกิริยากับอันอื่นอีกก็มีแต่ดีมีแต่ประโยชน์ คุณค่า กับคนไม่ดีก็คือมีประโยชน์กับเขาคือชำระเขาให้ได้ ขูดเขาให้ได้ ช่วยเขาทำลายสิ่งที่ไม่ดีให้ได้ก็เลยดูเหมือนจะไปจัดการเขา ส่วนผู้ที่ไม่ทำอะไรกับใครเลยก็เอาของตัวเองก็แล้วกัน ชำระสิ่งที่ไม่ดีในตัวเองออกให้ได้ก็แล้วกันก็ได้แต่ของตัวเอง คนอื่นเขาจะเป็นอย่างไรก็ไม่ช่วย ก็เป็นคนใจดำไป ศาสนาพุทธไม่มีใจดำมีแต่ใจดีให้รู้ ทำให้ตัวเองด้วยทำให้คนอื่นด้วย แม้คนอื่นจะไม่เข้าใจ อาตมาทำนี้เขาไม่เข้าใจกันคนอื่นไม่เข้าใจหาว่า อาตมาไปว่าไปด่า กระแทกกระทุ้งเขา แต่ว่ากระทุ้งกระแทกเพื่อให้เขารู้ตัวแต่เขาไม่รู้ว่าอาตมาเจตนาดี อาตมาจะต้องกระแทกแรง เจตนาด้วย เพราะว่ามันเหนียวแน่นเหลือเกิน ติดเกินทำแบบเบาๆเสียเวลา อาตมาจะอยู่ไปอีก 500 ปีก็ไม่ค่อยได้เรื่องแบบนั้น เมื่อเวลามีน้อยก็ต้องแรงและเร็วเอาคนที่รู้ได้เร็วก่อน คนที่รู้ไม่เร็วก็ช่างศีรษะมัน ขนาดแรงๆยังไม่รู้ตัวดีไม่ดีก็ ดีดกลับด้วย แต่ดีดอย่างไรก็ไม่ถูกกับอาตมาเพราะว่าอาตมาเป็น0ไม่มีตัวตน ไม่ได้เล่นลิ้นนะเรื่องจริง สรุปแล้วคำว่าเทวคำว่า 2 ยิ่งใหญ่ที่สุดในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 นี่เป็นหัวใจของศาสนาพุทธแล้วมาเรียนรู้ตรงที่พัฒนาเรียนรู้ที่ความรู้สึกของแต่ละคน แยกเวทนาให้เป็น แยกตัวเวทนา ให้ถูกต้องเลยเอามาเป็นถึงร้อยแปด ในความรู้สัตว์ทั้งหลายแหล่ในโลกมีแต่ความรู้ของพุทธศาสตร์เท่านั้นที่แยกเวทนา 108 ได้ แล้วรู้ยังมีสภาวะจริงด้วย กายิกกับเจตสิกะ แยกเวทนา 3 เป็น สุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ แยกเวทนา 5 มีดีกรีของมันมีนอกมีใน กับอุเบกขา แยกเวทนา 6 เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ สัมผัสแล้วเกิด 6 สภาวะนี้ แล้วก็มาจัดการกับสภาวะ 6 นี่แหละ มันเกิดความสุขความทุกข์ความไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ รวมเป็น 18 อย่าง อย่างความเฉยๆที่เป็นเคหสิตะ มันไม่ใช่ความเฉยอย่างมีปัญญาที่เป็นเนกขัมมสิตเวทนา ก็ทั้งสองอย่างเป็นอุเบกขาเหมือนกัน แต่ก็ต้องต่างกัน ต้องอ่านสภาวะทั้งสองอย่างนี้ออกจึงเป็นผู้รู้จักเทวะ มีอุเบกขาเป็นเนกขัมมะ หากเป็นเคหสิตะไม่จบ ต้องทำเนกขัมมะ ได้เป็น 1 ถึงที่สุดเป็น 0 ได้ ทำอันนี้แหละให้เที่ยงยืนยาวตลอดกาลนานโดยการทำซ้ำทำให้สูญทำให้จบ ให้มันเที่ยงแท้ถาวรเป็นเองเป็นอัตโนมัติ ทุกปัจจุบันที่มันเกิดแล้ว สั่งสมเป็นอดีตเป็นสิ่งที่ตกผลึกเป็นความแข็งแรงตั้งมั่น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มากระทบอีกเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ตกต่ำไม่มีการถดถอยมีแต่การเจริญยิ่งขึ้นไปตลอดกาล เพราะรู้ความรอบความครบความถ้วน นี่คือสัจจะของพุทธเจ้าที่พูดจากสภาวะที่ตัวเองมี ตัวเองเป็นจริง ไม่ได้พูดตามตำราอย่างเดียว แต่อ้างอิงถึงสภาวะจริงของตนด้วย คนตีแตกเทวะไม่ได้ จึงเป็นเทวนิยมในโลกก็จะมีอยู่ 2 ค่ายในโลกนี้คือเทวนิยมกับอเทวนิยม แม้แต่ชาวพุทธทุกวันนี้ไม่รู้จักเทวก็จมอยู่กับเทวนั่นแหละ แต่เรารู้จักว่า เทวว่ามี 2 สามารถที่จะอยู่กับเทวคือธรรมะ 2 สามารถมี วัสสวัตตี มีอำนาจ ยัง จิตให้อยู่ในอำนาจได้ หนึ่งพุทธส่งข้อความว่า...เจโตวสัสสิปัตโต คือ ยัง จิตให้อยู่อำนาจ เป็นพุทธพิสัย ดูของผู้ตรัสรู้ พ่อครูว่า..ทำจิตให้อยู่ในอำนาจอยู่เหนืออำนาจจิตตนเองได้ 611014_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก กาลามสูตรและเตวิชชสูตร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน