สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน เตวิชชสูตร ทางไปสู่พรหมโลก.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน เตวิชชสูตร ทางไปสู่พรหมโลก _มีข้อความที่ว่า เทวดา 6 ชั้นเป็นเทวดาเก๊ การเป็นพระโสดาบันก็ต้องเริ่มต้นที่อุบัติเทพเช่นเดียวกันใช่ไหม เทวดาทั้ง 6 ชั้นคงไม่ใช่พระโสดาบัน พ่อครูว่า...ใช่ เริ่มต้น พระโสดาบันออกจากความเป็นเทพ ไม่หลงอยู่กับความเป็นเทพหรือเทวะหรือเทวดา มันคือธรรมะ 2 อย่างที่เป็นรูปนาม เป็นอาการของกาย รวมกันอยู่เป็นเทวเป็น 2 ธรรมะพุทธเจ้าที่ตรัสรู้เป็นเทว จึงเป็นศาสนาที่รู้จักเทว เทวดามารพรหม แล้วก็ทำให้ตัวเองพ้นเทวดามารพรหมในภาวะที่ยังมีธาตุจิตวิญญาณ เป็นธาตุรู้ มันก็มีสิ่งที่มี เทวดาคือสิ่งที่เป็นภพชาติทั้งหมด ผีนรกหรือมันก็เป็นธรรมชาติของจิตนิยามนี้อีกชนิดหนึ่ง เรารู้แล้วเราไม่เป็นทาสของจิตนิยามที่เป็นผีเป็นมาร เป็นตัวร้าย ถ้าจะมีจะเป็นก็เป็นอย่างเทวดา ผู้ที่ทำให้เกิดอุบัติเทพ ยังเกิดเป็นเทวดาอยู่ เริ่มต้นตั้งแต่พระโสดาบันก็ต้องรู้จักจิตเจตสิกของตัวเอง แบ่งมารู้ตั้งแต่อบาย ตัวต่ำ เริ่มต้น ทำให้พลังงานเหล่านี้ไม่มีในจิตของตน จนจิตมีวัสสวัตตี ทำได้สามารถให้อำนาจโดยมารผี เข้ามาอีกไม่ได้เลย มันจะมาทำให้จิตเรามีแหว่งเว้าไปตามมารตามผีก็ไม่มีทาง นั่นคือมีอำนาจในจิตใจตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ พูด ทำ ได้จริงรู้สึกจริง เข้าใจจริง มีความจริงอย่างที่อาตมากำลังอธิบาย นี่คือสุดยอด อยู่ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พระสูตรสุดท้ายในเตวิชสูตร พระพุทธเจ้าถามว่าวาเสฏฐมานพ …. [381] ดูกรวาเสฏฐะ ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่า พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้นยังมีเครื่องเกาะคือสตรี แต่พรหมไม่มี จะมาเปรียบเทียบพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ซึ่งยังมีเครื่องเกาะคือสตรี กับพรหมผู้ไม่มีเครื่องเกาะคือสตรี ได้แลหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ได้. ดีละ วาเสฏฐะ พราหมณ์
อ่านต่อ
ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังมีเครื่องเกาะคือสตรี เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหมผู้ไม่มีเครื่องเกาะคือสตรี ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรวาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังมีจิตจองเวร แต่พรหมไม่มีจะมาเปรียบเทียบพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาซึ่งยังมีจิตจองเวรกับพรหมผู้ไม่มีจิตจองเวรได้แลหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ได้. ดูกรวาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังมีจิตเบียดเบียน แต่พรหมไม่มีจะมาเปรียบเทียบพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ซึ่งยังมีจิตเบียดเบียนกับพรหมผู้ไม่มีจิตเบียดเบียนได้แลหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ได้. ดูกรวาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังมีจิตเศร้าหมอง แต่พรหมไม่มี จะมาเปรียบเทียบพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ซึ่งยังมีจิตเศร้าหมอง กับพรหมผู้ไม่มีจิตเศร้าหมองได้แลหรือ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่ได้. ดูกรวาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจไม่ได้ แต่พรหมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ จะมาเปรียบเทียบพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ซึ่งยังจิตให้เป็นไปในอำนาจไม่ได้ กับพรหมผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ได้แลหรือ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่ได้. ถูกละ วาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจไม่ได้เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหมผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรวาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้นในโลกนี้จมลงแล้ว ยังจมอยู่ ครั้นจมลงแล้วย่อมถึงความย่อยยับ สำคัญว่าข้ามได้ง่าย เพราะฉะนั้น ไตรวิชชานี้เราเรียกว่า ป่าใหญ่คือไตรวิชชาบ้าง ว่าดงกันดารคือไตรวิชชาบ้าง ว่าความพินาศคือไตรวิชชาบ้าง ของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา.
พ่อครูว่า...พรหม คือ สามารถยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ [381] ดูกรวาเสฏฐะ ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่า พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้นยังมีเครื่องเกาะคือสตรี แต่พรหมไม่มี จะมาเปรียบเทียบพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ซึ่งยังมีเครื่องเกาะคือสตรี กับพรหมผู้ไม่มีเครื่องเกาะคือสตรี ได้แลหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ได้. ดีละ วาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังมีเครื่องเกาะคือสตรี เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหมผู้ไม่มีเครื่องเกาะคือสตรี ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรวาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังมีจิตจองเวร แต่พรหมไม่มีจะมาเปรียบเทียบพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาซึ่งยังมีจิตจองเวรกับพรหมผู้ไม่มีจิตจองเวรได้แลหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ได้. ดูกรวาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังมีจิตเบียดเบียน แต่พรหมไม่มีจะมาเปรียบเทียบพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ซึ่งยังมีจิตเบียดเบียนกับพรหมผู้ไม่มีจิตเบียดเบียนได้แลหรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่ได้. ดูกรวาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังมีจิตเศร้าหมอง แต่พรหมไม่มี จะมาเปรียบเทียบพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ซึ่งยังมีจิตเศร้าหมอง กับพรหมผู้ไม่มีจิตเศร้าหมองได้แลหรือ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่ได้. ดูกรวาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจไม่ได้ แต่พรหมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ จะมาเปรียบเทียบพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา ซึ่งยังจิตให้เป็นไปในอำนาจไม่ได้ กับพรหมผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ได้แลหรือ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ไม่ได้. ถูกละ วาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้น ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจไม่ได้เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหมผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรวาเสฏฐะ พราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชาเหล่านั้นในโลกนี้จมลงแล้ว ยังจมอยู่ ครั้นจมลงแล้วย่อมถึงความย่อยยับ สำคัญว่าข้ามได้ง่าย เพราะฉะนั้น ไตรวิชชานี้เราเรียกว่า ป่าใหญ่คือไตรวิชชาบ้าง ว่าดงกันดารคือไตรวิชชาบ้าง ว่าความพินาศคือไตรวิชชาบ้าง ของพราหมณ์ผู้ได้ไตรวิชชา.
[382] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ยินมาว่า พระสมณโคดมทรงทราบทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหม. ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน มนสากตคามอยู่ในที่ใกล้แค่นี้ ไม่ไกลจากนี้มิใช่หรือ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ มนสากตคามอยู่ในที่ใกล้แค่นี้ ไม่ไกลจากนี้ พระเจ้าข้า. ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษผู้เกิดแล้ว เติบโตแล้วในมนสากตคามนี้ ออกไปจากมนสากตคามในทันใด พึงถูกถามหนทางแห่งมนสากตคาม ดูกรวาเสฏฐะ จะพึงมีหรือที่บุรุษนั้นผู้เกิดแล้ว เติบโตแล้วในมนสากตคาม ถูกถามถึงหนทางแห่งมนสากตคามแล้ว จะชักช้าหรืออ้ำอึ้ง? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีเลย ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะบุรุษนั้นเกิดแล้ว เติบโตแล้วในมนสากตคาม เขาต้องทราบหนทางแห่งมนสากตคามทั้งหมดได้เป็นอย่างดี. ดูกรวาเสฏฐะ เมื่อบุรุษนั้นเกิดแล้ว เติบโตแล้วในมนสากตคาม ถูกถามถึงทางแห่งมนสากตคาม จะพึงมีความชักช้าหรืออ้ำอึ้งบ้าง ตถาคตถูกถามถึงพรหมโลก หรือปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงพรหมโลก ไม่มีความชักช้าหรืออ้ำอึ้งเลย เรารู้จักพรหม รู้จักพรหมโลก รู้ปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงพรหมโลก และรู้ถึงว่าพรหมปฏิบัติอย่างไร จึงเข้าถึงพรหมโลกด้วย. [383] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ยินมาว่า พระสมณโคดมย่อมแสดงทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหมดังข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระองค์จงแสดงทางเพื่อความเป็นสหายแห่งพรหม ขอพระองค์จงอุ้มชูพราหมณประชา. ดูกรวาเสฏฐะ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าววาเสฏฐมาณพทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว.
ทางไปพรหมโลก พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรวาเสฏฐะ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถี ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้วอยู่ ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลางงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมา เขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้ว สำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ ถึงพร้อมด้วยศีล คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วย สติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ.
จากนั้นก็เป็นศีลอันเป็นอาริยะ เป็นสำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ ทำศีล สมาธิ ปัญญา เกิดพลังงานไฟฌานที่เป็นพลังอุณหธาตุ ฌานนั้นร้อนไม่ใช่เย็น ใครไปนั่งสมาธิทำฌานแล้วเป็นเรื่องที่ผิดเพราะทำให้เย็นหมด ฌานเป็นพลังงานไฟร้อนที่เหนือกว่าไฟราคะโทสะโมหะถึงจะทำลายไฟราคะโทสะโมหะได้ การปฏิบัติสมาธิผิด นั่งสมาธิเป็นเรื่องน่าสงสาร อาตมาเกิดมาอาภัพเป็นหมู่ที่น้อยหมู่ที่เล็ก เป็นหมู่ที่ไม่มีความคดโกงมีแต่ความซื่อตรง ทางที่คดเคี้ยวลดเลี้ยวมีเยอะ ส่วนทางที่สั้นและตรงนั้นมีทางเดียว ทางสั้นตรงนั้นสู้โลกไม่ได้ที่นิยมความมาก คนตรงคนซื่อมีน้อย โลกนี้หลงด้วยความมักมากไม่ชัดตรง ความมักน้อย เลยมีคนนับถือคนชอบคนยินดีน้อย อาตมาเองก็รู้ความจริงอันนี้ จึงไม่มีปัญหาอะไร ไม่ได้เกิดภาวะไม่สบายใจอะไรไม่ใช่ น้อยก็น้อย อาตมาต้องการความจริงก็ได้ความจริงตามที่เป็นอยู่ อาตมาเกิดชาตินี้ทำงานมา 48 มาแล้ว ได้คนเข้าใจได้คนปฏิบัติตามมาประพฤติจนชีวิตของผู้ที่ได้นั้น มาเป็นอยู่อย่างนี้อาตมาก็ว่าไม่ขาดทุนแล้ว กำไรพอตัวแล้ว สามารถช่วยคนในยุคนี้ ในยุคสมัยที่มืดบอด มีพวกมารพวกผีเยอะเลย เขามีพวกมาก อาตมาก็สามารถแย่งคนมาจากมารและผีได้มากขนาดนี้ อาตมาก็เก่งพอสมควรแล้ว มารผีที่โหดร้าย แต่อาตมาไม่บาดเจ็บ มารผีทำอะไรไม่ได้ พูดไปแล้วเหมือนการท้าทาย มันไม่ดี แต่ไม่ได้ท้าไปหรอกเพราะว่าคนชั่วมันทำชั่วได้ ไปท้าทายมันไม่ได้หรอกคนชั่ว เพราะฉะนั้นอย่าไปท้าทายให้เขาทำชั่ว พูดไปเหมือนท้าทาย แต่มันเป็นตัวจริงก็ยังปลอดภัยอยู่ ยังมีบารมี มีสิ่งที่เป็นพลังที่มองไม่เห็นป้องกัน เป็นสิ่งที่ช่วยเหลืออยู่บ้าง ก็ได้มาประมาณนี้ อาตมาทำงานได้มนุษย์โลกุตระอาริยะ เอาหลักฐานตามพระไตรปิฎกมาอ้างอิง อาตมาใช้คำสอนพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องตรวจสอบ มีวิชชา 9 อนุปุพพวิหาร 9 สัตตาวาส 9 วรรณะ 9 หมวด 6 หมวด 7 เอามาใช้หมดตั้งแต่มงคล 38 โพธิปักขิยธรรม 37 โลกุตรธรรม 46 (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเพาะพุทธว่า...ตามกามลามสูตร 10 หลายคนบอกว่าอย่าเชื่อ แต่ในพระไตรปิฎกบอกว่าอย่าปลงใจเชื่อ คำว่าปลงใจเชื่อ กับอย่าเชื่อต่างกันนะ หากว่าอย่าเชื่อก็อย่าไปเชื่อกาลามสูตรสิ ก็เพราะว่ากาลามสูตรก็มาจากพระไตรปิฎกเหมือนกัน จริงๆแล้วไม่ได้บอกว่าอย่าเชื่อแต่อย่าปลงใจเชื่อ พ่อครูว่า..ถูกต้อง คำสองคำนี้คำว่ามีกับไม่มี คุณเองขณะนี้คุณอยู่ในฐานะมีหรือไม่มี คุณยังมีชีวิตอยู่ ยังเป็นคนมีความรู้สึก เราก็ต้องใช้ความรู้ความรู้สึกนั้น อะไรควรหรือไม่ควร ความรู้สึกดีความรู้สึกไม่ดี ความรู้สึกที่เป็นกุศลความรู้สึกที่เป็นอกุศล เราก็ต้องอยู่ในภาวะที่อยู่ในความดีเป็นกุศล และสามารถทำแม้แต่ดี แม้แต่สิ่งที่มีก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามี ว่าเป็นเราเป็นของเรา นี่เป็นของสูงสุด พระไตรปิฎกล. 16 ข. (43) [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) พ่อครูว่า..เราก็ยืนหยัดอยู่ในกุศลคือมี ส่วนลึกของเราไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเราก็เป็น0ได้ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เราสามารถทำได้ จิตของเราเป็น วสวัตตี มีวัสสิปัตโต ยังจิตใจให้อยู่ในอำนาจจะให้มีหรือไม่มี เราทำได้สำเร็จจริง อาตมาอยู่ทุกวันนี้เหมือนคนเหลาะแหละ มีก็ได้ไม่มีก็ได้ อาตมาก็ไม่ได้ไปเบียดเบียนใครอาตมาก็สบาย อาตมาก็อธิบายอย่างสิริมหามายา มีก็ได้ไม่มีก็ได้เหมือนคนเล่นกลใครจะทำไม เพราะทุกวันนี้คนมาเร็วเดี๋ยวก็ยึดถืออันนั้นอันนี้ อาตมาก็ต้องเร็ว เอ็งยึดถือแต่อาตมาไม่ยึดถือ เผื่ออนุโลมกับเขาจิตใจเราอยู่เหนือ เราอนุโลมกับเขาเราสามารถคุมเกมได้ไหม หากเราจะอนุโลมกับเขาแล้วคุมเกมไม่ได้ก็อย่าทำ คุณเสร็จเลย คุณคุมไม่ได้ก็เล่นงานคุณตาย แต่ถ้าสามารถคุมเกมได้ก็มีอำนาจสูงสุด เป็นจิตใจที่ยังจิตให้อยู่ในอำนาจได้ พรหม สามารถยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ แล้วพระพุทธเจ้าถามวาเสฏฐมานพ อาตมาสามารถยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้อาตมาทำพลังงานสัมประสิทธิ์ Coefficient ทำจิตให้มีอำนาจ อาตมาจะพิสูจน์ว่าสามารถสร้างพลังงานทำให้เกิดอายุขัยเกินกว่าอายุขัยที่ควรมีได้ นี่คือ วัสสวัตโต อาตมาจะทำได้สำเร็จได้หรือไม่ โปรดติดตาม อย่ารีบตายแต่ละคน แต่ที่อายุเลย 80 มีกี่คนยกมือขึ้น ใครเลย 84 แล้วยกมือ มีสองคน… อย่าเพิ่งรีบตาย อยู่ดูต่อไปว่าอาตมาจะสามารถทำได้อย่างที่พูดหรือไม่ ยถาวาทีตถาการี ยกถาการีตถาวาที อาตมาทำได้เป็นระยะไป สำเร็จเป็นรายทางไป อาตมาว่า อาตมาอายุ 100 ก็จะมีความ Active อยู่อย่างนี้ยืนยันต่อไปอย่าเพิ่งรีบตาย คิดว่าอาตมา จะสร้างพลังงานสัมประสิทธิ์ Coefficient ให้ได้มากขึ้น ถ้าเผื่อว่าอาตมาเป็นจริง วสวัตตีจิตโตจริง สามารถควบคุมจิตให้เป็นไปในอำนาจ อาตมาบังอาจมากที่จะมาสร้างพลังงานนี้ให้มันอยู่เหนือ พระเจ้ากำหนด พญายมกำหนดวันตายแต่ไม่ยอมตาย บังอาจมากไม่ใช่น้อยนะ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เกินวิสัยสามัญ อาตมาว่าอันนี้แหละจะพิสูจน์ให้คนพอเชื่อเถอะ อธิบายโลกุตระไปจะตายคนไม่เชื่อเอากันแค่นี้ ลากชีวิตให้ยาวยืนแค่นี้จะเชื่อไหม นี่เชื่ออาตมาบ้างสิ ทีลากสังขารยังเชื่อเลย แต่ว่า โลกุตระ เชื่อบ้างสิ ต้องหาวิธีดึงลูกค้าแบบนี้ ใช้วิธียืดอายุขัยเป็นปาฏิหารเพื่อจะได้เป็นประโยชน์บ้างและไม่ใช่เรื่องอุตริเกินไปของมนุษย์มนา ยืดอายุไขอย่างไม่ง่องแง่งด้วย ยืดอายุไขอย่างเบิกบานร่าเริงด้วย หากไม่มีอาการไอสักอย่างคนจะเชื่อถือมากขึ้น สมณะเพาะพุทธว่า...สรุป...จะอธิบายสัมประสิทธิ์ว่าอิทธิบาทได้ไหมครับ พ่อครูว่า...ได้ มีความยินดีพากเพียรทำพลังงานจิตให้เป็นไปได้ เทวะ 6 ชั้นเป็นสมมุติเทพ เป็นพระโสดาบันต้องเร่ิมอุปัติเทพ เรียนสัมมาทิฏฐิให้เกิดการลดละเทวดาเก๊ คือธรรมะ2 ทำให้เป็น1ได้ ไม่มีตัวต้านตัวทำลายหายไปเราก็บูรณาการให้สิ่งท่ีมีเจริญยืดยาว แต่สูงกว่านั้นทำให้สลายไปได้ มีก็มีให้แข็งแรงมั่นคงได้ แต่ทำให้มีไปทำไม? เมื่อต้องสูญ จึงเป็นประสิทธิภาพยิ่งใหญ่ ผู้ทำได้จึงมีพลังงานเหนือว่าฟิสิกส์ เป็นเรื่องละเอียดมาก หากเรียนพลังงานจิตได้ เรียนรู้พลังงานวัตถุได้ไม่ยาก ส.เพาะพุทธ...สรุป. 611014_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก กาลามสูตรและเตวิชชสูตร