สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน ลักษณะจิตที่เป็นอุตุ พีชะ คือเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.84 KB
วันที่แก้ไข5 เมษายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน ลักษณะจิตที่เป็นอุตุ พีชะ คือเช่นไร _สุรภา ลิ้มวรรณเสถียร : นมัสการเจ้าคะตอนนี้ผู้ที่มีกิเลสอยู่พ่อครูจะให้จิตตั้งอยู่ที่ใหนคะควรทำตัวอย่างไรสำหรับผู้ที่มีกิเลสอยู่ พ่อครูว่า...เอ๊ จิตกับกิเลส อะไรมันต้องอยู่กับอะไร ผู้ที่มีกิเลสอยู่ พ่อครูจะให้จิตตั้งอยู่ที่ไหนคะ ควรทำอย่างไรกับจิตผู้มีกิเลสอยู่ ที่จริงเป็นคำถามเต็มเลยเป็นคำถามครอบจักรวาล ผู้มีกิเลส แล้วจะตั้งจิตอยู่อย่างไร ทุกคนก็ต้องมีปัญญาต้องเข้าใจว่าอันนี้เป็นอย่างนี้ คนที่ยังมีกิเลสคนที่ยังมีอวิชชา กิเลสยังไม่หมดยังไม่เป็นพระอรหันต์จะทำจิตอย่างไรควรตั้งจิตอย่างไร ควรทำกับจิตอย่างไร ความหมายคือคลุมทั้งหมดอย่างนั้น การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าก็คืออันนี้ คืออันที่ว่า คุณจะต้องรู้จักจิตในจิต คือคุณจะต้องรู้จัก กาย เวทนา รู้จักธรรมะ จิตในจิตนี่แหละ คำว่าจิตนี่เป็นตัวหลักแล้วคุณจะต้องรู้ว่าความเป็น กาย คือส่วนอย่างไรอาการอย่างไร ความเป็นเวทนาคืออาการอย่างไรส่วนอย่างไรในจิต แล้วก็ความเป็นธรรม อาตมาก็เคยอธิบายให้ฟัง เบื้องต้นง่ายๆก็แยกธรรมะ 2 เทวธัมมาให้ออก เบื้องต้นก็คือ กุศลธรรมอกุศลธรรม ทำดีกับทำชั่ว สองอย่าง แล้วก็ต้องเลือกอยู่กับใจอย่างไร ก็ต้องอยู่อย่างรู้จักเทวะรู้จักสอง คำว่าเทวะ จึงยิ่งใหญ่ที่สุดในการปฏิบัติธรรม ถ้าคุณไม่รู้จักชื่อว่าไม่รู้จักสภาวะ 2 และแยกแยะสภาวะ 2 ให้ออกโดยเลือกเพียง 1 หรือเรียนรู้เทวะจาก 1 จนถึง 0 ด้วย จะรู้จักถึงขั้นอุตุนิยาม ทำจิตอย่างนี้จิตเราถึงขั้นอุตุนิยาม มันไม่มีชีวิตินทรีย์ จิตอย่างนี้ของเรา ยกตัวอย่างเช่น จิตของใครที่ เรื่องของจิตที่ยังมีชีวิตินทรีย์ของความเป็นอบายมุข จิตของคุณก็จะแล่นไปวิ่งไปวิ่งมากับอบายมุข คุณก็จะนึกถึง อาลัยอาวรณ์ มั

อ่านต่อ

นมีฤทธิ์เดชมีรสมีชาติมีสุขมีทุกข์มีการกังวล แต่ถ้าจิตของคุณไม่มีชีวิตินทรีย์ หมดกำลังของชีวิตเป็นอุตุนิยามกับอบายมุข คุณก็จะรู้ว่าจิตของเราตาย ไม่มีชีวิตไม่มีอินทรีย์เป็นอุตุนิยามแล้ว จิตของเรากับอบายมุข อย่างผู้หญิงไม่ติดเหล้า จิตก็ตายกับเหล้า ผู้ชายจิตใจไม่ติดกับลิปสติก กิเลสเรื่องลิปสติกของผู้ชายก็ตายไปแล้วกับเรื่องลิปสติก นี่ยกตัวอย่างง่ายๆ เราก็จะรู้ว่า อุตุนิยามเป็นอย่างไร พีชนิยามเป็นอย่างไร พีชนิยามนี้มีชีวิตอยู่แต่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ แต่อุตุนิยามนี้ตายเลย ไม่สุขไม่ทุกข์แล้วเลิกสูญเลย แต่พีชนิยามนี้ยังเป็น 1 ไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้วได้ อาจจะเข้าใจสุขไม่บริบูรณ์ ก็เลยอาศัยพอเป็นพอไปยังมีนิดๆหน่อยๆ มีเชื้อของสุขอยู่ก็เป็นพีชะล ไม่เป็นทุกข์แล้วระงับได้ ผู้ที่มีจิตนิยามจะต้องเรียนรู้ทำจิตให้เป็นอุตุทำให้เป็นพีชะได้ นี่คือหน้าที่ของศาสนาพุทธ โลกุตรธรรม ถ้าแยกจิต แยกกาย แยกพีชะ อุตุไม่ได้ จิตของคุณสัมพันธ์กามาวจร กระทบสัมผัสภายนอกและคุณก็เรียนรู้จิตของคุณหมดอาการของชีวะแม้แต่อบายมุข ในกาม หมด กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ภายนอกคุณก็เฉยๆไม่มีรสชาติไม่มีแรงดึงดูดของเราที่จะไปยุ่งกับมันได้อีก ก็เป็นอนาคามีเหลือแต่ รูปภพ อรูปภพภายในคุณก็อ่านจิตตัวเองโดยรู้จักฐานะของตัวเอง ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าต้องรู้ยิ่งเห็นจริง ไม่ใช่ปฏิบัติธรรมอะไรก็ไม่รู้ เหมือนกับมหาบัวสู้มันกิเลสคู่มันจนตายเป็นคนจริงฆ่ามัน ก็ไม่รู้ฆ่าอะไรแม้แต่กิเลสอย่างหยาบ ติดหมากก็ยังไม่รู้ เพราะว่าปฏิบัติธรรมหลับตาแบบฤาษี กามข้างนอกติดก็ไม่รู้ ภพภายในก็ไม่รู้ นึกว่าตัวเองใหญ่หาเงินเข้าคลังหลวงได้มาก เป็น มานะ อติมานะไม่รู้ทั้งคู่ กามก็ใหญ่อัตตาก็ใหญ่ ไม่รู้เรื่องสำหรับมหาบัว แล้วอาตมาก็สงสาร อธิบายให้คนฟัง อาตมาไม่ได้ไปใส่ความมหาบัว อาตมาพูดให้ฟัง เรียนรู้ให้ดีตั้งใจฟัง เป็นการช่วยเหลือไม่ได้เป็นการทำลายไปข่มเบ่ง อาตมาจะไปข่มเบ่งทำไม มหาบัว ไม่ต้องเสียแรงข่มใคร หากอาตมาไปข่มใครก็เสียแรงเปล่า อาตมาก็โง่ ไม่ทำ ที่พูดนี้ก็เสียเวลา เสี่ยงต่อการให้ลูกศิษย์ลูกหาเขาเกลียด อาตมาต้องการให้ลูกศิษย์ลูกหาของเขาฟังบ้างอย่าไปหลงงมงายในอาจารย์ที่มิจฉาทิฐิอยู่ อาตมาก็พูดสัจธรรมให้ฟังว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิฟังให้ดี สุสูสังลภเตปัญญัง อย่ามีอคติ ให้เกียรติอาตมาสักนิดแล้วฟังดีๆคุณจะได้เข้าใจสัจธรรม ไม่อย่างนั้นคุณก็จะหลงงมงายจมกับสิ่งที่ผิด ซึ่งมันน่าสงสารอาตมาก็เลยจำเป็นต้องพูดเรื่องเหล่านี้ 630330_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 95

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน