สื่อธรรมะพ่อครู(ประวัติศาสตร์อโศก) ตอน กว่าจะถูกเรียกว่าเป็นสมณะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข5 เมษายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ประวัติศาสตร์อโศก) ตอน กว่าจะถูกเรียกว่าเป็นสมณะ _ปัญหาบ่อมี บารมีบ่เกิด แต่นักบริหารนักวิชาการแบบโลกีย์บ่มีบารมีบีมีปัญหา เพราะสอนคนอื่นด้วยภาษาและการอาหารแยกเงินมาบำรุงกิเลสตัวเอง ตื้นลึกหนาบางก็ขึ้นอยู่กับความจริงของจริงหรือผลงาน คือผลของกรรมปัจจุบัน ไม่ผิด แค่ดัดจริต ติดนิสัยสอนผู้อื่นแต่ไม่ได้แก้ไขตัวเอง พระพุทธเจ้าบอกให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือแก้ที่จิต(จริตนิสัยแม่นบ่ หลวงปู่) ขอบคุณโควิดที่ช่วยต้อนผู้คนสู่ร่มโพธิ์ศรี คือเส้นทางแห่งสัมมาทิฏฐิ ความอบอุ่นของคนดีผู้มีปัญญาแล้ว คือมีน้ำใจ แม่นบ่ หลวงปู่ คนมีจริงไม่ใช่เป็นคนมีแต่เงินโลกธรรมวัตถุนั่นคือคนรวย แต่คนจริง ความจริง เขามีน้ำใจดี แม่นก่หลวงปู่ ต้องกล้าจ้างคนมาลดกิเลสสิ (พ่อครูว่า...มันเต็มโลกเลยนะเอาเงินที่ไหนมาจ้าง) เจ็บแค่มดกัดเท่านั้นเองก่อนตายเก็บเงินมา พอล้านในบัญชีมีประโยชน์อะไร (พ่อครูว่า..น่าคิดเหมือนกันนะคนเรามีชีวิตสะสมไปพยายามอยากมีเงินล้านมันก็ไม่ถึงล้านได้ง่ายๆเลยนะ เห็นใจ คนระดับล่างมีเยอะ เงินล้านไม่ใช่เงินต่ำๆ ถึงยุคนี้ค่าเงินตกเยอะ ก็ยิ่งไม่ง่าย ยิ่งสมัยยุคอาตมาก็ยิ่งไกลลิบ สมัยนี้เงินล้านก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วคนเราก็หาเงิน ซอกๆๆ แล้วก็นึกว่าชีวิตจะอยู่กับโลกที่เป็นก้อนล้านๆ มันจะทำให้ชีวิตเราเจริญทำให้ชีวิตเราประเสริฐทำให้ชีวิตเราดีขึ้น อาตมาว่ามันไม่ใช่ ถ้าใช่แล้ว พระพุทธเจ้าก็ผิดตั้งแต่ต้นที่มีสมบัติพัสถาน ผิดตั้งแต่ต้นเลย ท่านทิ้งอย่างไม่แยแสเลย อาตมาก็เหมือนกัน อาตมาเดินออกมาจากทางโลก ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับกองเงินกองทองทางโน้นเลย ตัดขาดมาอยู่ทางนี้ แล้วก็จะมีอะไรใช้จ่ายอยู่กับทางนี้อยู่กับทางธรรมะหมดไม่เคยไปยุ่งกับทางโลกอีกเลย ทรัพย์ศฤงคารอะไรก็ไม่ยุ่ง)

อ่านต่อ

ซึ่งคนเราถ้าเผื่อว่าเข้าใจความเป็นจริงของทรัพย์ศฤงคาร แล้วรู้จักว่ามันเป็นเรื่องความตื้นมาก เรื่องหยาบ ถ้าแค่นี้ คนยังเข้าใจไม่ได้ว่า อยู่เหนือหรือโลกุตระนี่ อยู่เหนือมันให้ได้จริงๆ ยากในชีวิตมนุษย์ที่จะไปนิพพาน เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธที่จะมาเป็นพระภิกษุเป็นอะไรต่ออะไรกัน แต่ละองค์ๆ ตั้งแต่ พระ เจ้าอาวาสจนกระทั่งถึงเป็นพระครู เป็นเจ้าคุณ เป็นเจ้าคุณชั้นนั้นชั้นนี้ จนถึงเป็นสมเด็จ มีเงินนะ มีค่านิตยภัต เป็นศัพท์ที่เท่ๆนะ แต่ค้านแย้งกับที่พระพุทธเจ้าบัญญัติซึ่งเป็นการทำลายความเป็นพระ สำหรับการไปตั้งเงินเดือน ก่อนมาบวชนี้มีคำ นัตถิ 5 อามะ 8 ถามนะ เป็นราชปัตโต เป็นข้าราชการหรือเป็นคนที่เป็นคนมีเงินเดือนหรือเปล่า ถ้ายังมีเงินเดือนอยู่มาบวชเป็นพระไม่ได้ แต่เสร็จแล้วเมื่อบวชเป็นพระกลับมามีเงินเดือน เรียกว่า โยนคำสอนของพระพุทธเจ้าทิ้งทะเลไปเลย ตั้งนิตยภัตเป็นพระครูมีรายได้ พระครูชั้นราชชั้นธรรมชั้นเทพมีเท่านั้นเท่านี้ สมเด็จมีเท่านั้นเท่านี้ สังฆราชมีเท่านี้ก็เรียบร้อย ซึ่งเป็นเรื่องเสื่อมหมดเลยของศาสนาพระพุทธเจ้า มันเป็นเรื่องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ แล้วเมื่อมีเงินเป็นของส่วนตัวอย่างนี้ไม่เอาออกก็เป็นการปลงอาบัติที่เปล่าฟรี ปลงอาบัติไม่ตกหรอก นิสสัคคิยปาจิตตีย์ พระทั้งนั้นแหละที่มีเงินรายได้อยู่ ก็เป็นพระที่ อปกตัตตะ อาบัติ ก็อยู่กับหมู่พระอาบัติทั้งสิ้น บวชกันไปไม่ได้เป็นปกติมันไม่เป็น สัมมุขาวินัยเลย ขออภัยที่อาตมาวิจารณ์ตามวิชาการของพระพุทธเจ้าตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ไปว่าพวกคุณหรอก แต่ก็คือว่านั่นแหละ มันแก้ไม่ได้แล้วอาตมาเห็นว่ามันแก้ไม่ได้ อย่างไรคุณก็จะต้องจมอยู่กับความผิดอย่างนี้ไปตลอดจนละลายไป เพราะฉะนั้นก็เอาคนที่ส่วนตัวเลยมาเข้าใจแล้วเลิกตัดขาด อาตมาจึงแยกตนเองประกาศนานาสังวาส กับคณะสงฆ์ใหญ่ เพราะว่าก็จะไปคลุกคลีเกี่ยวข้องได้อย่างไร มันเน่าเฟะกันอยู่อย่างนั้น อาตมาก็ประกาศตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า มันจำเป็น ประกาศนานาสังวาส ในวันที่ 6 สิงหาคม 2518 ประกาศ ณ วัดหนองกระทุ่ม ที่ศาลาการเปรียญ ต่อหน้าพระสงฆ์ 180 รูป ประกาศแยกตัวนานาสังวาส ยังมีลายลักษณ์อักษรเสร็จเรียบร้อย ตอนแรกเถรสมาคมก็รับดี ส่งไปให้เจ้าคณะจังหวัด ขึ้นไปถึงเถรสมาคมก็ยอมรับว่าอโศกเป็นคณะหนึ่ง ที่ขอประกาศแยก ไม่อยู่ในการปกครองของคณะสงฆ์ มีหลักฐานยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรเลย คือ ที่กรมรถไฟ ถามไปทางเถรสมาคม อธิบดีกรมการศาสนาก็มีหนังสือตอบไปว่า พระอโศกไม่ได้อยู่ในการปกครองของเถรสมาคม เป็นหลักฐานยืนยันเลย รับแล้วนะ พูดถูกต้อง ออกไปจากเลขาของเถรสมาคม อธิบดีธนู แสวงศักดิ์ ตอนนั้นเป็นเจ้ากรมเป็นอธิบดีกรมการศาสนา แยกเป็นทางการเสร็จแล้วแต่วันร้ายคืนร้ายก็บอกว่าไม่ได้ดึงกลับเข้ามา นี่แหละไปทำลายธรรมวินัยที่ปฏิบัติเสร็จแล้ว แล้วไปรื้อธรรมวินัยขึ้นมาอีก ท่านทำอาบัติกันเองนะ คณะเถรสมาคมแท้ๆ อาตมาไม่อยากจะกล่าวถึงตัวหลักที่ดึงมา สู่แดนธรรมว่า...สังคมยังไม่สิ้นสงสัย เขากล่าวหาว่าพ่อท่านถูกขับออกจากเถรสมาคม พ่อครูว่า...ถ้าจะว่า อาตมาขับเถรสมาคมออกจากชาวอโศกต่างหาก เขาว่าเถรสมาคม ปกาศนียกรรมขับชาวอโศกออกจากหมู่ โถๆๆน่าสงสาร ซึ่งไม่ใช่ อาตมาทำตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า 1. ศีลไม่เสมอกัน 2. กรรมปฏิบัติกันคนละอย่างไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรม อุเทส ก็อธิบายกันคนละอย่าง นี่คือเหตุปัจจัยที่เป็นนานาสังวาสกันโดยสัจธรรม มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะว่าพระท่านไม่ได้ถือศีลกันแล้ว ท่านถือแต่พระวินัย 227 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ท่านไม่รู้เรื่อง แต่ชาวอโศกต้องถือศีลอันเป็นธรรมนูญของศาสนาพุทธ คือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล คนในยุคนี้ไม่ได้รู้เรื่องด้วยซ้ำ โชคดีที่พระไตรปิฎกยังอยู่ครบ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล บอกว่านี่เป็นศีลของเธอประการหนึ่งของเธอภิกษุทั้งหลาย ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วเขามีแต่วินัย 227 แล้วก็เข้าใจไม่ได้ว่าวินัยกับศีลต่างกันอย่างไร แค่วินัยก็ยังเอาไม่อยู่เลยไม่ต้องพูดถึงศีล เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีศีล ก็จะมีเดรัจฉานวิชา ไสยศาสตร์ อยู่ในมหาศีลเป็นต้น เดรัจฉานกถาอยู่ในมัชฌิมศีล เป็นต้น ไม่เหลือเลย มีเต็มศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดไปแล้วมันก็น่าสงสาร ที่มันหมดรูปของความเป็นศาสนาพุทธ มันกลายเป็นเดียรถีย์ อาตมาว่าร้ายกว่าในยุคพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเดียรถีย์นั้นอยู่เต็มป่า ซึ่งเรียกว่า สมณะพราหมณ์ แล้วท่านก็ตรัสว่าสมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกได้ฉันอาหารที่เขาทำมาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังมีน้ำหน้ามาทำอย่างนี้อย่างนี้ ญาติโยมเขาเอาให้อาหารเลี้ยงดูไว้รับประทานแล้วยังไปปฏิบัติให้ผิดศีลผิดธรรมวินัย ในยุค พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะมันยังไม่มีคำว่าภิกษุของพุทธยังไม่เกิด เพราะฉะนั้นก็ใช้คำว่าสมณพราหมณ์เหมือนกันหมด แต่ในยุคนี้มาใช้คำว่าพระภิกษุ พออาตมามาได้เป็นสมณะพราหมณ์ สุดเท่เลย แต่เขากลับบอกว่า ไอ้นี่ไม่ใช่พุทธๆ ไม่เป็นไร พอตกลงกับมหาจรวย ซึ่งเป็นกรรมการของเถรสมาคมคนหนึ่ง มาตกลงกับอาตมา ว่าตกลงจะให้อาตมาเรียกตัวเองว่าอะไร ก็เอานักกฎหมายมา มหาจรวยเป็นนักกฎหมายด้วย ก็เปิดกฎหมายเลย คำในกฎหมาย ห้ามเรียกตัวเองว่าภิกษุว่าพระว่านักพรตว่านักบวช แต่คำว่า สมณพราหมณ์ไม่มี ในกฎหมายไม่ห้ามไว้ เขาก็บอกว่าให้เรียกตัวเองว่าสมณพราหมณ์ก็แล้วกันอาตมาก็ตกลง ก็เรียกสมณะ พอมาตกลงเสร็จ ประกาศ เราก็ได้ตกลงกับกรมการศาสนาแล้วนะ แล้วก็มีเจ้าคุณที่ร่วมโทรศัพท์คุยกันกับมหาจรวย ปรึกษากันว่าจะใช้คำนี้ ก็เท่ากับว่ากรรมการมหาเถรสมาคมกับมหาจรวยตกลงกันเสร็จเรียบร้อย ตกลงเราเรียกตัวเองว่าสมณะพราหมณ์ เมื่อประกาศสมณพราหมณ์มหาระแบบเต้นเลย มาเอาคำว่าสมณพราหมณ์ไปได้อย่างไร เพราะว่าสมณพราหมณ์มันหมายถึงอรหันต์นะ อ้าว..แล้วกัน เราได้มาแล้วนะ ทุกอย่างมันเป็นสัจธรรมเราไม่ได้ไปดิ้นรนไม่ได้ไปแย่งชิง มันก็เป็นของมันเอง เหมือนกันกับยุคพระพุทธเจ้านั้น ตอนนี้เราก็เอา อัมพัฏฐสูตร มาอ่านให้ฟัง ซึ่งจะได้เห็นประวัติศาสตร์ ตำนาน ซึ่งจะย้อนไปถึงยุคโน้นเลยว่า คำสอนที่เรียกว่าพระเวท อันเดียวกัน ของพราหมณ์กับของพุทธอันเดียวกัน แต่ว่าตีความกลับกันคนละอย่าง สมณพราหมณ์ก็มีพระเวทคืออันเดียวกันกับของพุทธ แต่ตีความกันไปคนละเรื่องเหมือนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น อัมพัฏฐมานพ ก็จะเป็นตัวละครที่มาแสดงต่อ 630330_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 95

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน