สื่อธรรมะพ่อครู(การตาย) ตอน ทำอย่างไรจะหายกลัวตาย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.63 KB
วันที่แก้ไข14 พฤศจิกายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การตาย) ตอน ทำอย่างไรจะหายกลัวตาย _จริง..ม.4...มีอยู่ครั้งหนึ่งหนูเคยนอนอยู่แล้วนึกถึงความตาย รู้สึกว่ากลัวตายมากมาย หากเราตายโดยไม่ได้ร่ำลาครอบครัว ก็จะค้างคาใจ ก็เลยอยากจะถามพ่อครูว่า ทำอย่างไรจะหายกลัวตา ย พ่อครูว่า...คนที่รู้สึกว่ากลัวตายเป็นนิมิตอันหนึ่ง คนรู้สึกว่ากลัวตายมีไตรลักษณ์เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป รู้สึกถึงความเป็นไตรลักษณ์ว่าชีวิตเรานี้ เกิดมาแล้วก็จะตาย แต่ว่าตอนยังไม่ตายนี้เราจะได้อะไร เราควรให้อะไรที่ควรได้ เพราะฉะนั้นคนที่มีภูมิปัญญาเป็นผู้ที่แสวงหา ผู้ที่ลึกซึ้งในธรรมะแล้วก็จะแสวงหาว่าควรได้โลกุตรธรรม ส่วนคนที่เป็นปุถุชนก็อยากจะได้ความรวยได้ลาภ ยศ สรรเสริญ เขาก็ไปหาสิ่งเหล่านั้น หรือมีความลึกหน่อยก็อยากจะได้ความดีไม่เอาความชั่ว ก็จะพยายามละเว้นความชั่วตั้งใจทำแต่ดี แต่จะได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอย่างมีความเป็นสุจริตทำแต่ดีทำแต่ดี ศาสนาของโลกียะก็มีแต่อย่างนี้ ศาสนาของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งซับซ้อนกว่านี้ ว่าความดีความชั่วก็คือความวนเวียน เมื่อทำดีได้ก็ดีต่อไป เสร็จแล้วเมื่อนานๆเข้า ลาภก็จะเยอะ ยศก็จะเยอะ สรรเสริญก็จะเยอะ มีความสุขเยอะแยะก็จะหลงความสุข ได้บัลลังก์ ก็จะยิ่งมากขึ้นเพราะทำได้ผลส่งผลให้เราเสวยกุศลอันนี้ เสร็จแล้วพอไปได้มากขึ้นก็เหลิงหลงตัว ทำชั่วทำอะไรขึ้นมา ยิ่งจะผยองอวดดี ก็จะตกอย่างรวดเร็ว เสร็จแล้วก็ต้องมาใช้หนี้ใหม่สร้างตัวเองขึ้นมาใหม่อยู่แค่นี้แหละ นรกสวรรค์สวรรค์นรกสุขทุกข์อยู่แค่นี้ ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเห็นว่า โลกียะ วนเวียนอยู่แค่ความสุขความทุกข์สวรรค์กับนรก ท่านจึงทางหาทางออกได้ ผู้ที่ยังติดอยู่ในเทวะเป็นธรรมะ 2 ความสุขกับความทุกข์สวรรค์กับนรก ก็จะมาเลิกจิตใจที่มันติดในสวรรค์ที่เป็นของหลอก ความทุกข์คือความโง่ ก็ไม่หลงในค

อ่านต่อ

วามหลอกและไม่มีความโง่ จนหลุดพ้นความโง่หลุดพ้นความหลอกก็จะอยู่ได้อย่างธรรมดาธรรมชาติ โดยการเรียนรู้ซึ้งเข้าไปถึงเวทนา เวทนา 108 เมื่อเกิดความโง่ในเวทนา ความสุขความทุกข์ก็เกิดอยู่ในเวทนา ถ้าหากไม่สุขไม่ทุกข์ก็เป็นธรรมชาติ เรียกว่าเป็นเคหสิตอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์ในสภาวะที่คุณได้อาการนั้น ด้วยความโง่ด้วยความไม่รู้โดยธรรมชาติมันก็มีเป็นกลางๆ ว่าความไม่สุขไม่ทุกข์นี้ดีนะ พระพุทธเจ้าก็มาตรัสรู้ ว่าสิ่งที่อยู่ในโลกที่เป็นธรรมะ 2 มันปรุงแต่งกันแล้วมันเกิดความยึดถือ ยึดได้ก็เป็นสุขไม่ได้ก็เป็นทุกข์ เสร็จแล้วมันยึดถืออยู่ถึงเวลามันได้ตามที่ยึดถือ ตามตัณหาอุปาทาน ท่านก็ให้ล้างอาการที่เป็นตัณหา อุปาทานนั้นมันอยู่ในจิตยากกว่าที่จะรู้ ถ้าหากเป็นตัณหาก็มีการเคลื่อนไหวก็ล้างได้ง่ายกว่า มันก็เป็นตัวเดียวกันเป็นกิเลสความโง่ทั้งคู่ พอล้าง กิเลสตัณหาได้ กิเลสตัณหาลดลงอุปาทานก็ลดลงจนหมดตัณหาอุปาทานเลย ท่านก็สอนเรื่องเวทนาที่ไปยึดอยากได้อยากเป็นอยากมี ก็แตกเวทนา 108 ตัวที่ปฏิบัติจริงก็คือ วิจาร มโปปวิจาร ทางทวารทั้ง 6 แล้วเกิดความสุข ความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นเนกขัมมะกับ เคหสิตะ เมื่อเกิดกิเลสแล้วก็จับให้ได้และพิจารณาว่ามันโง่อะไรนักหนา กระทบมันก็เป็นเหตุปัจจัย เราก็เนกขัมมะออกจากความโง่ ไม่ใช่ว่าปฏิบัติแล้วจะจบได้ทันทีเหมือนที่อธิบาย กว่าจะเลิกได้จริงๆต้องมีขั้นตอน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย โดยมีหลักปฏิบัติคือศีล แล้วทำไปตามลำดับ ปฏิบัติให้เกิด อธิจิต แล้วจิตใจก็จะเกิดปัญญา เกิดวิมุต วิมุตติญาณทัสสนะ ทำไปตั้งแต่กระทบกับความเป็นสัตว์ความเป็นมนุษย์ เกิดจิตใจที่ชอบและชัง สัมผัสกับข้าวของ สัมผัสกับพืช เราแบ่งเป็น อุตุก็ของ พีชะก็พืช ก็เหลือแต่ พืชกับสัตว์ในศีลข้อที่ 2 กระทบกับสัตว์ข้าวของหรือพืช อยากได้หรือไม่ได้ก็เป็นธรรมะ 2 อยู่อย่างนี้ก็อ่านธรรมะ 2 นี้ มันควรได้ก็ค่อยอยากเอามาใช้ประโยชน์ ส่วนที่ไม่ควรได้ อย่าไปอยากเอามาเสียพลังงานเสียแคลอรี่ ใช้ประโยชน์ไปตามความเป็นจริง 611015_รายการสำมะปี๋ซี่วิต ปฐมอโศก ครั้งที่ 19

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน